แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ทำลายเซลล์มะเร็ง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ทำลายเซลล์มะเร็ง แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2561

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับพลูคาวกับภูมิคุ้มกัน

15:43 0 Comments

          ปกติแล้วรอบๆ ตัวเรามีเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมมากมายหลายชนิดไม่ว่าจะเป็นชนิดที่ล่องลอยอยู่ในอากาศ หรือชนิดที่เกาะอยู่กับตัวมนุษย์ สัตว์และสิ่งของ หรืออยู่ในอาหารที่เรารับประทานเข้าไป เชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมเหล่านี้จะจู่โจมร่างกายของพวกเราตลอดเวลา แต่เหตุที่เราไม่เจ็บป่วยก็เพราะร่างกายมีระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงคอยช่วยต่อสู้ แต่ถ้าเมื่อใดที่ภูมิคุ้มกันภายในตัวเราอ่อนกำลังลงแล้ว เราก็จะแสดงอาการเจ็บป่วยทันทีดังนั้น

           ผู้ที่มีปัญหาภูมิคุ้มกันภายในบกพร่องมักจะป่วยด้วยโรคต่างๆ และอาจเสียชีวิตก่อนวันอันควร ขณะเดียวกันถ้าภูมิคุ้มกันไวเกิน ก็จะป่วยไปอีกแบบได้แก่ เป็นโรคภูมิแพ้ เช่น ลมพิษ หอบหืด จาม คัดจมูก น้ำมูกไหล รวมถึงโรคที่ร้ายแรงมากขึ้นไปอีก เช่น โรค SLE (เอส แอล อี หรือโรคพุ่มพวง) และรูมาตอยด์เป็นต้น

          ร่างกายมนุษย์มีระบบการป้องกันสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่ร่างการเบื้องต้น เช่น ผิวหนังทำหน้าที่ป้องกันการผ่านของเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายจากการสัมผัสขน จมูกและขนตาทำหน้าที่ดักจับสิ่งแปลกปลอมที่จะเข้าสู่ร่ายกาย แต่หากมีเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมที่สามารถผ่านเข้ามาในร่างกาย หรือที่เรียกว่า แอนติเจน (Antigen) ร่างกายจะมีระบบภูมิคุ้มกันทำงานร่วมกันหลายแบบโดยเซลล์ที่ทำหน้าที่ในระบบ ภูมิคุ้มกันของร่างกายสร้างมาจากสเตมเซลล์ (Stem cells) ที่อยู่ในไขกระดูก เช่น
  • เซลล์ที่ทำหน้าที่จับกินสิ่งแปลกปลอม เช่น Macrophage, Monocyte, Neutrophil
  • เซลล์เม็ดเลือดขาวขนาดเล็กที่เรียกว่า ลิมโฟไซท์ (Lymphocyte) แบ่งเป็น B-cells ทำหน้าที่ผลิตแอนติบอดี้ (Antibody)
  • T-cells ทำหน้าที่ตอบสนองทางด้านเซลล์ เพื่อกำจัดสิ่งแปลกปลอมหรือเชื้อโรค
  • เซลล์ที่มี Granule จำนวนมากได้แก่ Eosinophil, Basophil (อ้างอิงที่ 1)
           ผู้คนที่สนใจในเรื่องสุขภาพจึงมักจะสนใจดูแลภูมิคุ้มกันภายใน ด้วยการเอาใจใส่เรื่องโภชนาการ เลือกอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ในที่นี้จึงขอแนะนำสารอาหารที่ช่วยในเรื่องการเสริมและปรับสมดุลภูมิคุ้มกันของร่างกายซึ่งก็คือ พลูคาว นั่นเอง

พลูคาว (Houttuynia cordata Thunb)

          พลูคาวเป็นพืชผักพื้นบ้านของไทย และประเทศต่างๆ ในเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ แระเทศอินเดีย จีน เกาหลี และญี่ปุ่น พลูคาวมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Houttuynia cordata Thunb มีชื่อท้องถิ่นได้หลายชื่อ เช่น พลูคาว ผักคาวตอง ผักก้านตอง ในประเทศไทยพบมากทางภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยภาคเหนือและอีสานใช้เป็นผักจิ้มน้ำพริก หรือกินกับลาบ
การใช้ประโยชน์พื้นบ้านของพลูคาว (อ้างอิงที่ 2)

         ภูมิภาคอินโดจีน ใช้ทั้งต้น บรรเทาอาการของโรคริดสีดวงทวาร ขับปัสสาวะ แก้อาการอักเสบ แก้ลมพิษ ใบใช้แก้บิด

        ประเทศจีน ใช้ใบหรือทั้งต้นขับปัสสาวะ รักษาโรคติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ แก้อาการบวมน้ำ ฝีอักเสบ ปอดอักเสบ หลอดลมอักเสบ ไอ และบิด ต้านเชื้อแบคทีเรีย โดยเฉพาะระบบทางเดินหายใจ

        ประเทศจีน เกาหลี ญี่ปุ่น และอินเดีย ใช้ทั้งต้นเป็นยาลดไข้ ขจัดสารพิษ รักษาแผลในกระเพาะ และอาการอักเสบ รวมทั้งรักพิษแมลงกัดต่อย

         ประเทศเกาหลี ใช้พลูคาวรักษาโรคความดันโลหิตสูง อาการเส้นเลือดแข็งตัว และมะเร็ง

         ประเทศเนปาล ใช้ลำต้นใต้ดิน ในตำรับยาที่เกี่ยวกับโรคของสตรี ใช้ทั้งต้นเป็นยาช่วยย่อย บรรเทาอาการอักเสบและขับระดู ใบใช้เป็นยารักษาโรคผิวหนัง แก้บิด และริดสีดวงทวาร

          ประเทศไทย ใช้ในยาแผนโบราณ และยาพื้นบ้าน ใช้เป็นยาแก้กามโรค ทำให้น้ำเหลืองแห้ง แก้โรคผิวหนัง แก้พิษฝี ต้นแก้ริดสีดวง ชาวเขาม้งใช้ผักคาวตองเป็นยารักษาโรคมาเลเรีย

          พลูคาวยังมีในตำรับยาอีกหลายขนาน ผลการตรวจสอบทะเบียบตำรับยาแผนโบราณของไทย ในช่วงประมาณ 40 ปีที่ผ่านมา พบในสูตรตำรับยาแผนโบราณที่กระทรวงสาธารณสุขรับขึ้นทะเบียนจำนวน 19 ตำรับ

องค์ประกอบทางเคมีของพลูคาว

          พลูคาวมีองค์ประกอบทางเคมีที่สำคัญ 6 ประเภทคือ น้ำมันหอมระเหย (Volatile oil), สารประเภทฟลาโวนอยด์ (Flavonoids), สารประเภทอัลคาลอยด์ (Alkaloid), สารประเภทกรดไขมัน (Fatty acids), สารประเภทไฟโตสเตอรอล (Phytosterols) และสารประกอบเคมีอื่นๆ ได้แก่ Polyphenolic acid กับแร่ธาตุ เช่น Fluoride, Potassium chloride, Potassium sulfate (อ้างอิงที่ 3)
เภสัชวิทยาของพลูคาว (อ้างอิงที่ 4)

พลูคาวกับภูมิคุ้มกัน

          งานวิจัยของพลุคาวกับระบบภูมิคุ้มกัน เป็นเรื่องที่น่าสนใจและแปลกใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะแนวโน้มพบว่า เสริมภูมิคุ้มกันในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ขณะเดียวกันก็ลดถูมิคุ้มกันในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันไว้เกิน

          ในปี 2003 คณะวิจัยของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้ทำการศึกษาฤทธิ์ของพลูคาวต่อเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกันของคนในหลอดทดลอง พบว่า สามารถกระตุ้นการแบ่งตัวของเซลล์เม็ดเลือดขาวได้ และได้ทำการศึกษาฤทธิ์ของพลูคาวแคปซูล และยาคำรับสมุนไพรงวงตาลแคปซูล ซึ่งมีพลูคาวเป็นองค์ประกอบ ผลิตโดยองค์การเภสัชกรรม พบว่า ช่วยเพิ่มการแบ่งตัวของเซลล์เม็ดเลือดขาวของคนปกติในหลอดทดลองได้ (อ้างอิงที่ 15)

          ในปี 2005 พบว่า สารสกัดจากพลูคาวสามารถลดการเกิดภูมิแพ้อย่างรุนแรงในเม็ดเลือดขาวมาสต์ เซลล์ (Mast cell-mediated anaphylactic reactions) ซึ่งการวิจัยนี้บอกว่า อาจจะนำไปใช้พัฒนาเป็นยารักษาโรคหอบหืดและภูมิแพ้ในทางเดินหายใจได้ (อ้างอิงที่ 16) ในปี 2009 มีงานวิจัยว่าสาระสำคัญในพลูคาวมีผลลดการแพ้ โดยลดการหลั่ง lgE ในเม็ดเลือดขาวที่ทำให้เกิดการแพ้คือ เบโซฟิล (Basophil) (อ้างอิงที่ 17) และมีการค้นพบเพิ่มเติมอีกว่า สาระสำคัญในพลูคาวมีผลลดการแพ้ภูมิแพ้ โดยการหลั่ง lgE ในเม็ดเลือดขาวที่ทำให้เกิดการแพ้ คือ มาสต์เซลล์ (Mast cells) (อ้างอิงที่ 18)

          จากข้อมูลของสถาบันวิจัย กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ในปี 2548 ได้ระบุว่า ปัจจุบันมีการจดสิทธิบัตรที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันของพลุคาวไม่น้อย กว่า 17 ฉบับ สรุปประโยชน์ได้ 3 เรื่องใหญ่ๆ ดังนี้ (อ้างอิงที่ 19)

           1. รักษาภาวะภูมิแพ้ ภูมิไวเกิน เช่น หอบหืด ภูมิแพ้ผิวหนังชนิด Atopic eczema และ Atopic dermatitis, เยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้ Allergic conjuncvtivitis, หวัดจากภูมิแพ้ (Allergicrhinitis) การแพ้อาหาร (Food allergy) กลุ่มอาหารที่มีสารภูมิแพ้ไอจีอีสูง (Hyper lgE syndrome) หรือ ภูมิต้านทานต่อเนื้อเยื่อตนเอง ได้แก่ โรครูมาตอยด์ (Rheumatoid arthritis)

           2. รักษาภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง โดยเป็นส่วนผสมหนึ่งในตัวยารักษาผู้ป่วยเอดส์และผู้ป่วยมะเร็ง หรือผู้ได้รับสารกดภูมิคุ้มกัน

           3. เสริมภูมิต้านทานให้แก่ร่างกาย

พลูคาวกับฤทธิ์ในการทำลายเซลล์มะเร็ง

มีงานวิจัยที่สนับสนุนว่า สารสำคัญในพลูคาวมีฤทธิ์ที่สามารถทำลายเซลล์มะเร็งต่างๆ ได้ดังนี้

- มะเร็งเมล็ดเลือดขาวของหนูชนิด L1210 (Mouse lymphocytic leukemia cell) (อ้างอิงที่ 5)
- มะเร็งต่อมเม็ดเลือดขาวของคน ชนิด K562 (Human immortalised myelogenous leukemia) (อ้างอิงที่ 5)
- มะเร็งต่อมน้ำเหลืองของคน ชนิด Raji cell line (Brukitt’s lymphoma ; BL) (อ้างอิงที่ 5)
- มะเร็งต่อมน้ำเหลืองของคน ชนิด P3HR cell line (อ้างอิงที่ 5)
- มะเร็งต่อมน้ำเหลืองของคน ชนิด 937 (Histiocyticlymphoma) (อ้างอิงที่ 5)
- มะเร็งปอด (A-549 Adenocarcinomic human alveolar basalepithelial cells) (อ้างอิงที่ 6)
- มะเร็งรังไข่ (OV-3 Human : Adenocarcinoma; ovary) (อ้างอิงที่ 6)
- มะเร็งผิวหนัง (SK-MEL-2 Human Skin Melanoma cell line) (อ้างอิงที่ 6)
- มะเร็งสมอง (XF-498 Gliodlastoma) (อ้างอิงที่ 6)
- มะเร็งลำไส้ (HCT-15 Human, Colon, Adenocarcinoma) (อ้างอิงที่ 6)
- สามารถยับยั้งการแบ่งตัวและทำลายเซลล์มะเร็งลำไส้ (HT-29 Human Colon adenocarcinoma cells) ของคนด้วยกลไก Mitochondria dependent signaling pathway (อ้างอิงที่ 7,8)

         ในประเทศจีนมีการพลุคาวเป็นส่วนประกอบตำรับยาผงสำหรับรับประทานใช้ในการ รักษามะเร็งหลอดอาหาร และมะเร้งทางเดินหายใจ รวมถึงเนื้องอกในรังไข่ มะเร็งปากมดลูก และมะเร็งเต้านม ยังใช้เป็นยาฉีดสำหรับมะเร็งกระเพาะอาหาร และเป็นตำรับยาน้ำรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งหลอดอาหาร และมะเร้งเต้านม นอกจากนี้ยังใช้เป็นส่วนประกอบในตำรับยาสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็ง เพื่อเพิ่มภูมิต้านทานแก่ร่างกาย และรักษาอาการข้างเคียงที่เกิดจากใช้รังสีรักษา และเคมีบำบัด (อ้างอิงที่ 4)
พลูคาวกับฤทธิ์ในการทำลายเชื่อไวรัส

          มีงานวิจัยที่สนับสนุนว่า สาระสำคัญในพลูคาวมีฤทธิ์ที่สามารถในการทำลาย และ/หรือยับยั้งเชื้อไวรัสได้หลายชนิดคือ ไวรัสไข้หวัดใหญ่ เอดส์ เริม และไวรัสที่ทำให้เป็นโรคมือเท้าปากเปื่อย ดังนี้

- ฤทธิ์ยับยั้งและทำลายไวรัสไข้หวัดใหญ่ Influenza virus (อ้างอิงที่ 9)
- สาระสำคัญ Quercetin 3-rhamnoside (Q3R) จากพลูคาวมีประสิทธิภาพสูงในการทำลายไวรัสไข้หวัดใหญ่ Influenza A (อ้างอิงที่ 12)
- ฤทธิ์ยับยั้งเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ H1N1 Influenza โดยทดลองในเชื้อที่ทำให้เกิดการติดเชื้อปอดอักเสบแก่หนุทดลอง (อ้างอิงที่ 14)
- ฤทธิ์ยับยั้งและทำลายไวรัสเอดส์ Human immunodeficiency virus type 1 (HIV-1) ได้โดยตรง โดยไม่เป็นพิษต่อเซลล์ของร่างกาย (อ้างอิงที่ 9)
- สาระสำคัญในที่สำคัญคือ Houttuynoside A (1) and Houttuynamide A2 และ Norcepharadiond B มีฤทธิ์ยับยั้งและทำลายไวรัสเริม Herpes simplex virus type 1 (HSV-1) (อ้างอิงที่ 9, 13)
- ฤทธิ์ต้านการเจริญของเชื้อเริม Anti-Herpes simplex virus activity ชนิด HSV-2 (อ้างอิงที่ 10)
- ฤทธิ์ยับยั้งเชื้อไวรัสเอนเตอโรไวรัส (Enterovirus 71) ซึ่งทำให้เกิดโรคมือเท้าปากเปื่อย (Hand Foot Mouth) ซึ่งมีการระบาดในหลายประเทศ และในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงสามารถทำให้เกิดกล้ามเนื้อหัวใจ สมอง และเยื่อหุ้มสมองอักเสบได้ (อ้างอิงที่ 11)

            ปัจจุบันนี้ในประเทศจีนมีการใช้พลูคาวเป็นส่วนผสมในตำรับยารักษาโรคที่เกิด จากไวรัสโดยมีการจดสิทธิบัตรไว้หลายรายการ เช่น ตำรับยารักษาการติดเชื้อจาก Cytomegalovirus ในคน เป็นส่วนผสมยาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ (Influenza virus) เป็นส่วนผสมสำหรับยาน้ำ สำหรับลดไข้ รักษาหลอดลมอักเสบฉับพลันหรือเรื้อรัง เป็นส่วนประกอบในตำรับยารักษาโรคติดเชื้อฉับพลัน เช่น ไข้หวัดใหญ่ และการติดเชื้อทางเดินหายใจ (อ้างอิงที่ 4)
พลูคาวกับการต้านอนุมูลอิสระ และการต้านการอักเสบ

             พลูคาวมีสาระสำคัญที่มีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระหลายชนิด น่าจะเป็นด้วยกลไกของการต้านอนุมูลอิสระ ทำให้มีผลต่างๆ ตามมา ดังนี้

             ในปี 2006 มีงานวิจัยว่า สารสกัดจากพลูคาวในรูปของการฉีดมีฤทธิ์ต้านการอักเสบได้ เป็นการวิจัยในหนูทดลอง ที่ทำให้เยื่อหุ้มปอดอักเสบ ด้วยการฉีดสารเคมีที่ระคายเคืองคือ คาราจีแนน (Carrageenan) เข้าไปทำให้ระคายเคืองต่อเยื่อหุ้มปอด

             ในปีเดียวกันมีงานวิจัยทำนองคล้ายกัน พบว่า ด้วยกลไกต้านอนุมูลอิสระ สารสกัดจากพลูคาวสามารถลดการเกิดเนื้อเยื่อพังผืดในปอดของหนูทดลอง (Pulmonary fibrosis) ที่ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดการอักเสบโดยยาบลีโอมัยซินได้อีกเช่นกัน (อ้างอิงที่ 21)

             ในปี 2007 มีงานวิจัยว่า สารสกัดจากพลูคาวช่วยปกป้องไตเสื่อมในหนูทดลองที่เป็นเบาหวาน (อ้างอิงที่ 22)

             ในปี 2009 มีงานวิจัยว่า พลูคาวเป็นหนึ่งในสมุนไพรห้าชนิดที่มีความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระสูงที่ สุด จากสมุนไพรไทย 30 ชนิด ที่มีใช้ในตำรับยารักษาโรคเบาหวาน (อ้างอิงที่ 23)
พลุคาวกับการทดสอบความเป็นพิษ

             พบว่าสาร decanoyl acetaldehyde ซึ่งแยกได้จากพลูคาวในขนาดประมาณ 1.6 กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กก. เป็นขนาดที่ทำให้หนูถีบจักรตายไปครึ่งหนึ่ง (LD 50) เมื่อฉีดเข้าหลอดเลือดดำสุนัข ในขนาด 38-47 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ทำให้สุนัขตาย และเมื่อกรอกเข้ากระเพาะอาหารของสุนัขวันละ 80-160 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ติดต่อกัน 1 เดือน จะทำให้สุนัขมีน้ำลายออกมาก และระยะแรกมีอาการอาเจียน โดยที่ไม่พบความเป็นพิษอื่นอีก (อ้างอิงที่ 4)

             นอกจากนั้นพบว่า พลูคาวมีการกระตุ้นให้เกิดการแพ้แสง (Phyto toxic dermatitis) เป็นรายงานผู้ป่วยหญิงที่บริโภคพลูคาวในรูปแบบที่เป็นน้ำและผงแห้งติดต่อกัน 20 วัน เกิดรอยด่างสีม่วงแดงที่แก้มทั้งสองข้าง และผิวหนังร้อนแดงที่หน้าผาก ลำคอ คาง แขน และฝ่ามือ (อ้างอิงที่ 24)

เอกสารอ้างอิง

1. ความรู้เบื้องต้นของระบบภูมิคุ้มกัน ศูนย์รวบรวมและวิเคราะห์เชื้อเอชไอวีแห่งประเทศไทย (National HIV Repository Bioinformatic Center; NHRBC) ในความร่วมมือของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กับกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข http://www.nhrbc.org/HIV_vaccine/paper16.2.html
2. พฤษศาสตร์และการใช้ประโยชน์พื้นบ้านจากผักคาวตอง จารีย์ ปันสิทธิ์ สมุนไพรน่ารู้ผักคาวตอง Houttuynia cordata Thunb สถาบันวิจัยสมุนไพร กรมวิทยาศาสตร์ การแพทย์ ISBN 9747549778
3. คุณภาพทางเคมีของผักคาวตอง เย็นจิตร เตชะดำรงสิน และคณะสมุนไพรน่ารู้ผักคาวตอง Houttuynia cordata Thunb สถาบันวิจัยสมุนไพร กรมวิทยาศาสตร์ การแพทย์ ISBN 97475497787
4. กัลยา อนุลักขณาปกรณ์ ผักคาวตองกับการศึกษาทางด้านเภสัชวิทยา สมุนไพรน่ารู้ผักคาวตอง Houttuynia cordata Thunb สถาบันวิจัยสมุนไพร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ISBN 97475497784
5. Chang JS, et al, Antlleukemic activity of Bidens pllosa L. Var. minor (Blume) Sherff and Houttuynia cordata Thunb. Am J Chin Med. 2001;29(2):303-12
6. Kim SK, Ryu SY, No J, Chol SU, Kim YS.Cytotoxic alkaloids from Houttuynia cordata. Arch Pharm Res. 2001 Dec;24(6):518-21
7. Tang YJ, et al, Houttuynia cordata Thunb extract induces apoptosis through mitochondrialdependent pathway in HT-29 human colon adenocarcinome cells, Oncol Rep.2009 Nov;22(5):1051-6
8. Lai KC, et al, Houttuynia cordata Thunb extract inhibits cell growth and induces apoptosis in human primary colorectal cancer cells.Anticancer Res. 2010 Sep;30(9):3549-56
9. Hayashl K, Kamiya M, Hayashi T. Virucidal effects of the steam distillate from Houttuynia cordata and its components on HSV-1, Influenza virus, and HIV. Planta Med. 1995 Jun;61(3):237-41
10. Chlang LC,et al, Anti-Herpes simplex virus activity of Bldens pllosa and Houttuynla cordata. Am J Chin Med. 2003;31(3);355-62
11. Lin TY, et al. Anit-enterovirus 71 activity screening of Chinese herbs with anti-Infection and Inflammation activities. Am J Chin Med.2009;37(1):143-58
12. Choi HJ, Song JH, Park KS, Kwon DH. Inhibitory effects of quercetin 3-rhamnoside on influenza A virus replication. Eur J Pharm Scl. 2009 Jun 28;37(3-4):329-33, Epub 2009 Mar 14
13. Chou SC, et al, The constituents and their bloactivities of Houttuynia cordata. Chem Pharm Bull (Tokyo). 2009 Nov;57(11):1227-30
14. Pharmacodynamic experiment of the antivirus effect of houttuynia cordata Injection on Influenza virus In mice. Yao Xue Xue Bao. 2010 Mar;45(3):399-402
15. Sriwanthana B, Chavallttumrong P, Threesangsrl W. et al, 2003, Effect of Houttuynia cordata Thunb, On Iymphocyte prollteration of normal. ในผักคาวตองกับภูมิคุ้มกัน บุษราวรรณ ศรีวรรธนะ จารีย์ บันสิทธิ์ สมุนไพรน่ารุ้ผักคาวตอง Houttuynia cordata Thunb สถาบันวิจัยสมุนไพร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ISBN 9747549778
16. LI GZ, et al. Inhibitory effects of Houttuynia cordata water extracts on anaphylactic reaction and mast cell activation. Biol Pharm Bull. 2005 Oct;28(10):1864-8
17. Down-regulation of FcepsllonRI expression by Houttuynia cordata Thunb extract in human basophilic Ku812F cells. J Med Food. 2009 Apr;12(2):383-8
18. Han EH, Park JH, Kim JY, Jeong HG. Houttuynia cordata water extract suppresses anaphylactic reaction and lgE-medlated allergic response by Inhlblting multiple steps of FcepsllonRl signallng In mast cells. Food Chem Toxlcol. 2009 Jul;47(7):1659-66. Epub 2009 Apr 24
19. บุษราวรรณ ศรีวรรธนะ จารีย์ บันสิทธิ์ ผักคาวตองกับภูมิคุ้มกัน สมุนไพรน่ารู้ผักคาวตอง Houttuynia cordata Thunb สถาบันวิจัยสมุนไพร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ISBN 9747549778
20. Lu HM, Liang YZ, Yi LZ, Wu XJ. Anti-Inflammatory effect of Houttuynia cordata Injection. J Ethnopharmacol. 2006 Mar 8;104(1-2):245-9, Epub 2005 Oct 5
21. Ng LT, Yen FL, Liao cww Lin CC.Protective effect of Houttuynia cordata extract on bleomycin-Induced pulmonary fibrosis in rats, Am J Chin Med. 2007;35(3):465-75
22. Wang F, Lu F, Xu L, Effects of Houttuynia cordata thumb on expression of BMp-7 and TGF-betal in the renal tissues of dlabetic rats. J Tradit Chin Med. 2007 Sep;27(3):220-5
23. Antioxidative activity, polyphenollc content and antl-glycation effect of some thai medicinal plants traditionally used In dlabetlc patlents. Med Chem. 2009 Mar;5(2):139-47
24. Saito F, Phytophototoxic dermatitis induced by Houtuynia cordata. Environmental Dermatology 2(3):208-211 ในกัลยาอนุลักชณาปกรณ์ ผักคาวตองกับการศึกษาทางด้านเภสัชวิทยา สมุนไพรน่ารู้ผักคาวตอบ Houttuiynia cordatd Thunb สถาบันวิจัยสมุนไพร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ISBN 97475497784

สามารถนำรหัสสมาชิก 47024879 ไปซื้อได้ที่สำนักงานธุรกิจกิฟฟารีนทั่วประเทศ
สั่งซื้อออนไลน์ หรือติดต่อสอบถามข้อมูล


เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับมัทฉะ

13:58 0 Comments

           มัทฉะ คือ ชาเขียวนั่นเอง มีชื่อวิทยาศาสตร์ คือ Camellia sinensis เพียงแต่ ว่า มัทฉะเป็นผงบดละเอียดของชาเขียวชนิดที่ได้รับการดูแลเป็นพิเศษ คือ อยู่ในที่ร่มได้รับการเก็บเกี่ยวและทำให้แก้งอย่างดีทำให้มีรสชาติหวานหอมอร่อยพิเศษสุด ชาทำนองนี้มีหลายชนิด ทุกชนิดจะได้รับจากการปลูกแบบประคบประ หงมภายในร่ม ก่อนที่จะเก็บเกี่ยว เพื่อให้ได้กลิ่นและรสที่ดีที่สุด

           กล่าวคือ หลังจากที่ใบชาเริ่มแตกยอดนั้นจะไม่ให้ยอดใบชาถูกแสงแดด ทำให้ชะลอการเติบโตของใบชา เป็นผลทำให้ใบชามีสีเขียวเข้มขึ้น มีการสร้างกรดอะมิโนซึ่งทำให้ใบชามีรสหวานขึ้น แล้วเลือกเก็บเกี่ยวเฉพาะใบชาที่ดีที่สุดด้วยมือ หลังจากนั้นแล้วถ้าใบชามีลักษณะที่ม้วนงอ ก็จะ ถูกจัดเกรดเป็น เคียวกูโระ Gyokuro เป็นชาเขียวญี่ปุ่นที่ถือได้ว่าเป็นชาชั้นสูงที่สุดถ้า ใบชาไม่ม้วนงอ แต่แผ่อออกคล้ายแป้ง มีสีเขียวอ่อนๆ จึงจะเป็นชาที่เรียกว่า มัทฉะ ดังนั้น เมื่อพูดถึงมัทฉะแล้ว ก็จะหมายถึง ใบชาญี่ปุ่นชั้นดีที่บดละเอียด และเป็นชา ที่ถูกนำไปใช้ในพิธีชงชาของประเทศ ญี่ปุ่น มีพิธีการ อุปกรณ์ และวิธีชงที่เป็น เอกลักษณ์ เฉพาะตัว จากข้อมูลกระบวนการผลิตมัทฉะดังกล่าวมาแล้วนั้น จะเห็น ได้ว่ามัทฉะเป็นใบชาบดผง ซึ่งเมื่อนำมาใช้ในพิธีชงชา ก็จะใช้ผงมัทฉะมาละลายเลย ดังนั้น การดื่มมัทฉะจึงเป็นการรับประทานใยชาทั้งใบ ต่างจากการดื่มชาแบบอื่นที่จะใช้ใบชาชงกับน้ำร้อน แล้วดื่ม เฉพาะน้ำชา ส่วนกาชาก็จะถูกทิ้งไป ปัจจุบันนี้ได้มีการประยุกต์นำมามัทฉะมาทำเป็นเครื่องดื่มโดยทำเป็นผงมัทฉะ บรรจุ อยู่ในซองเวลาจะได้รับประทานให้เทผงมัทฉะลงในขวดน้ำเปล่า หรือน้ำแร่ จากนั้น ก็เขย่า ให้ผงละลายจนเข้าดี แล้วก็จะได้ชาเขียวมัทฉะที่มีรสชาติและความหอมเฉพาะตัว รสชาติของมัทฉะจะเข้ม ขมเล็กน้อย(ขมแบบชา) มีกลิ่นหอมกว่าชาเขียว ทั่วไป มีสีขุ่น ไม่ใสเหมือนชาเขียวที่ได้จากการชงแบบอื่น เช่น ชงโดยใช้ถุงชา และมีตะกอนอยู่บ้าง นับได้ว่าเป็นอีกวิถีทางหนึ่งในการดื่มชาเขียวที่ง่าย สะดวก ได้ประโยชน์ จากชาเขียวทั้งหมด เนื่องจาก เป็นการรับประทานใบชาทั้งใบ อีกทั้งมีกลิ่นที่หอม รสชาติที่อร่อยเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว

          คุณประโยชน์ของมัทฉะก็จะเหมือนใบชาทั่วไป ให้ประโยชน์แก่ร่างกายมากมาย หลายประการ โดยมีสารสำคัญที่ทำให้เกิดประโยชน์ (Active Health Component) ที่เรียกว่า โพลีฟีนอล หรือเรียกกันทั่วไปว่า คาเทซิน ( Catechins) ชึ่ง Catechins นี้ จะมีปริมาณ 3040 % ของส่วนที่เป็นของแข็งที่สามารถสกัดได้จากใบชาเขียวแห้ง (อ้างอิงที่1)

         คาเทชินที่อยู่ในชาเขียวประกอบไปด้วย Epigallocatechin-.-gallate(EGCG) Epicatechi-.-gallate epicatechin epigallocatechin’ Gallocatechin Gallat and Catchin ในทั้งหมดนี้ สารที่มีมากที่สุดคือ Epigallocatechin-.-gallate หรือ อี จี ซี จี (EGCG) ขนาดใบชาเขียวแห้ง 1ซอง (1.5กรัมต่อซอง) จะให้ EGCG ประมาณ 35-110 mg (อ้างอิงที่2) EGCG นับได้ว่า เป็นสารต้านอนุมูลอิสระมากกว่าการรับประทานแครอท บรอคเคอรี ผักโขม และสตรอเบอรรี่ ในขนาดที่รับประทาน ในแต่ละมื้อ (อ้างอิงที่4) ซึ่งมีงานวิจัยรองรับมากมายถึงประโยชน์ของสาระสำคัญตัวนี้ อาทิเช่น
ช่วยลดความอ้วน

         ด้วนกลไกของการกระตุ้นปฏิกิริยาออกซิ-เดชันของไขมัน มีรายงานวิจัยที่มีข้อมูลสนับสนุนว่า EGCG ช่วยเพิ่ม กระบวนการการเผาพลาญพลังงานของเนื้อเยื่อไขมัน และมีรายงาน การทดลองในคนแล้ว ว่าช่วยลดความอ้วนได้ (อ้างอิงที่5-8) นอกจากนี้มีงานวิจัยที่ทำในคนไทย ผู้ที่น้ำหนักเกินเป็น2กลุ่มได้รับสารสกัดชาเขียวและยาปลอม กลุ่มได้รับชาเขียวมีน้ำหนักน้อยกว่า 2.7.5.1และ 3.3 ก.ก.ใบสัปดาห์ที่4.8และ 12ของการวิจัย (อ้างอิงที่9)
ช่วยลดไขมันในเลือด

         แม้จะลดไขมันในเลือดได้ไม่มากนัก แต่ก็มีงานวิจัยที่ดีรองรับสองงานวิจัย ในงานวิจัยแรกพบว่า เมื่อรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง การดื่มชาในปริมาณปานกลางหรือปริมาณมากร่วมด้วย จะลดปริมาณไขมันในเลือดชนิดไตรกลีเซอไรค์ลงได้อย่างมีนัยสำคัญ ในช่วง 6ชั่วโมง หลังรับประทานอาหารและดื่มชา โดยลดการเพิ่มระดับ ของไขมันชนิดไตรกลีเซอรไรด์ ในเลือดได้ถึง 15.1-28.7% (อ้างอิงที่10) อีกงานวิจัยพบว่า ผู้ที่ดื่มชาประมาณสองถ้วยต่อวัน สามารถลดไขมันในเลือดชนิดโครเลสเตอรรอลลงได้ เล็กน้อย(119.9เป็น106.6 มก./ดล.) แต่ก็มีนัยสำคัญทางคลินิก (อ้างอิงที่ 11)
ช่วยโรคเส้นเลือดอุดตัน

         มีรายงานวิจัยว่า สาระสำคัญในชาเขียวสามารถการหดเกร็งของเส้นเลือดฝอยลดการเกิดตะกอน (Plaque) ในเส้นเลือดฝอย ทำให้ลดอุบัติการณ์ ของโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายจากการขาดเลือด (Myocardial inflation) และอัมพฤกษ์ อัมพาต จาก เส้นเลือดตีบตัน (อ้างอิงที่12-16) นอกจากนี้ EGCG ยังเป็นตัวยับยั้งการเกิดการ สันดาป Oxidation ของโคเลสเตอรรอล ทำให้ลดการเกิดการสะสมสร้างตะกอน ในเส้นเลือดจากโคเรสเตอรรอล ทำให้ลดการเกิดเส้นเลือดแข็งตัวตีบตัน และลดอุบัติการณ์ของโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ(Coronary Athero sclerosis) (อ้างอิงที่17-19)ในงานวิจัยในสัตว์ทดลองยังลดการเกิดเส้นเลือดในปอดตีบตัน( pulmonary thrombosis) อีกด้วย (อ้างอิงที่15) ส่งให้เป็นผลดีต่อสุขภาพของ หลอดเลือดหัวใจ ไม่นานนี้มีงานวิจัยทางระบาดวิทยาในคนญี่ปุ่น พบว่า ผู้ที่ดื่มชาเขียว จะลดการเกิดโรคเส้นเลือดทางสมอง ทั้งโรคเส้นโลหิตในสมองแตก (Cerebral hemorrhahe) และเส้นเลือดสมองตีบ ได้จริง (อ้างอิงที่20)

ต่อต้านอนุมูลอิสระและต่อต้านมะเร็ง ( Antioxidant and anticancer)

       ชาเขียวมีผลต่อการยับยั้งการเกิดมะเร็ง ได้หลายชนิดทั้งในคนและสัตว์ เพราะมี ฤทธิ์ทางด้านการต้านอนุมลอิสระอย่างมาก จากการวิเคราะห์ งานวิจัยที่เชื่อถือได้ของ Cochrane database ตีพิมพ์ล่าสุด จำนวน 51 งานวิจัยทั่วโลก แม้จะมีจำนวนงาน วิจัยที่จำกัด พบว่าการดื่มชาเขียวลดอุบัติการณ์เกิดมะเร็งหลายชนิด เช่นมะเร็งตับ มะเร๊งต่อมลูกหมาก มะเร็งปอด มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ มะเร็ง ลำไส้ และมะเร็งตับอ่อน (อ้างอิงที่21)
ข้อห้ามหรือข้อควจระวังของมัทฉะ

          เนื่องจากมัทฉะ เป็นชาที่บดจากใยชาโดยตรง จึงยังตงมีคาเฟอีนได้เล็กน้อย คล้ายกับกาแฟ ข้อห้ามจึงคล้ายกับกาแฟ คือผู้ที่ทานกาแฟแล้วใจสั่น นอนไม่รับ ก็ไม่ควจรับประทานมัทและ ผู้ที่เป็นโรคหัวใจชนิดที่มีหัวใจเต้นเร๊ว และโรคไทรอยด์ เป็นพิษ ในระยะที่ยังคุมไม่ได้และมีใจสั่นหัวใจเต้นเร๊ว ก็ไม่ควจรับประทานน้ำชา กาแฟ รวมทั้งมัทฉะเช่นกัน

เอกสารอ้างอิง

1. The growth Factor, Vol. No. 3/03 –Meita (P) No. 214 / 04 / 2002 ; A Publication of Roche Vitamins Asia Pacific Pte Ltd.
2. Catechins in Green Tea, TEAVIGO TM Roche Vitamins Ltd, data no file
3. Antloxidant chemistry of green tea catechins, Idenfiflcation of products of the reaction of (-) eplgollocotechin gollote with peroxyl radicals 1999 Apr;12(4):382-6.
4. http://www.woridconsortium.com/med_studies.htm
5. TEAVIGO and modulation of obesity, EGCG attenuates body fat occumulation, TEAVIGO TM Roche Vitamins Ltd, data on file
6. Effcocy of a green tea extract rich in catechin polyphenols and caffeine in increasing 24-h energy expenditure and fat oxldation in humans 1999 Kec;70(6): 1040-5.
7. Green tea and thermogenesis: interactions between catechin-polyphenols. Caffeine and sympathetic activity, Int J Obes Reslt Metob Disord. 2000 Feb;24(2):252-8
8. Anit-obesity effect of tea catechins in humans, j Oleo Scl 2001;50:599-605.
9. Effectiveness of greentea on welght redeution in obese Thais: A randomized, controlled trial.Physlol Benav, 2008 Feb 27;93(3):486-91, Epub 2007 Oct 18.
10. Effect of tea catechins on postprandlol plasma lipld responses in humon subjects, br J Nutr, 2005 Apr;93(4):543-7.
11. Effectiveness of noderate green tea consumption on antioxidative status and plasma llpid profile in humans, J Nutr Biochem, 2005 Mar;16(3):144-9
12. Tea fiavonlods and cardlovasculor dlseases : a review. Crit Rev Food Sci Nutr 1997;37:771-785
13. Inhibitory effects of puritied green tea epicatechins on contraction of arterial smooth muscle cells. Acta Phamacol Sin 2000;21(9):835-840
14. Tea catechins prevent the development of artheroscleroses ln apoprotein E-deficient mice. J Nutr 2001;131:27-32
15. Antithrombotic octivities of green tea catechins and (-)-Eplgallocatechins Gallate. Thromb Res 1999;96:229-237
16. Possible contrlbution of green tea drinkinghabits to the prevention of stioke. Tohulu J Exp Med 1989;157:337-343
17. TEAVIGO and cardlovascular health, A potent antlox don’t and antiotterogenic ogent TEAVIGO TM Roche Vitamins Ltd. Data on file
18. Tea catechins inhibit cholesterol oxidation accomparying oxidation of low density llpoprotein invitro. Comp Blochem Physiol Part C 2001 Feb;128(2):153-64
19. Relationship between green tea consumption and the severity of coronary atherosclerosis among Japanese men and women. Ann Epidemiol 2000;10:401-408
20. Consumption of green and roasted teas and the risk of stroke incldence:resuits from the Tadamachi-Nakasato cohort study in Japan int J Epidemlol. 2008 Oct;37(5):1030-40
21. Green tea (Camellla sinenses) For the prevention of cancer. Cochrane Database Syst Rev. 2009 Jul 8:(3) CD005004
22. Matcha,From Wlkipedia, the free encyclopedia.http://en.wilipedla.org/wiki/matcha
23. Green Tea. From Wikpedia.the free encyclopedia http://en.wikipedio.org/eiki/Green_tea
24. ชาญี่ปุ่น โครงการบริการอาคารสถานที่ สถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ http://www.asia.tu.ac.th/leas/leas_buiding4.htm

สามารถนำรหัสสมาชิก 47024879 ไปซื้อได้ที่สำนักงานธุรกิจกิฟฟารีนทั่วประเทศ
สั่งซื้อออนไลน์ หรือติดต่อสอบถามข้อมูล


สาระน่ารู้เกี่ยวกับถั่งเช่า

13:24 0 Comments
         ถั่งเช่า (Chong Cao) หรือที่รู้จักกันว่า ไวอากร้าแห่งเทือกเขาหิมาลัย ถือว่าเป็นสินค้าที่มีมูลค่าสูงของชาวเอเชีย ด้วยคุณสมบัติที่ให้ผลเรื่องการเพิ่มสมรรถภาพทางเพศอันมีชื่อเสียงโด่งดัง อาจเรียกในชื่ออื่นได้อีกว่า ตังถั่งเช่า หรือ ตังถั่งแห่เช่า

ชื่อสมุนไพร : ถั่งเช่า หรือ ตังถั่งแห่เช่า

ชื่อสามัญ (ชื่อภาษาอังกฤษ) : Chong cao, Dong chong xia cao
ชื่ออื่น : ถั่งเช่า, หนอนเทวดา, ตังถั่งแห่เช่า, เห็ดถั่งเช่า, หญ้าหนอน
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cordyceps sinensis (Berk.) Sacc.(อ้างอิงที่ 3)

         “ถั่งเช่า” หรือ “เห็ดถั่งเช่า”ประกอบด้วย 2 ส่วนคือ ส่วนที่เป็นตัวหนอนของผีเสื้อค้างคาวที่มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Hepialus armoricanus Oberthiir และส่วนที่เป็นเห็ดซึ่งอยู่บนตัวหนอนที่มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Cordyceps sinensis (Berk.) Sacc. โดยสปอร์ของเห็ดเจริญเป็นเส้นใยบนตัวอ่อนของหนอนผีเสื้อค้างคาวที่กำลังจำศีลอยู่ใต้ดินในฤดูหนาว อาศัยสารอาหารและแร่ธาตุจากตัวหนอน เมื่อถึงฤดูใบไม้ผลิ เห็ดจะเจริญงอกออกมาจากส่วนหัวของตัวหนอนที่ตายซาก มีลักษณะคล้ายกับต้นหญ้าที่งอกขึ้นมาหนึ่งต้น จากลักษณะดังกล่าวทำให้ชาวจีนเรียกถั่งเช่าว่า Chong Cao (worm-grass) ซึ่งหมายถึงหญ้าหนอน โดยเป็นคำเรียกสั้นๆของคำว่า dong chong xia cao ในขณะที่ชาวธิเบตเรียกว่า yartsa gunbu (summer-grass, winter-worm) ซึ่งหมายถึง ฤดูหนาวเป็นหนอน ฤดูร้อนเป็นหญ้า (อ้างอิงที่ 1-3)

          ถั่งเช่า พบได้ในแถบทุ่งหญ้าบนภูเขา ประเทศจีน (ทิเบต) เนปาล และภูฏาน ที่ระดับความสูง 10,000-12,000 ฟุต จากระดับน้ำทะเล การเก็บถั่งเช่าจะเก็บในช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิ เมื่อขุดตัวหนอนขึ้นจากดินแล้ว ล้างน้ำให้สะอาด แล้วตากแห้ง การเก็บรักษา ควรเก็บไว้ในที่แห้ง

         ถั่งเช่ามีการใช้อย่างแพร่หลายในประเทศจีนมานานนับศตวรรษ ตำราแพทย์แผนจีนกล่าวว่า ถั่งเช่ามีสรรพคุณทางยาหลายประการ เช่น ส่งเสริมสมรรถภาพทางเพศ ช่วยให้อสุจิแข็งแรง บำรุงให้สตรีมีบุตรง่าย ปรับประจำเดือนให้สมดุล บำรุงร่างกาย บำรุงอวัยวะภายใน เช่น ปอด ตับ และไต เป็นต้น ด้วยเหตุนี้ ชาวจีนจึงนิยมนำถั่งเช่ามาปรุงอาหารเพื่อบำรุงสุขภาพ เช่น นำไปตุ๋นรวมกับเป็ด และไก่ ในทางเภสัชวิทยา ถั่งเช่ามีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาหลายประการ เช่น เพิ่มสมรรถภาพทางเพศ ช่วยปรับสมดุลของร่างกาย ต้านอนุมูลอิสระ กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน ลดระดับน้ำตาลในเลือด สารออกฤทธิ์ทางชีวภาพที่สำคัญและนิยมใช้เป็นตัวบอกคุณภาพและกำหนดราคา คือ สารคอร์ไดเซพิน (Cordycepin) ซึ่งช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ส่งเสริมสมรรถภาพทางเพศชาย บำรุงไต (อ้างอิงที่ 1-4)

        ในด้านส่งเสริมสมรรถภาพทางเพศชาย มีงานวิจัยเชิงทดลองแบบมีกลุ่มควบคุม (double blind, placebo-controlled clinical trial) กับกลุ่มผู้สูงอายุที่มีปัญหาเรื่องความรู้สึกทางเพศลดลง (hyposexuality)พบว่าในกลุ่มที่ใช้ถั่งเช่า 3 กรัมต่อวัน เป็นเวลา 40 วัน จำนวน 159 คน ให้ผลดีในเรื่องนี้ 64.1% และยังมีอีก 2 การทดลองทางคลีนิคกับผู้ป่วยที่มีปัญหาความรู้สึกทางเพศลดลงก็ให้ผลไปในทางเดียวกันโดยพบว่า การทดลองแรกในกลุ่มที่ใช้ถั่งเช่าจำนวน 189 คน ให้ผลดีในเรื่องนี้ 66.1% ส่วนอีกการทดลองพบว่า กลุ่มที่ใช้ถั่งเช่า 144 คน ให้ผลดีขึ้น 65.3 %(อ้างอิงที่ 4)

       ในการศึกษาการใช้ถั่งเช่ากับกลุ่มผู้ชายที่มีปัญหาอวัยวะเพศไม่แข็งตัว จำนวน 22 คน (male patients with impotence)พบว่ามากกว่าหนึ่งในสามสามารถที่จะกลับมามีเพศสัมพันธ์ได้ อีกการทดลองหนึ่งทดลองกับกลุ่มผู้ชายที่มีปัญหาเดียวกัน จำนวน 28 คน พบว่าให้ผลดีขึ้น 64.3%

        มีการศึกษาผลของถั่งเช่า ที่มีต่อสเปริม์ด้วย โดยมีรายงานว่าสามารถเพิ่มจำนวนสเปิร์มในอสุจิได้ 33% ช่วยลดปริมาณสเปิร์มที่ผิดปกติลงได้ 29% และมีอัตราการรอดของสเปิร์มสูงขึ้น 79%(อ้างอิงที่ 4)

         นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยสนับสนุนว่าการใช้ถั่งเช่าที่ 3 กรัมต่อวัน ช่วยให้ผู้หญิงที่มีปัญหาหมดความรู้สึกทางเพศ (libido)กลับมามีความรู้สึกทางเพศได้ 86% (อ้างอิงที่ 5)

       ในด้านสรรพคุณบำรุงร่างกาย มีรายงานศึกษาวิจัยเชิงทดลองแบบมีกลุ่มควบคุม (double blind, placebo-controlled clinical trial) ว่า ช่วยเพิ่มพลัง ลดอาการเหนื่อยล้า โดยมีการศึกษาทางคลีนิคในการใช้ถั่งเช่า 3 กรัม ต่อวัน กับผู้สูงอายุและมีอาการต่างๆที่เกิดจากความชรา พบว่า ลดอาการเหนื่อยล้าได้ถึง 92% สามารถทนต่อความหนาวได้ดีขึ้น 89% ลดอาการหน้ามืดตาลายได้ 83% ลดอาการหูอื้อได้ 79% ลดความถี่ของการปวดปัสสาวะตอนกลางคืนได้ 59%(อ้างอิงที่ 4)

เอกสารอ้างอิง

1. The Economics and Sustainability of Cordyceps Harvest in Tibet, American Botanical Council, HC 020492-380

2. บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน “ถั่งเช่า”ช่วยเพิ่มสมรรถภาพ จริงหรือ?, สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล http://www.pharmacy.mahidol.ac.th/th/knowledge/article/153/ถั่งเช่า-ช่วยเพิ่มสมรรถภาพ-ได้จริงหรือ/

3. ถั่งเช่า:อิทธิฤทธิ์หญ้า (หนอน) เทวดา, ภาควิชาเทคโนโลยีชีวภาพ คณะอุตสาหกรรมเกษตร ม.เกษตรศาสตร์, สรรสาระเทคโนโลยีชีวภาพ/เดือนตุลาคม 2554

4. The scientific rediscovery of an ancient Chinese herbal medicine: Cordyceps sinensis: part I, J Altern Complement Med.1998 Fall;4(3):289-303

5. Adaptogenic Medicinal Fungus Appears Promising, American Botanical Council, HC 061192

สามารถนำรหัสสมาชิก 47024879 ไปซื้อได้ที่สำนักงานธุรกิจกิฟฟารีนทั่วประเทศ
สั่งซื้อออนไลน์ หรือติดต่อสอบถามข้อมูล


วันอังคารที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2561

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ถั่งเช่า-ดับเบิ้ลยู

15:28 0 Comments
            ด้วยวิวัฒนาการทางวิทยาศาสตร์ที่ล้ำหน้าในปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์จึงได้ทำการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ (Tissue Culture) และนำมาพัฒนาต่อเป็นอาหารเสริม และยา เนื่องจากในถั่งเช่านั้นมีสารสำคัญนั่นก็คือ คอร์ไฟเซพิน (Cordycepin) ซึ่งช่วยบำรุงร่างกาย ในหลากหลายด้าน ดังนี้
  • การยับยั้งและทำลายเซลล์มะเร็งต่างๆ เช่น มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งสมอง มะเร็งผิวหนัง มะเร็งเต้านม และมะเร็งเม็ดเลือดขาว
  • ช่วยลดการอักเสบของตับจากโรคไวรัสตับอักเสบบี เรื้อรัง
  • กระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน
  • ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
  • ช่วยบำรุงร่างกาย ลดอาการเหนื่อยล้า
  • ช่วยส่งเสริมสมรรถภาพทางเพศ

            ทั้งนี้ การเสื่อมสมรรถภาพทางเพศนั้นสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งในผู้หญิง และผู้ชาย ซึ่งสาเหตุของการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศในผู้หญิงนั้น เกิดจาก
  1. อายุ : เมื่อผู้หญิงเริ่มก้าวเข้าสู่วัยทองหรือวัยหมดประจำเดือน อาจทำให้ความต้องการทางเพศ ความตื่นเต้นทางเพศ และการตอบสนองทางเพศลดลงได้
  2. โรคภัยไข้เจ็บต่างๆ : ได้แก่ โรคเบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคอ้วน โรคกระดูกพรุน โรคมะเร็ง เป็นต้น ด้วยภาวะความเจ็บป่วยทางร่างกายดังกล่าว อาจส่งผลให้ความต้องการทางเพศลดลงได้
  3. การรักษาโรคด้วยยา : เช่น สเตียรอยด์ , ยาลดกรด , ยาลดการแพ้ , การระคายเคือง , ยาต้านโรคพาร์กินสัน , แอลกอฮอร์ , ยาคุมกำเนิด เป็นต้น
            นอกจากสาเหตุดังกล่าวข้างต้น อาการเสื่อมสมรรถนภาพทางเพศ อาจเกิดจากความเครียดหรือภาวะซึมเศร้า อันเนื่องมาจากการทำงานหนัก ภาระความรับผิดชอบต่อครอบครัว หรือความกังวลใจในการใช้ชีวิตประจำวัน โดยอาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศในผู้หญิงที่พบบ่อย ได้แก่ มีความต้องการทางเพศลดลง ร่างกายไม่ตอบสนองต่อการกระตุ้นทางเพศ ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นระหว่างหรือหลังการร่วมเพศ เช่น ช่องคลอดอักเสบ สารคัดหลั่งถูกขับออกมาน้อยทำให้ช่องคลอดฝืด เป็นต้น ซึ่งอาการดังกล่าว ส่งผลเป็นอย่างมากต่อสภาพจิตใจ และความสุขในการใช้ชีวิตคู่ จนในบางครั้ง อาจเป็นสาเหตุของการเกิดปัญหาครอบครัวได้
            ในปัจจุบัน มีงานวิจัยสนับสนุนว่า การใช้ถั่งเช่าที่ 3 กรัมต่อวัน ช่วยให้ผู้หญิงที่มีปัญหาหมดความรู้สึกทางเพศ (Libido) กลับมามีความรู้สึกทางเพศได้ 86% จึงมีการนำถั่งเช่าที่ส่งผลดีต่อสุขภาพสตรีหลากหลายชนิดมาใช้เพื่อดูแลปัญหาดังกล่าว เพื่อเติมเต็มความสุขในชีวิตครอบครัวให้กับคุณสุภาพบุรุษและสุภาพสตรี อีกทั้งยังช่วยบำรุงร่างกายให้แข็งแรงอีกด้วย
            อาหารสุขภาพที่มีการยอมรับว่า ช่วยในการดูแลสุขภาพสตรี อาทิเช่น

ทับทิมสกัด
  • ลดความเสี่ยงการเกิดโรคความดันโลหิตสูง
  • ลดปัจจัยที่ทำให้คอเลสเตอรอลสูง
  • ต้านการอักเสบ
  • ต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันการเสื่อมของเซลล์
ไลโคพีน
  • ลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งเต้านมและมะเร็งต่อมลูกหมาก
  • ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด
  • ต้านอนุมูลอิสระ
สารสกัดจากถั่วเหลือง
  • ช่วยลดอาการร้อนวูววาบในสตรีวัยหมดประจำเดือน
  • ช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจขาดเลือด
วิตามินซี
  • ช่วยให้หลอดเลือดแข็งแรง
  • มีส่วนช่วยในการต่อต้านอนุมูลอิสระ
  • มีส่วนช่วยในการสร้างเนื้อเยื่อคอลลาเจน และเนื้อเยื่อของเอ็นกระดูกอ่อน

ดูรายละเอียดสินค้า ถั่งเช่า-ดับเบิ้ลยู>>>คลิ๊ก

สามารถนำรหัสสมาชิก 47024879 ไปซื้อได้ที่สำนักงานธุรกิจกิฟฟารีนทั่วประเทศ
สั่งซื้อออนไลน์ หรือติดต่อสอบถามข้อมูล