แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บำรุงสมอง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บำรุงสมอง แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2561

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับโคลีน

18:34 0 Comments

          สรุปคุณสมบัติของโคลีน
  1. เป็นสารอาหารที่จำเป็น และช่วยในการทำงานของระบบประสาท เช่น ความจำ และการทำงานของกล้ามเนื้อ 
  2. ช่วยในการขนส่งไขมันและโคเลสเตอรอล ช่วยป้องกันไขมันอุดตันในเส้นเลือดและหลอดเลือดหัวใจ 
  3. ช่วยในการทำงานของตับให้เป็นปกติ การขาดโคลีนในสัตว์ทดลอง ทำให้มีไขมันสะสมในตับและนำไปสู่การเป็นมะเร็งตับ
โคลีน

         โคลีนเป็นสารอาหารสำคัญตัวหนึ่ง ที่มีความจำเป็นต่อร่างกาย มีความสำคัญต่อความสมบูรณ์ของโครงสร้างของผนังเซลล์ (Structural integrity of cell membranes) เมตาบอลิซึมของเมธิล (Methyl metabolism) การส่งผ่านของกระแสประสาท (Cholinergic neurotransmission) การส่งสัญญาณผ่านผนังเซลล์ (Transmembrane signaling) และเมตาบอลิซึมกับการขนส่งของไขมันและโคเลสเตอรอล (อ้างอิงที่ 1)

         โคลีนเป็นสารตั้งต้นหลักในการสังเคราะห์สารสื่อประสาทที่มีชื่อว่า อะเซททิลโคลีน (Acetylcholine) ซึ่ง Acetylcholine นี้เป็นสารสื่อประสาทสำคัญที่เกี่ยวข้องกับความจำ การควบคุมกล้ามเนื้อ และหน้าที่อื่นๆ อีกหลายอย่าง (อ้างอิงที่ 1) ดังนั้น โคลีนจึงมีผลต่อกระบวนการส่งกระแสประสาทที่เกี่ยวข้องกับความจำและการรับรู้ เรียกได้ว่ามีบทบาทในพัฒนาการด้านการเรียนรู้โดยเฉพาะระบบความจำ (อ้างอิงที่ 2) รวมถึงมีการศึกษาในการใช้เพื่อป้องกันและรักษาโรคความจำเสื่อม (Alzheimer’s disease) ด้วย (อ้างอิงที่ 3)

           บทบาทสำคัญอีกประการหนึ่งของโคลีนคือ ทำให้ตับสามารถทำการขนถ่ายไขมันได้ (Fat transportation) และลดการสะสมไขมันในตับ (Hepatic steastosis) การทดลองในหนูพบว่า หากขาดโคลีนก็จะเกิดการสะสมไขมันที่ตับ (อ้างอิงที่ 4) การศึกษาวิจัยในคนก็พบว่า ผู้ที่ได้รับอาหารทางเส้นเลือด และมีการขาดโคลีนก็จะเพิ่มไขมันสะสมในตับเช่นกัน และยังมีระดับเอนไซม์ของตับสูงขึ้น ซึ่งเป็นอาการของภาวะตับอักเสบอีกด้วย และเมื่อได้รับโคลีนก็จะลดการสะสมไขมัน และลดการอักเสบของตับได้จริง (อ้างอิงที่ 5) สำหรับสัตว์ทดลอง เช่น หนู สภาวะที่ตับมีไขมันสะสมนี้ยังร่วมไปกับเพิ่มอัตราการเป็นมะเร็งที่ตับได้ (อ้างอิงที่ 6) ในทางกลับกันเมื่อหนูทดลองเหล่านี้ได้รับโคลีนเสริม ก็ลดการเกิดมะเร็งในตับได้เช่นกัน (อ้างอิงที่ 7)

Choline

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับโคลีน

             นอกจากประโยชน์ดังกล่าวข้างต้นแล้ว โคลีนยังมีประโยชน์ในด้านช่วยป้องกันไขมันอุดตันในเส้นเลือดและหลอดเลือด หัวใจด้วย (อ้างอิงที่ 1)

            ปริมาณที่เพียงพอต่อร่างกายใน 1 วัน (Adequate Intake) สำหรับผู้ใหญ่เพศชายและหญิง คือ 550 mg และ 425 mg ตามลำดับ ส่วนในเด็กช่วงอายุ 1-18 ปี จะเป็นดังนี้

  • อายุ 1-3 ปี (ชาย/หญิง) 200 mg
  • อายุ 4-8 ปี (ชาย/หญิง) 250 mg
  • อายุ 9-13 ปี (ชาย/หญิง) 375 mg
  • อายุ 14-18 ปี (ชาย) 550 mg
  • อายุ 14-18 ปี (หญิง) 550 mg (อ้างอิงที่ 1)
          และมีรายงานการวิจัยถึงผลกระทบของการขาดโคลีนในมนุษย์ว่าจะมีผลทำให้ปริมาณโคลีนลดลงและเกิดความเสียหายต่อตับได้ (อ้างอิงที่ 8,9)

เอกสารอ้างอิง
1. he National Academies Press, Dietary Reference Intakes for Thiamin, Riboflavin, Niacin, Vitamin B6, Folate, Vitamin B 12, Pantothenic acid, Biotin and Choline. 12 Choline, pages 390-422. http://darwin.nap.edu/skimit.cgi? Recid=6015&chap=390-422
2. Verbal and visual memory improve after choline supplementation in long-term total parenteral nutrition : a pilot study. JPEN J Parenter Enteral Nutr. 2001 Jan- Feb;25(1):30-5
3. Cognitive improvement in mild to moderate Alzheimer’s dementia after treatment with the acetylcholine precursor choline alfoscerate: a multicenter, double-blind, randomized, placebo-controlled trial, Clin Ther. 2003 Jan;25(1):178-93
4. Choline-deficiency fatty liver: impaired release of hepaic triglycerides, J Lipid Res. 1968 Jul;9(4):437-46
5. Lecithin increases plasma free choline and decreases hepatic steatosis in long-term total parenteral nutrition patients, Gastroenterology, 1992 Apr;102(4 Pt 1):1363-70
6. Accumulation of 1,2-sn-diradlglycerol with increased membrane-associated protein kinase C may be the mechanism for spontaneous hepatocarcinogenesis in choline-deficient rats, J Biol Chem, 1993 Jan25;268(3):2100-5
7. Inhibition of hepatocarcinogenesis in mice by dietary methyl donors methionine and choline. Nutr Cancer, 1990;14(3-4):175-81
8. Choline, an essential nutrient for humans, FASEB J. 1991 Apr;5(7):2093-8
9. Choline deficiency caused reversible hepatic abnormalities in patients receiving parenteral nutrition: proof of a human choline requirement: a placebo-controlled trial. JPEN J Parenter Enteral Nutr. 2001 Sep-Oct;25(5):260-8

สามารถนำรหัสสมาชิก 47024879 ไปซื้อได้ที่สำนักงานธุรกิจกิฟฟารีนทั่วประเทศ
สั่งซื้อออนไลน์ หรือติดต่อสอบถามข้อมูล


เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับน้ำมันปลา

16:08 0 Comments
         ใน ปัจจุบันเป็นที่ยอมรับกันแพร่หลายในวงการแพทย์ว่า น้ำมันปลา คือ หนึ่งในอาหารเสริมสุขภาพที่ให้ประโยชน์สูงสุดต่อผู้บริโภค ให้ผลดีมากในการลดไขมันในเลือด และลดระดับไตรกรีเซอไรด์ในเลือด ป้องกันโรคหัวใจ โรคความดันสูง และโรคเบาหวาน

น้ำมันปลาแตกต่างจากน้ำมันตับปลาอย่างไร ?
        คน ไทยเรารู้จัก “ น้ำมันตับปลา ” มาเป็นเวลานาน โดยใช้เป็นอาหารเสริมซึ่งมีวิตามินที่สำคัญคือ วิตามินเอ และ ดี น้ำมันตับปลาเป็นน้ำมันที่สกัดจากตับปลาทะเลบางชนิด เช่น ปลาคอด (COD) ส่วนน้ำมันปลาที่เราจะกล่าวถึงนี้ไม่ใช่น้ำมันตับปลาแต่เป็นน้ำมันที่สกัดมา จากส่วนหัวหรือเนื้อปลาทะเล ในน้ำมันปลานี้จะอุดมไปด้วยกรดไขมันจำเป็น ซึ่งร่างกายมนุษย์ไม่สามารถสังเคราะห์ขึ้นมาเองได้ กรดไขมันจำเป็นชนิดนี้เป็นกรดไขมันประเภทไม่อิ่มตัว มีชื่อเรียกว่า “ โอเมก้า- 3 ” ซึ่งมีอยู่มากในน้ำมันปลาเป็นปริมาณมาก

น้ำมันปลาประกอบด้วยอะไรบ้าง ?

         น้ำมัน ปลาประกอบด้วยกรดไขมันจำเป็นประเภทโอเมก้า 3 อยู่มาก ซี่งในกลุ่มของโอเมก้า 3 นั้นเรายังสามารถแบ่งได้เป็น 2 ชนิด ที่สำคัญคือ

1. กรดโดโคซาเฮกอีโนอิก (Docosahexaenoic Acid) หรือ DHA
2. กรดไอโคซาเพนทาอีโนอิก (Eicosapentaennoic Acid) หรือ EPA
น้ำมันปลาช่วยลดไขมันในเลือดได้อย่างไร ?

         จาก การศึกษาพบว่า สามารถลดระดับของไตรกีรเซอไรด์ในเลือดได้ถึง 19 – 24 % แต่ไม่ลดโคเลสเตอรอล การที่น้ำมันปลาสามารถลดไขมันเลือดได้นี้ เชื่อว่า เกิดจากที่ DHA /EPA ลดการสร้างไตรกรีเซอไรด์ลง และไปยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ในตับชื่อ Acylransferases และ Phosphatidatephoshydrolase นอกจากนี้น้ำมันปลายังช่วยเพิ่มปริมาณของ DHL ซึ่งจะทำให้มีการเก็บโคเลสเตอรอลในเลือดและผนังหลอดเลือดกลับสู่ตับ และเปลี่ยนน้ำดีเพื่อขับออกนอกร่างกาย
น้ำมันปลาช่วยลดการบวมของโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ได้อย่างไร ?

          สาร DHA /EPA จะลดการสร้างโพรสตาแกลนดิน ชนิดลิวโคไตรอีน ซึ่งเป็นสารก่อการอักเสบ ทำให้สามารถลดการอักเสบและบวมของข้อได้

          จาก การทดลองของ Tulleken และคณะ ได้ให้ผู้ป่วยโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์รับประทานน้ำมันปลา 12 กรัม / วัน พบว่าการบวมของข้อรวมทั้งการเคลื่อนไหวลำบากของข้อลดลง ซึ่งเราสามารถใช้น้ำมันปลาเป็นอาหารเสริมร่วมกับยาที่ใช้อยู่เพื่อลดการบวม และการอักเสบของข้อได้
น้ำมันปลาจะช่วยในโรคเส้นเลือดหัวใจอุดตันได้อย่างไร ?

           น้ำมัน ปลาช่วยในโรคเส้นเลือดหัวใจอุดตัน โดยกลไกการจับตัวของเกล็ดเลือด ทำให้เลือดไหลเวียนคล่องขึ้น จึงลดทั้งอุบัติการณ์การเป็นโรคนี้ และลดอัตราการตีบซ้ำในผู้ที่เป็นโรคนี้แล้ว
สาร DHA ในน้ำมันปลาช่วยบำรุงสมองได้อย่างไร ?

           ใน ประเทศญี่ปุ่นช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีผลงานวิจัยแสดงผลอย่างชัดเจนว่า สาร DHA ในน้ำมันปลามีส่วนสำคัญในการพัฒนาสมอง โดยสาร DHA จะช่วยบำรุงสมองให้ทำงานดีขึ้น DHA ผ่านเข้าไปในสมองและเสริมสร้างการเจริญเติบโตของปลายประสาทที่เรียกว่า Dendrite บริเวณของ Dendrite นี้จะทำหน้าที่ถ่ายทอดสัญญาณและผ่านข้อมูลระหว่าเซลล์สมองด้วยกัน ดังนั้นจึงมีการแนะนำให้รับประทานเนื้อปลา

เอกสารอ้างอิง

1. Fish consumption and risk of sudden cardiac death. JAMA 1998;279(1):23-8.
2. Effect of garlic and fish-oil supplementation on serum lipid and lipoprotein concentrations in hypercholesterolemic men. Am J Clin Nutr 1997;65(2):445-50.
3. Effects of docosahexaemoic acid on serum lipoproteins in patients with combined hyperlipidemia: a randomized, double-blind, placebo-controlled trial. J Am Coll Nutr 1997;16(3):236-43.
4. Fish-oil fatty acid supplementation in active rheumatoid arthritis A double-blinded, controlled, crossover study. Ann lntern Med 1987;106(4):497-503.
5. Validation of a meta-analysis: the effects of fish oil in rheumatoid arthritis. J Clin Epidemiol 1995;48(11):1379-90.
6. Fatty acid composition of human brain phospholipids during normal development. J Neurochem 1998;71(6):2528-33.
7. Neonatal polyunsaturated fatty acid metabolism. Lipids 1999;34(2):139-49.

สามารถนำรหัสสมาชิก 47024879 ไปซื้อได้ที่สำนักงานธุรกิจกิฟฟารีนทั่วประเทศ
สั่งซื้อออนไลน์ หรือติดต่อสอบถามข้อมูล


เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับแป๊ะก๊วย

16:01 0 Comments

           แป๊ะก๊วย เป็นไม้ยืนต้น มีชื่อทางพฤกษศาสตร์ว่า จิงโก้ บิโลบา (Ginkgo biloba) สารสกัดจากใบแป๊ะก๊วย เรียกว่า Extract Ginkgo biloba หรือ EGb ได้มีการทำวิจัยในคนมา 30 ปีแล้ว สารออกฤทธิ์สำคัญใน EGb คือ - ฟราโวนไกลโคไซด์ (Flavone Glycoside) มีประมาณ 24-26 % - เทอร์ปีนแลคโตน (Terpene Lactones) มีประมาณ 5-7 % - จิงโกไลด์ บี (Gingolide B) มีเล็กน้อย

ประโยชน์ของ EGb ที่มีการวิจัยในคน

1. ช่วยเพิ่มความทรงจำในผู้สูงอายุ ที่มีอาการความจำเสื่อม (Memory Impairment) จากสมองขาดเลือด (Cerebral Infarction)
2. ช่วยอาการเสียงในหู (Tinnitus) การทรงตัวไม่ดี จากความผิดปกติของการควบคุมในสมอง (Equilibrium Disorder)
3. ช่วยลดอาการขาดเลือดของเนื้อเยื่อ (Anti Ischemic Effect) ในผู้ป่วยสูงอายุทีมีปัญหาเส้นเลือดอุดตัน เช่น อาการปวดขาเป็นครั้งคราว (Intermittent Claudication)
4. ช่วยในอาการสมองเสื่อมจากโรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer)

เอกสารอ้างอิง

1. Smith PF , Maciennan K, Darliington CL: The properties of the Ginkgo biloba leaf: a review of the possible reiationship to platelet-activating factor (PAF). J Ethnopharmacol 1996; 50: 131-139.
2. Maitra L, Marcocci L, Droy-Lefaix MT, Packer L:Peroxyl radical scavenging activity of Ginkgo biloba extrac EGb 761. Biochem Pharmacol 1995; 49: 1649-1655.
3. Noda Y , et al , Hydroxyl and superoxide anion radical scavenging activities of natural source antioxidants using the computerized JES-FR30 ESR spectraometer system. Biochem Mol Bio lint 1997; 42: 35-44.
4. Lo HM, et al . Effect of EGb 761, a ginkgo biloba extract, on early arrhyyhmia induced by coronary occlusion and reperfusion in dogs. J Formas Med Assac 1994; 93: 592-597
5. Haramaki N, et al. Aggarwal S, Kawabata T, Droy-Lefaix MT,Packer L: Effects of natural antioxidant ginkgo biloba extract (EGB 761) on myocardial ischemia-reperfusion injury. Free Radic Biol Med 1994; 16: 789-794.
6. Doly M, et al , Droy-Lefaix MT, Braquet P: Oxidative stress in diabetic retina. EXS 1992; 62:299-307
7. Montanini R, et al , Gaspari G: (Use of an extract of ginkgo biloba (Tebonin) in the therapy of cerebral vascular diseases). Minerva Cardioangiol 1969; 17: 1096-1102.
8. Meyer B: (Multicenter randomized double-blind drug vs. placebo study of the treatment of tinnitus with Ginkgo bilocba extract). Presse Med 1986; 15: 1562-1564
9. Haguenauer JP, et al . Cantenot F , Koskas H, Pierart H: (Treatment of equlllibrium disorders with Ginkgo biloba extract. A multicenter double-blind drug vs. placebo study). Pressr Med 1986; 15: 1569-1572.
10. Taillandier J, et al . Ammar A, Rabourdin JP , et al: (Treatment of cerebrai aging disorders with Gingkao Biloba extract. A longitudinal multicenter double-blind drug vs. placebo study). Presse Med 1986; 15: 1583-1587
11. Rai GS , et al . Shoviln C, Wesnes KA; A double-blind, placebo controlled study oh Gingkao biloba extract (tannakan) in elderly outpatients with mild to moderate memory impairment. Curr Med Res Opin 1991; 12: 350-355.
12. Garg RK, Nag D , Agrawal A: A double blind placebo controlled trial of gingkao biloba extract in acute cerebral ischaemia. J Assoc Physicians india 1995; 43: 760-763.
13. Mouren X, Caillard P , Schwartz F; Study of the antilschemic action of EGb 761 in the treatment of peripheral orterial occlusive disease by TcPo2 determination Angiology 1994; 45: 413-417.
14. Blume J , Kieser M, Holscher U: (Placebo-controlled double-blind study of the effectiveness of Ginkao biloba special extract EGb761 in trained patients witj intermittent claudication ). Vasa 1996; 25: 265-274.
15. Drabaek H, Petersen JR, Winberg N, Hansen KF, Mehisen J: (The effect of Ginkao biloaba extract in patients with intermitlent claudication). Ugeskr Laeger 1996; 158: 3928-3931
16. Palck JS, Lee JH: An experimental study of the effect of gingkao biloba extract on the human and rabbit corpus cavermosum tissue. J Ural 1996; 156: 1876-1880.
17. Le Bars PL, Katz MM, Berman N, ltil TM, Freedom AM. Schatzberg AF: A placebocontrolled, double-blind,randomizwd trial of an extract of Gingkao biloba for dementia. North American EGb Stidy Group. JAMA 1997; 278: 1327-1332.
18. Maurer K. ihl R, Dierks T, Frollch L: Clinical efficacy of Gingkao biloba special extract EGb 761 in dementia of the Aizheimer type (In process Citation). J Psychiatr Res 1997; 31: 645-655

สามารถนำรหัสสมาชิก 47024879 ไปซื้อได้ที่สำนักงานธุรกิจกิฟฟารีนทั่วประเทศ
สั่งซื้อออนไลน์ หรือติดต่อสอบถามข้อมูล


เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ ดีเอชเอและการทำงานของสมอง

13:54 0 Comments
          น้ำมันปลา ประกอบด้วยกรดไขมันจำเป็นประเภทโอเมก้า 3 อยู่ในปริมาณสูง ซึ่งในกลุ่มของโอเมก้า 3 นั้น มีกรดไขมันไม่อิ่มตัว 2 ชนิดที่สำคัญได้แก่ 1. กรดโดโคซาเฮกซาอีโนอิก (Docosahexaenoic Acid) หรือ DHA 2. กรดไอโคซาเพนทาอีโนอิก (Eicosapentaenoic Acid) หรือ EPA

         แหล่งของ DHA และ EPA ในธรรมชาติพบมากในปลาทะเล และสาหร่าย โดย EPA จะมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดอุดตัน โรคหลอดเลือดหัวใจ ช่วยลดระดับของไตรกลีเซอร์ไรด์ในเลือด (อ้างอิงที่ 1) ขณะที่ DHA มีความสำคัญต่อการทำงานของสมอง เพราะเป็นโครงสร้างพื้นฐานของเซลล์สมอง

        ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีผลงานวิจัยแสดงอย่างชัดเจนว่า สาร DHA ในน้ำมันปลามีส่วนสำคัญในการพัฒนาสมอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงตั้งแต่แรกเกิดที่ต้องการ DHA ในปริมาณมากและเพียงพอ เพื่อใช้ในการพัฒนาสมองได้อย่างเต็มที่ในวัยผู้ใหญ่ (อ้างอิงที่ 2) DHA จะผ่านเข้าไปในสมองและเสริมสร้างการเจริญเติบโตของปลายประสาทที่เรียกว่า เดนไดรต์ (dendrite) ซึ่งจะทำหน้าที่ถ่ายทอดสัญญาณและส่งผ่านข้อมูลระหว่างเซลล์สมองด้วยกัน ทำให้เกิดการเรียนรู้และการจดจำ (อ้างอิงที่ 3) นอกจากนี้ DHA ยังมีความสำคัญต่อระบบประสาทตาและระบบการทำงานของสายตาอีกด้วย (อ้างอิงที่ 2)

         DHA ยังช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคความจำเสื่อม ชนิดที่เป็นที่รู้จักกันดีคือ โรคอัลไซเมอร์ ซึ่งเป็นโรคที่พบได้บ่อยในกลุ่มโรคความจำเสื่อม โดยจะมีการเสื่อมของเซลล์สมองในส่วนที่ควบคุมการเรียนรู้และความจำ โรคนี้ส่วนใหญ่พบในผู้สูงอายุที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป และอัตราความเสี่ยงของโรคจะเพิ่มขึ้นตามอายุที่มากขึ้น (อ้างอิงที่ 4) โดยเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยด้วยโรคความผิดปกติของหลอดเลือด ได้แก่ โรคหลอดเลือดหัวใจ เบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดสูง ถือเป็นกลุ่มเสี่ยงสำคัญที่อาจเกิดเซลล์สมองฝ่อเร็วกว่าคนทั่วไป (อ้างอิงที่ 5)

         โรคอัลไซเมอร์ จะส่งผลให้เกิดความจำเสื่อม การทำงานประสานของร่างกายลดลง พฤติกรรมเปลี่ยนแปลง หลงลืม สับสน และไม่สามารถปฏิบัติงานที่เคยทำปกติได้ การมีเหตุผลจะลดลง ที่สำคัญคือเมื่อเกิดขึ้นแล้วไม่สามารถรักษาให้หายได้(อ้างอิงที่ 4) ปัจจุบันมีผู้ป่วยด้วยโรคนี้ทั่วโลกประมาณ 33.9 ล้านคน และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 3 เท่าในอีก 40 ปีข้างหน้า สำหรับในประเทศไทยซึ่งมีผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปทั้งหมดประมาณ 8.3 ล้านคน คาดว่าจะมีผู้ที่มีความเสี่ยงเป็นโรคอัลไซเมอร์ประมาณ 8.3 แสนคน และคาดการณ์ได้ว่าโรคอัลไซเมอร์จะเป็นปัญหาทางสาธรณสุขที่รุนแรงขึ้นในอนาคต ซึ่งไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อผู้เป็นโรคเท่านั้น ยังส่งผลกระทบต่อคนในครอบครัวอีกด้วย ดังนั้น โรคอัลไซเมอร์จึงเป็นโรคที่น่ากังวลในปัจจุบันและอนาคตเป็นอย่างมาก (อ้างอิงที่ 6)

          หนึ่งในสาเหตุของการเกิดโรคอัลไซเมอร์คือ การสะสมของ อะไมลอยด์ เบต้า (Amyloid Beta) จนกลายเป็น อะไมลอยด์ พล๊าค (Amyloid Plaques) ซึ่งมีความเป็นพิษต่อเซลล์ประสาท โดยจะทำลายสมดุลไอออน ทำให้เกิดอนุมูลอิสระ ทำลายโครงสร้างของเยื่อหุ้มเซลล์ที่มีไขมันและโปรตีนเป็นส่วนประกอบ และทำให้เกิดการกระตุ้นเซลล์ Microglia ซึ่งเมื่อ Microglia ถูกกระตุ้นจะทำให้เกิดการหลั่งสารที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบที่เป็นพิษต่อ ระบบประสาท ซึ่งเป็นสาเหตุให้เซลล์สมองถูกทำลาย (อ้างอิงที่ 4,7)

          มีงานวิจัยสนับสนุนว่า DHA ในน้ำมันปลาช่วยเพิ่มสารที่มีชื่อว่า LR11 โปรตีน ซึ่งสามารถช่วยลดการเกิดอะไมลอยด์ เบต้า (Amyloid Beta) ที่จะรวมตัวเป็น อะไมลอยด์ พล๊าค (Amyloid Plaques) หนึ่งในสาเหตุของการเกิดโรคอัลไซเมอร์ได้ (อ้างอิงที่ 8) อีกงานวิจัยที่ทำการทดลองกับผู้สูงอายุ พบว่า การรับประทาน DHA วันละ 900 มก. เป็นเวลา 6 เดือน สามารถเพิ่มความสามารถในการเรียนรู้ และการจดจำได้ดี (อ้างอิงที่ 9) นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยเพิ่มเติมสนับสนุนว่า DHA สามารถชะลอการเกิดโรคสมองเสื่อมประเภทอัลไซเมอร์ได้ โดยที่ไม่มีผลข้างเคียงต่อสุขภาพ และมีความปลอดภัยสูง (อ้างอิงที่ 10) รวมถึงงานวิจัยระบุว่าการที่ร่างกายได้รับ DHA ที่ไม่เพียงพอจะมีแนวโน้มทำให้มีโอกาสเกิดอนุมูลอิสระ เกิดปฏิกริยา lipid peroxidation ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคอัลไซเมอร์ได้ (อ้างอิงที่ 11)

          นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยในประเทศออสเตรเลีย โดยศึกษากับเด็ก อายุ 7-12 ปี ที่มีอาการสมาธิสั้นพบว่า การเพิ่มขึ้นของดีเอชเอในเม็ดเลือดแดง ส่งผลให้เด็กมีการอ่านคำที่ดีขึ้น การสะกดคำที่ดีขึ้น ความสนใจดีขึ้น พฤติกรรมที่ผิดปกติ ความกระสับกระส่าย และอาการสมาธิสั้นโดยรวมลดลง (อ้างอิงที่ 12) และมีงานวิจัยในประเทศโอมาน ระบุว่าเด็ก ที่เป็นโรคออทิซึม หรือ ผู้ป่วยออทิสติก จะมีระดับของ DHA ในเม็ดเลือดแดงต่ำเช่นเดียวกัน (อ้างอิงที่ 13)

          ดังนั้นการรับประทานอาหาร หรือ อาหารเสริมที่มีส่วนประกอบของ กรดโดโคซาเฮกซาอีโนอิก หรือ DHA เป็นประจำ จะมีส่วนสำคัญในการเสริมสร้างพัฒนาการในเด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้น และผู้ป่วยออทิสติก นอกจากนี้ยังลดความเสี่ยงในการเป็นโรคอัลไซเมอร์ในผู้สูงอายุ และมีส่วนช่วยในการพัฒนาสมอง เพิ่มการเรียนรู้ และการจดจำได้อีกด้วย

เอกสารอ้างอิง

1. Robert Oh. Practical Applications of Fish oil (omega-3 fatty acids) in Primary Care. J Am Board Farm Pract 2005;18:28-36
2. A Diet Enriched with the Omega-3 Fatty Acid Docosahexaenoic Acid Reduces Amyloid Burden in an Aged Alzheimer Mouse Model.The Journal of Neuroscience, March 23,2005;25(12):3032-3040
3. ทางเลือกในการพัฒนาสมองด้วยสาร DHA โดย สิงหะเนติ, สรวงสุดา 2541 สาร DHA ทางเลือกในการพัฒนาสมอง วิทยาศาสตร์และโทคโนโลยี 13(2)พค.-สค. (ออนไลน์): http://www.school.net.th/library/snet4/anatomy/dha.htm
4. Expression of Amyloid-Beta and Interleukin-13 Recombinant Protein in Escherichia coli . National Graduate Research Conference Nokhon Ratchasima Rajabhat University.
5. Risk factors: Alzheimer’s association [Internet]. 2008 :[about 5 p.].Available from: http://www.alz.org/alzheimers_disease_causes_risk_factors.asp
6. การพัฒนาโปรแกรมตรวจคัดกรองความเสี่ยงต่อโรคอัลไซเมอร์ได้ด้วยสมาร์ทโฟน : สำนักงานสารนิเทศและประชาสัมพันธ์ กระทรวงสาธารณสุข (ออนไลน์). กุมภาพันธ์ 2556 : 1หน้า : http://203.157.19.14/iprg/include/admin_hotnew/show_hotnew.php?idHot_new=53497
7. Omega- 3 fatty acids and dementia. Prostaglandins Leukot Essent Fatty Acids. Aug-Sep 2009;81(2-3):213-21.
8. Omega-3 Fatty Acid Docosahexaenoic Acid Increases SorLA/LR11, a Sorting Protein with Reduced Expression in Sporadic Alzheimer’s Disease (AD): Relevance to AD Prevention. J Neurosci, December 26,2007;27(52):14299-14307.
9. Beneficial effects of docosahexaenoic acid on cognition in age- related cognitive decline. Alzheimer’s & Dementia: The journal of the Alzheimer’s association, November 2010, Volume 6, Issue 6, Pages 456-464.
10. DHA May Prevent Age-Related Dementia. J Nutr. April 2010; 140(4):869-874.
11. ประโยชน์ของน้ำมันปลา ( Fish Oil) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (ออนไลน์). http://www.thaihealth.or.th/healthcontent/article/17557
12. Eicosapentaenoic and docosahexaenoic acids, cognition, and behavior in children with attention-deficit/hyperactivity disorder: a randomized controlled trial. Nutrition, June 2012; 28(6):670-7.
13. Impact of nutrition on serum levels of docosahexaenoic acid among Omani children with autism. Nutrition, June 2013; S0899-9007(13)00196-2.

สามารถนำรหัสสมาชิก 47024879 ไปซื้อได้ที่สำนักงานธุรกิจกิฟฟารีนทั่วประเทศ
สั่งซื้อออนไลน์ หรือติดต่อสอบถามข้อมูล


วันศุกร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2561

สาระน่ารู้เกี่ยวกับ วิตามินบี 7 ชนิด วิตามินซี และโคลีน

22:12 0 Comments
          วิตามินเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย  แม้ว่าร่างกายต้องการวิตามินไม่มากนัก แต่ก็ขาดไม่ได้ เนื่องจากจะทำให้มีปัญหาสุขภาพตามมา เช่น หากขาดวิตามินซี จะทำให้เป็นโรคเลือดออกตามไรฟัน หากขาดวิตามินบี 1 จะทำให้เป็นโรคเหน็บชา หากขาดวิตามินเอ จะทำให้ไม่สามารถมองเห็นในที่มืดได้ เป็นต้น
           นักวิชาการได้แบ่งวิตามินออกเป็น 2 ชนิด ตามคุณสมบัติของวิตามิน ดังนี้
- ชนิดแรกคือวิตามินที่ละลายในน้ำ ร่างกายจะนำวิตามินไปใช้ประโยชน์ได้ต้องมีน้ำเป็นตัวพาไป ได้แก่ วิตามินบีรวม และวิตามินซี
- วิตามินอีกชนิดหนึ่งคือ วิตามินที่ละลายในน้ำมัน  วิตามินชนิดนี้ ร่างกายจะนำไปใช้ประโยชน์ได้ต้องมีน้ำมันเป็นตัวนำ วิตามินในกลุ่มนี้ ได้แก่ วิตามินเอ วิตามินดี วิตามินอี และวิตามินเค (อ้างอิงที่ 1)
           วิตามินบีรวมประกอบด้วยวิตามินบีหลายชนิด ที่รู้จักแพร่หลายคือ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 6 วิตามินบี 12 โฟเลต และไนอะซิน วิตามินกลุ่มนี้ แม้ว่าจะบริโภคเกินความต้องการในแต่ละวัน ก็จะไม่มีอันตราย เนื่องจากวิตามินกลุ่มนี้มีคุณสมบัติละลายในน้ำ เมื่อได้รับมากเกินไปร่างกายก็จะขับออกเองได้  จึงไม่สะสมให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข ได้จัดทำบัญชีแสดงปริมาณของวิตามินที่ละลายในน้ำที่แนะนำให้ควรบริโภคประจำวันสำหรับคนไทยอายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไป (Thai Recommended Daily Intakes หรือThai RDI) รวมถึงข้อความกล่าวอ้างเกี่ยวกับหน้าที่ของวิตามินที่ละลายในน้ำแต่ละชนิด ตามรายละเอียดในตารางที่ 1

ตารางที่ 1:แสดงปริมาณของวิตามินที่ละลายในน้ำ ที่แนะนำให้บริโภคต่อวันสำหรับคนไทย อายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไป และข้อความกล่าวอ้างเกี่ยวกับหน้าที่ของสารอาหารของวิตามินที่ละลายในน้ำ (อ้างอิงที่ 2-3)
วิตามิน
ที่ละลายในน้ำ
ปริมาณที่แนะนำ
ให้บริโภคต่อ 1วัน
ข้อความกล่าวอ้างเกี่ยวกับ
หน้าที่ของสารอาหาร
วิตามินบี 1
(Thiamin)
1.5มิลลิกรัม (mg)
- ช่วยให้ร่างกายได้พลังงานจากคาร์โบไฮเดรต
- มีส่วนช่วยในการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ
วิตามินบี 2
(Riboflavin)
1.7 มิลลิกรัม (mg)
- ช่วยให้ร่างกายได้พลังงานจากคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และ   ไขมัน
ไนอะซิน (Niacin)
หรือวิตามินบี 3
20มิลลิกรัม เอ็น อี
(mg NE)
- ช่วยให้เยื่อบุทางเดินอาหารและผิวหนังอยู่ในสภาพปกติ
- ช่วยให้ร่างกายได้พลังงานจากคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมัน
กรดแพนโทธินิค (Pantothenic Acid)
หรือวิตามินบี 5
6 มิลลิกรัม (mg)
- ช่วยในการใช้ประโยชน์(เมตาบอลิซึม) ของไขมัน และคาร์โบไฮเดรต
- ช่วยในการใช้ประโยชน์ของไขมันและคาร์โบไฮเดรต
- ช่วยในการเมตาบอลิซึมของไขมันและคาร์โบไฮเดรต
วิตามินบี6
(Vitamin B6)
2 มิลลิกรัม (mg)
- มีส่วนช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดงให้สมบูรณ์
- มีส่วนช่วยสร้างสารที่จำเป็นในการทำงานของระบบประสาท
โฟเลต(Folate)
หรือวิตามินบี 9
200 ไมโครกรัม (μg)
- มีส่วนสำคัญในการสร้างเม็ดเลือดแดง
วิตามินบี12
(Vitamin B12)
2 ไมโครกรัม (μg)
- มีส่วนช่วยสร้างสารที่จำเป็นในการสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดง
- มีส่วนช่วยในการทำงานของระบบประสาทและสมอง
วิตามินซี
(Vitamin C)
60 มิลลิกรัม (mg)
- ช่วยให้หลอดเลือดแข็งแรง
- มีส่วนช่วยในกระบวนการต่อต้านอนุมูลอิสระ
- มีส่วนช่วยในการสร้างเนื้อเยื่อคอลลาเจน และเนื้อเยื่อของเอ็นกระดูกอ่อน

             โคลีน (Choline)เป็นสารอาหารอีกตัวที่ละลายในน้ำ และมักจะถูกจัดเข้าไปอยู่ในกลุ่มเดียวกับวิตามินบีรวม โคลีนเป็นสารตั้งต้นหลักในการสังเคราะห์สารสื่อประสาทที่มีชื่อว่า อะเซททิลโคลีน (Acetylcholine)ทำหน้าที่เป็นสารสื่อประสาทสำคัญที่เกี่ยวข้องกับความจำ การควบคุมกล้ามเนื้อ และหน้าที่อื่นๆ อีกหลายประการ โดยมีปริมาณที่แนะนำว่าเพียงพอต่อร่างกายใน 1 วัน (Adequate Intake) สำหรับผู้ใหญ่ เพศชายและหญิง คือ 550 mg และ 425 mg ตามลำดับ (อ้างอิงที่ 4)
              โดยวิตามินที่กล่าวมาข้างต้นเหล่านี้ สามารถพบได้ในอาหารต่างๆ อยู่แล้ว แต่อย่างไรก็ตาม เนื่องจากภาวะรีบเร่งในชีวิตประจำวัน ส่งผลให้พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไป ดังนั้น โอกาสที่จะได้รับประทานอาหารที่หลากหลายครบ 5 หมู่ จึงเป็นไปได้ยาก เช่น นักเรียนนักศึกษาที่ช่วงเช้ารีบเร่งจนไม่ได้รับประทานอาหารเช้า กลางวันก็มักจะรับประทานอาหารจานเดียว เป็นต้น ดังนั้น ทางเลือกหนึ่งที่ช่วยป้องกันให้ไม่ขาดสารอาหารเหล่านี้คือ รับประทานอาหารที่มีการเติมสารอาหารเหล่านี้ลงไป ซึ่งปัจจุบันมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายและอยู่ในรูปแบบที่รับประทานได้สะดวก อีกทั้งมีรสชาติอร่อย ชวนรับประทาน เช่น รูปแบบเม็ดเคี้ยว เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ไม่แนะนำให้รับประทานผลิตภัณฑ์ที่จัดเป็นยา เนื่องจากจะมีปริมาณของวิตามินสูงมาก ซึ่งทั่วไปนั้น มักจะใช้รักษาผู้ป่วยที่แสดงอาการของการขาดวิตามินแล้วเท่านั้น

เอกสารอ้างอิง
1. วิตามิน...กินให้เป็น (ตอนที่ 1). ฝ่ายเทคโนโลยีอาหาร สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)
2.ประกาศกระทรวงสาธารณสุข(ฉบับที่ 182) พ.ศ.2541 เรื่อง ฉลากโภชนาการ. สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข
3.ประกาศสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เรื่อง การแสดงข้อความกล่าวอ้างเกี่ยวกับหน้าที่ของสารอาหาร. สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข
4.Dietary Reference Intakes for Thiamin, Riboflavin, Niacin, Vitamin B6, Folate, Vitamin B 12, Pantothenic acid, Biotin and Choline. 12 Choline. The National Academies Press. pages 390-422

สามารถนำรหัสสมาชิก 47024879 ไปซื้อได้ที่สำนักงานธุรกิจกิฟฟารีนทั่วประเทศ
สั่งซื้อออนไลน์ หรือติดต่อสอบถามข้อมูล


เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับบาโคพา

21:22 0 Comments
        
          บาโคพา (Bacopa) หรือ พรมมิ มีชื่อวิทยาศาสตร์คือ Bacopa monnieri เป็นพืชสมุนไพรอีกชนิดหนึ่งที่ถูกนำมาใช้เพื่อบำรุงสมองและความจำ
          บาโคพา (Bacopa) หรือ พรมมิ มีชื่อวิทยาศาสตร์คือ Bacopa monnieriเป็นพืชสมุนไพรอีกชนิดหนึ่งที่ถูกนำมาใช้เพื่อบำรุงสมองและความจำ สามารถพบได้ที่ประเทศไทยและประเทศในแถบเอเชีย สรรพคุณของบาโคพาตามตำรับยาไทยนั้นใช้ขับโลหิต แก้ไข้ ขับพิษร้อน ขับเสมหะ บำรุงกำลัง บำรุงหัวใจและบำรุงประสาท ในตำราอายุรเวทของอินเดียได้มีการใช้บาโคพาเป็นสมุนไพรสำหรับช่วยเพิ่มความจำ บำรุงสมอง (อ้างอิงที่1)และในทางการแพทย์แผนไทยและอายุรเวทมีการนำมาใช้ในการรักษาอาการผิดปกติทางสมอง เช่น แก้ลมชัก แก้ปวดประสาท ช่วยในการนอนหลับ เป็นต้น (อ้างอิงที่ 2)
จากการวิจัยถึงองค์ประกอบทางเคมีของบาโคพา พบว่า มีสารกลุ่ม Saponins ที่ชื่อว่า Bacosides เป็นสารออกฤทธิ์ (อ้างอิงที่ 2) โดยมีงานวิจัยจำนวนมากยืนยันว่า Bacosides มีฤทธิ์ส่งผลดีต่อระบบประสาทส่วนกลางด้านการกระตุ้นการเรียนรู้และความจำ ดังนี้
-             กระตุ้นการเรียนรู้ ช่วยเพิ่มและฟื้นฟูความจำ (อ้างอิงที่ 1)
-             คลายความกังวล (อ้างอิงที่ 1)
-             ปกป้องการเกิดความเสียหายของสมองและระบบประสาท โดยต้านการเกิดอนุมูลอิสระและต้านเอนไซม์ที่ทำลายสารสื่อประสาท (Acetylcholine) ลด Beta-amyloidอีกทั้งช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง และปรับสัญญาณประสาท (Neurotransmitter modulation) จึงช่วยให้สมองและระบบประสาททำงานได้ดีขึ้น (อ้างอิงที่ 3)

งานวิจัยผลของบาโคพาต่อการฟื้นฟูความจำในผู้สูงอายุ
           มีการศึกษาผลของบาโคพาต่อการฟื้นฟูความจำในอาสาสมัครที่มีภาวะสูญเสียความจำเนื่องจากอายุมาก (อายุตั้งแต่ 55 ปีขึ้นไป) โดยให้อาสาสมัครรับประทานสารสกัดมาตรฐานบาโคพา ขนาด 125 มก. วันละ 2 ครั้ง เป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์ พบว่า ในระหว่างที่ได้รับประทานบาโคพา อาสาสมัครสามารถควบคุมความคิดและจิตใจได้ดีขึ้น ความจำตรรกะ (Logical memory) และการเชื่อมโยงกระบวนการเรียนรู้ (Paired associated learning) ดีขึ้น แสดงให้เห็นว่า บาโคพาสามารถช่วยฟื้นฟูการสูญเสียความจำที่มีสาเหตุมาจากอายุที่มากขึ้นได้ (อ้างอิงที่ 4)
           มีอีกการศึกษาในอาสาสมัครชาวออสเตรเลีย 81 คน ที่มีอายุมากกว่า 55 ปี โดยให้อาสาสมัครรับประทานผลิตภัณฑ์สารสกัดบาโคพา วันละ 300 มก. เป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์ พบว่า อาสาสมัครมีทักษะเกี่ยวกับกระบวนการเรียนรู้โดยผ่านการมองภาพดีขึ้น และใช้เวลาคิดในการตอบคำถามน้อยลง เมื่อเทียบกับอาสาสมัครกลุ่มที่ได้รับยาหลอก (อ้างอิงที่ 5)
           นอกจากนี้ยังมีการศึกษาในอาสาสมัคร 48 คน ที่มีอายุมากกว่า 65 ปี (เฉลี่ย 73.5 ปี) โดยให้รับประทานผลิตภัณฑ์สารสกัดบาโคพา วันละ 300 มก. เป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์ พบว่า บาโคพามีฤทธิ์ช่วยกระตุ้นความทรงจำได้ (อ้างอิงที่ 6)
           อีกการศึกษาที่น่าสนใจคือ การศึกษาในอาสาสมัครที่มีอายุระหว่าง 50-75 ปี (65+8.79 ปี) จำนวน 23 คน โดยให้อาสาสมัครรับประทานผลิตภัณฑ์แคปซูลสารสกัดบาโคพาวันละ 1 แคปซูล (1 แคปซูล ประกอบด้วยสารสกัดบาโคพามาตรฐาน 450 มก.) ทุกวันหลังอาหารเช้า เป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์ พบว่า อาสาสมัครมีทักษะในการเรียนรู้เกี่ยวกับการทดสอบความจำดีขึ้น เมื่อเทียบกับอาสาสมัครกลุ่มที่ได้รับยาหลอก และไม่พบรายงานอาการข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์จากการใช้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าว (อ้างอิงที่ 7)

งานวิจัยผลของบาโคพาด้านการเรียนรู้และความจำในเด็ก
             มีการศึกษาในอาสาสมัครที่มีอายุระหว่าง 4-18 ปี (10.54+3.02 ปี) จำนวน 24 คน โดยให้อาสาสมัครรับประทานผลิตภัณฑ์แคปซูลสารสกัดบาโคพา วันละ 1 แคปซูล (1 แคปซูล ประกอบด้วยสารสกัดบาโคพามาตรฐาน 225 มก.) ทุกวันหลังอาหารเช้า เป็นระยะเวลา 4 เดือน พบว่า อาสาสมัครมีคะแนนการทดสอบประสิทธิภาพการเรียนรู้ดีขึ้น ซึ่งได้แก่ ความจำตรรกะ ความจำที่เกี่ยวข้องกับการดำรงชีวิต (Memory related to personal life) ความจำจากการมองภาพ และการได้ยินเสียง (Visual and auditory memory) และไม่พบรายงานอาการข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์จากการใช้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าว (อ้างอิงที่ 8)
อีกงานวิจัยศึกษาผลในการช่วยพัฒนาการเรียนรู้ของบาโคพาในเด็กในประเทศอินเดีย โดยทำการทดสอบกับเด็ก 40 คน ที่มีอายุระหว่าง 6-8 ปี ให้รับประทานบาโคพาในรูปแบบ Bacopa syrup วันละ 3 ช้อนชา (1 ช้อนชาประกอบด้วยผงบาโคพา 350 มก.) นาน 3 เดือน พบว่า เด็กมีความสามารถเรียนรู้ได้ดีขึ้น เมื่อเทียบกับกลุ่มที่รับประทานยาหลอก (อ้างอิงที่ 9)
              นอกจากนี้มีการศึกษาในเด็กสมาธิสั้น (Attention deficit hyperactivity disorder) จำนวน 19 คน อายุเฉลี่ย 8.3 ปี โดยให้รับประทานสารสกัดบาโคพามาตรฐาน (ประกอบด้วย Bacoside 20%) ขนาด 50 มก. วันละ 2 ครั้ง นาน 12 สัปดาห์ พบว่าเด็กมีประสิทธิภาพในการเรียนรู้ดีขึ้น โดยมีความจำตรรกะ การเชื่อมโยงกระบวนการเรียนรู้ และผลการทดสอบด้านการพูดและภาษา (Sentence repetition test) ดีขึ้น (อ้างอิงที่ 10)
             ในประเทศไทยเอง ก็ได้มีการศึกษาผลของบาโคพาในอาสาสมัครวัยกลางคนและสูงอายุ (มากกว่า 55 ปี) จำนวน 60 คน แบ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับยาหลอก และได้รับผลิตภัณฑ์ยาเม็ดบาโคพาขนาด 300 และ 600 มก. ต่อวัน เป็นเวลา 3 เดือน พบว่า การรับประทานผลิตภัณฑ์บาโคพา สามารถเพิ่มคุณภาพชีวิตของอาสาสมัคร โดยเพิ่มประสิทธิภาพการทรงตัว เพิ่มการตื่นตัวต่อสิ่งเร้า มีสมาธิมากขึ้น เพิ่มความสามารถในการเรียนรู้และความจำ คลายอาการซึมเศร้า จากการศึกษา ยังไม่พบอาการข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์อีกด้วย (อ้างอิงที่ 11)

งานวิจัยรองรับด้านความปลอดภัยการใช้บาโคพาในมนุษย์
              การศึกษาความเป็นพิษของบาโคพาทางคลินิคในอาสาสมัครสุขภาพดี 23 คน อายุระหว่าง 18-45 ปี โดยให้รับประทานผลิตภัณฑ์สารสกัดบาโคพาขนาด 300 มก. ใน 15 วันแรก และหากไม่พบอาการผิดปกติจะมีการปรับขนาดเพิ่มเป็น 450 มก. ต่อไปอีก 15 วัน ผลการทดลองพบว่า ไม่พบผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ในอาสาสมัครแต่อย่างใด อีกทั้งค่าโลหิตวิทยา ค่าชีวเคมีในร่างกาย และคลื่นไฟฟ้าหัวใจ หลังรับประทานสารสกัดบาโคพาจัดอยู่ในเกณฑ์ปกติ (อ้างอิงที่ 12)
              บาโคพาจึงเป็นพืชสมุนไพรอีกชนิดหนึ่งที่น่าสนใจและถูกจับตามองในแง่การบำรุงสมอง เสริมสร้างความจำและการเรียนรู้ สามารถตอบโจทย์สำหรับคนที่มีปัญหาด้านความจำได้ทุกเพศทุกวัย เพื่อลดภาวะการเสื่อมสภาพสมองและบำรุงสมองให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีคุณภาพชีวิตที่ดี

เอกสารอ้างอิง
  1. พรมมิ: สมุนไพรรักษาอาการความจำเสื่อม. จุลสารข้อมูลสมุนไพร 29(3): 2555
  2.  พรมมิ สมุนไพรเพื่อสุขภาพสมอง. ธรรมศาสตร์เวชสาร 13(4):2556
  3. Neuropharmacological Review of the Nootropic Herb Bacopa monnieri. Rejuvenation Res. 2013 Aug; 16(4): 313–326
  4. Randomized controlled trial of standardized Bacopa monniera extract in age-associated memory impairment. Indian J Psychiatry. 2006 Oct-Dec; 48(4): 238–242
  5. Does Bacopa monnieri improve memory performance in older persons? Results of a randomized, placebo-controlled, double-blind trial.J Altern Complement Med. 2010Jul;16(7):753-9
  6. Effects of a Standardized Bacopa monnieri Extract on Cognitive Performance, Anxiety, and Depression in the Elderly: A Randomized, Double-Blind, Placebo-Controlled Trial. J Altern Complement Med. 2008 Jul; 14(6): 707–713
  7. Efficacy and Tolerability of BacoMind®on Memory Improvement in Elderly Participants - A Double Blind Placebo Controlled Study. Journal of Pharmacology and Toxicology 2008 Jun; 3(6):425-434
  8. BacoMind®: A Cognitive Enhancer in Children Requiring Individual Education Programme. Journal of Pharmacology and Toxicology 2008 Apr; 3(4):302-310
  9. Efficacy of Bacopa monniera in revitalizing intellectual functions in children. J Res Edu Indian Med. 1987;1:12
  10. พรมมิ: สมุนไพรรักษาอาการความจำเสื่อม. จุลสารข้อมูลสมุนไพร 29(4): 2555
  11. การศึกษาพัฒนาพรมมิเพื่อใช้เป็นสมุนไพรบำรุงความจำ. การเผยแพร่ผลงานวิจัยด้านสมุนไพรสู่ระดับอุตสาหกรรมครั้งที่ 2. สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) 2550
  12. Safety evaluation of BacoMind in healthy volunteers: a phase I study.Phytomedicine. 2007 May;14(5):301-8
สามารถนำรหัสสมาชิก 47024879 ไปซื้อได้ที่สำนักงานธุรกิจกิฟฟารีนทั่วประเทศ
สั่งซื้อออนไลน์ หรือติดต่อสอบถามข้อมูล


วันจันทร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับน้ำมันดาวอินคา

00:05 0 Comments
ดาวอินคา (Sacha Inchi) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Plukenetia volubilis L. จัดเป็นพืชที่ให้น้ำมัน ขึ้นอยู่ตามบริเวณลุ่มน้ำอเมซอนแถบประเทศเปรู ในอดีตเมล็ดของดาวอินคาจะถูกนำไปสกัดเป็นน้ำมัน เพื่อนำไปใช้ในการประกอบอาหารของชาวอินคา ซึ่งในปัจจุบันดาวอินคากำลังเป็นที่สนใจและมีการนำมาเพาะปลูกในเชิงพาณิชย์ และนำมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เนื่องจากมีคุณค่าทางโภชนาการสูงและมีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพ



เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับน้ำมันดาวอินคา
        ป่าอเมซอนจัดเป็นพื้นที่ศูนย์กลางของความหลากหลายทางชีวภาพ(Biodiversity)ที่สำคัญที่สุดของโลก โดยมีพืชทางการเกษตรที่สำคัญของโลกหลายชนิดที่มีการเพาะปลูกครั้งแรกในบริเวณพื้นที่นี้ ได้แก่ มันสำปะหลัง, สัปปะรด, โกโก้ และ  ยาง  อย่างไรก็ดียังมีพืชที่ใช้ประโยชน์ได้อีกหลายชนิดในพื้นที่ป่าอเมซอน  ที่ยังไม่เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายนั่นก็คือ ดาวอินคา


          ดาวอินคา (Sacha Inchi)มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Plukenetia volubilis L. จัดเป็นพืชที่ให้น้ำมัน ขึ้นอยู่ตามบริเวณลุ่มน้ำอเมซอนแถบประเทศเปรู ในอดีตเมล็ดของดาวอินคาจะถูกนำไปสกัดเป็นน้ำมัน  เพื่อนำไปใช้ในการประกอบอาหารของชาวอินคา  ซึ่งในปัจจุบันดาวอินคากำลังเป็นที่สนใจและมีการนำมาเพาะปลูกในเชิงพาณิชย์  และนำมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร  เนื่องจากมีคุณค่าทางโภชนาการสูงและมีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพ(อ้างอิงที่ 1)

น้ำมันดาวอินคาคืออะไร
        น้ำมันดาวอินคา(Sacha Inchi Oil) เป็นน้ำมันที่สกัดได้จากเมล็ดดาวอินคา โดยผ่านกระบวนกรรมวิธีการบีบอัดและไม่ผ่านกระบวนการทางเคมีใดๆ (virgin oil) ทำให้ได้น้ำมันดาวอินคาที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง และ มีกลิ่นรสที่ดี

ส่วนประกอบในน้ำมันดาวอินคา
·       มีกรดไขมันจำเป็นครบถ้วนทั้ง 2 ตัว และปริมาณสูง คือ
o   กรดอัลฟาไลโนเลนิก หรือ เอแอลเอ (กรดไขมันชนิดโอเมก้า 3) ประมาณ 40-50%
o   กรดไลโนเลอิก(กรดไขมันชนิดโอเมก้า 6)ประมาณ 30-40%
ซึ่งกรดไขมันเหล่านี้ มีความจำเป็นต่อร่างกายและร่างกายไม่สามารถสร้างได้เองต้องได้รับจากอาหารเท่านั้น
·       มีสัดส่วนของกรดไขมันชนิดโอเมก้า 6 ต่อ โอเมก้า 3 อยู่ในช่วง 0.83-1.09 :1  ซึ่งเป็นสัดส่วนที่ดีต่อสุขภาพ
·       มีโทโคฟีรอล ซึ่งพบมากในรูป แกมม่า(Gamma-tocopherol)ประมาณ 0.13% และ เดลต้าโทโคฟีรอล (Delta-tocopherol)ประมาณ 0.09%ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระประสิทธิภาพสูง
·       มีไฟโตสเตอรอล ซึ่งมีคุณสมบัติเด่นในการช่วยลดโคเลสเตอรอลทั้งในเลือดและทางเดินอาหาร

·       มีสารประกอบฟินอลิกมากกว่า 21 ชนิด อาทิเช่น  ไฮดรอกซีไทโรซอล(Hydroxytyrosol),สารกลุ่มฟลาโวนอยด์ (flavonoid) และสารกลุ่มลิกแนน (lignan)เป็นต้น ซึ่งสารกลุ่มดังกล่าว มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดี ช่วยลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดและหัวใจ (อ้างอิงที่ 2,3)

งานวิจัยเกี่ยวกับน้ำมันดาวอินคากับสุขภาพของมนุษย์
       มีการศึกษาผลของน้ำมันจากดาวอินคาต่อการลดระดับไขมันในเลือด ทดลองในผู้ป่วยที่มีปัญหา คอเลสเตอรอลในเลือดสูง โดยให้รับประทานน้ำมันที่สกัดจากถั่วดาวอินคา 5 หรือ10 มิลลิลิตรเป็นระยะเวลา 4 เดือน พบว่าทั้ง 2 กลุ่มมีผลคอเลสเตอรอลรวมและไขมันที่ไม่ดีในเลือดลดลง อีกทั้งยังเพิ่มระดับของไขมันHDLหรือไขมันชนิดดีอีกด้วย(อ้างอิงที่ 4)
       อีกการศึกษาในเรื่องความสัมพันธ์ของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารน้ำมันดาวอินคา  ต่อการเปลี่ยนแปลงการทำงานของสมองด้านสติปัญญา  โดยแบ่งอาสาสมัครเป็น2 กลุ่ม กลุ่มละ 15 คน กลุ่มทดลองให้รับประทานน้ำมันดาวอินคาจำนวน 5 แคปซูลต่อวัน (คิดเป็นโอเมก้า 3  1.75 กรัม) และกลุ่มเปรียบเทียบที่รับประทานยาหลอกปริมาณเท่ากัน เป็นระยะเวลา   35 วัน ผลการทดสอบสติปัญญาพบว่า น้ำมันดาวอินคามีผลต่อการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมองในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการใส่ใจและความจำดีขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกลุ่มที่รับประทานยาหลอกก่อนและหลังการทดลอง(อ้างอิงที่ 5)

ประโยชน์ของน้ำมันดาวอินคากับสุขภาพโดยรวม 
1.ลดระดับไตรกลีเซอไรด์และ คอเลสเตอรอลชนิดเลว(LDL) เพิ่มระดับโคเลสเตอรอลชนิดดี (HDL)ในเลือด 
2.ป้องกันโรคความดันโลหิตสูง ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด
3.มีสารต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ ป้องกันความเสื่อมของร่างกาย
4.ช่วยปกป้องเซลล์สมอง ช่วยฟื้นฟูความจำ
5. ยับยั้งการเกิดเซลล์มะเร็งต่างๆในร่างกาย
(อ้างอิงที่ 6,7)
    
     น้ำมันดาวอินคาจัดเป็นไขมันที่ดีต่อสุขภาพแหล่งหนึ่งที่ได้จากพืชที่  ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายได้รับไขมันที่จำเป็นต่อร่างกายได้อย่างเพียงพอ อีกทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคร้ายต่างๆได้อีกด้วย

เอกสารอ้างอิง
1.Semino, C..A., Rojas, F.C., Zapata, E.S. 2008. Protocolo del cultivode Sacha Inchi. (Plukenetia volubilis L.). La Merced, Peru.
2.Do Prado IM, Giufrida WM, Alvarez VH, Cabral VF, Quispe–Condori S, Saldana MDA, Cardozo L. 2011. Phase equilibriummeasurements of Sacha Inchi oil (Plukenetia volubilis L.) and CO2 at high pressures. J. Am. Oil. Chem. Soc.(88):1263–1269.
3.Hamaker, B.R., Valles, C., Gilman, R., Hardmeier, R.M., Clark, D., Garcia, H.H., Gonzales, A.E., Kohlstad,    I., Castro, M.,Valdivia, R., Rodriguez, T., Lescano, M. 1992. Anino–acidand fatty–acid profiles of the Incha peanut (Plukenetia volubilis L.). Cereal Chem. (69): 461–463.
4.Garmendia, F., Pando, R., Ronceros, G., 2011. [Effect of sacha inchi oil (Plukenetia volubilis L.) on the lipid  profile of patients with hyperlipoproteinemia]. Rev. Peru. Med. Exp. Salud Publica 28 (4):628–632
5.ธนกฤตศิลปธรากุล. 2559. ประสิทธิผลของอาหารเสริมจากน้ำมันถั่วดาวอินคาในรูปรับประทานต่อการทำงานของสมองด้านสติปัญญา.งานประชุมวิชาการและเสนอผลงานวิจัยระดับชาติ ครั้งที่ 3. 14-21.
6. Cai, Z.Q,, Yang, Q., Tang, S.X., Dao, X.S. 2011. Nutritional evaluationin seeds of woody oil crop Plukenetia volubilis Linneo. Acta Nutrimenta Sinica. (33)193–195.

7.Jiang., Q., Wong, J., and Ames, B. N. (2004). γ‐Tocopherol Induces Apoptosis in Androgen‐Responsive LNCaP Prostate Cancer Cells via Caspase‐Dependent and Independent Mechanisms. Annals of the New York Academy of Sciences1031(1): 399-400.


สามารถนำรหัสสมาชิก 47024879 ไปซื้อได้ที่สำนักงานธุรกิจกิฟฟารีนทั่วประเทศ
สั่งซื้อออนไลน์ หรือติดต่อสอบถามข้อมูล