แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข้อเข่าเสื่อม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข้อเข่าเสื่อม แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2561

เรื่องน่ารู้ของแคลเซียม แร่ธาตุ และวิตามินต่างๆ

19:45 0 Comments

          แคลเซียมเสริมสุขภาพ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับกระดูกและฟัน อีกทั้งป้องกันการเกิดโรคกระดูกพรุน

หน้าที่สำคัญของแคลเซียม
- เสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง ช่วยป้องกันความผิดปกติของกระดูกและฟัน เช่น กระดูกหักง่าย หลักโก่งงอ กระดูกเรียงผิดรูป หรือฟันหักง่าย

- ป้องกันการเกิดโรคกระดูกพรุน ช่วยสร้างเนื้อกระดูกให้มีความหนาแน่นมากขึ้น

- ช่วยให้การเจริญเติบโตในด้านความสูงและความแข็งแรงของเด็กในวัยเจริญเติบโต
วิตามินและแร่ธาตุอื่นๆ มีคุณประโยชน์ดังนี้ (อ้างอิงที่ 1)

- วิตามิน ดี 3 เสริมประสิทธิภาพในการดูดซึมแคลเซียมให้ดีขึ้น

- แมกนีเซียม ในร่างกายส่วนมาก (60-70%) จะพบในกระดูกแมกนีเซียมจำเป็นสำหรับการเติบโตของกระดูก การส่งสัญญาณทางประสาท และการหดตัวของกล้ามเนื้อ การได้รับแมกนีเซียมในขนาดที่เหมาะสมจะช่วยเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง

- แมงกานีส เป็นแร่ธาตุที่จำเป็นในการพัฒนาของกระดูกตามปกติจำเป็นสำหรับการสร้างเสริมระบบโครงร่างของร่างกาย

- วิตามิน ซี เป็นวิตามินที่มีกลไกในการต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) และยังช่วยเสริมสร้างผนังหลอดเลือดให้แข็งแรง ช่วยในการดูดซึมแร่ธาตุต่างๆ และเสริมสร้างเซลล์ให้แข็งแรง

- สังกะสี จำเป็นสำหรับการเติบโต การเจริญของระบบสืบพันธุ์ สำคัญในการสร้างกระดูกตามปกติ และช่วยในการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์

- ทองแดง มีความสำคัญในระบบโครงสร้างเนื้อเยื่อเกี่ยวพันร่วมกับวิตามินซีในการสร้างอีลาสติน จำเป็นสำหรับการเผาผลาญโปรตีน และการสร้างสีของผิวหนังและสีผม

- วิตามิน อี เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันไม่ให้เซลล์เสื่อมสภาพจำเป็นต่อการเจริญและพัฒนาของเซลล์ประสาท
แคลเซียมกับกระดูก

          แคลเซียมเป็นธาตุที่มีมากที่สุดของร่างกาย เป็นโครงสร้างหลักของกระดูกและฟัน ในเด็กแคลเซียมจำเป็นต่อการเจริญเติบโตและความสูง เป็นแร่ธาตุที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งสำหรับเด็กในช่วง “วัยปีทอง” (Growth spurt) ซึ่งเป็นช่วงสะสมมวลกระดูกสำหรับการเจริญเติบโต และเพิ่มมวลกระดูกให้มีปริมาณสูงสุด สำหรับในผู้ใหญ่ หากร่างกายไม่ได้รับแคลเซียมในปริมาณที่พอเพียง ร่างกายจะดึงแคลเซียมที่สะสมอยู่ในกระดูกออกมาใช้ และหากไม่ได้รับอย่างพอเพียงเป็นประจำ แคลเซียมในกระดูกจะถูกดึงออกมามากจนกระทั่งกระดูกพรุน เปราะ ทำให้ความแข็งแรงของกระดูกลดลงจึงแตกหักได้ง่าย แม้ว่าได้รับแรงกระแทกเพียงเล็กน้อย ซึ่งอาการดังกล่าวคืออาการของ “โรคกระดูกพรุน” (Osteoporosis) โดยหากเป็นรุนแรงแล้วจึงจะแสดงอาการออกมา เช่น ปวดหลังเรื้อรังหลังค่อมจากการยุบตัวลงของกระดูกสันหลัง หรือกระดูกสะโพกหักทำให้เดินไม่ได้เหมือนเดิม ในผู้หญิงมีโอกาสเกิดโรคนี้ได้มากกว่าผู้ชายหลายเท่า (ประมาณ 4 เท่า) และผู้หญิงในวัยหมดประจำเดือนนั้น ในช่วง 5 ปีแรกมวลกระดูกจะลดลงอย่างรวดเร็ว จึงมีโอกาสเกิดโรคกระดูกพรุนได้ง่าย ดังนั้น คนที่มีการสะสมมวลกระดูกมากตั้งแต่วัยเด็กถึงวัยหนุ่มสาว เมื่อเข้าสู่วัยหมดประจำเดือนและวัยชราจะยังมีมวลกระดูกอยู่เหลือมากกว่าคน ที่มีการสะสมมวลกระดูกน้อย และลดความเสียงต่อการเกิดโรคกระดูกพรุนในวัยสูงอายุ (อ้างอิงที่ 1-5)
ความต้องการแคลเซียมต่อวัน

           สถานการณ์เกี่ยวกับโภชนาการของแคลเซียมในประเทศไทยมีรายงานสำรวจภาวการณ์ บริโภคอาหารของประชาชนไทย พบว่าโดยเฉลี่ยแล้ว คนไทยรับประทานแคลเซียมจากอาหารประจำวันได้เพียง 301 มก.ต่อวัน ซึ่งค่อนข้างต่ำ (อ้างอิงที่ 6) ขณะที่ทางกระทรวงสาธารณสุขได้จัดทำข้อมูลสารอาหารที่แนะนำให้บริโภคประจำวัน สำหรับคนไทยอายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไป (Thai Recommended Daily Intakes-Thai RDI) (อ้างอิงที่ 7) โดยแนะนำว่า ปริมาณแคลเซียมที่ควรรับประทานต่อวันอยู่ที่ 800 มก. หรือเมื่อเทียบกับนมกล่อง(UHT) ซึ่งมีค่าปริมาณแคลเซียมอยู่ที่ 122 มก./100 มล. แล้ว (อ้างอิงที่ 8) เทียบเท่ากับการดื่มนมประมาณวันละ 650 ซีซี หรือประมาณ 3 กล่อง

           อย่างไรก็ตามปริมาณแคลเซียมที่ร่างกายต้องการจะเปลี่ยนแปลงตามช่วงอายุ โดยมีข้อมูลจากมูลนิธิโรคข้อในพระราชูปถัมภ์ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี แสดงถึงรายละเอียดความต้องการแคลเซียมต่อวันของบุคคลในช่วงอายุต่างๆ ดังนี้ (อ้างอิงที่ 9)
  • เด็กเล็ก 600 มก
  • เด็ก 800 มก.
  • วัยรุ่น 1,200 มก.
  • ผู้ใหญ่ ( 25-50 ปี ) 1,000 มก.
  • คนแก่ 1,000 มก.
  • สตรีหลังหมดประจำเดือน  1,500-2,000 มก.
       แคลเซียมจึงเป็นสารอาหารจำเป็น ที่คนไทยจำนวนมากขาดแคลนนอกจากการดื่มนมทุกวันแล้ว อาหารเสริมแคลเซียมเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้บริโภคเช่นกัน

เอกสารอ้างอิง

1. เครือข่ายวิชาการสุขภาพเรื่อง แคลเซียม, วิตามินดี, แมกนีเซียม, แมงกานีส, วิตามินซี, สังกะสี, ทองแดง และวิตามินอี. สำนักงานคระกรรมการอาหารและยา
2. Calcium needs of adolescents. Curr Opin Pedlatr. 1994 Aug:6(4):379-82.
3. Calcium, American Academy of Orthopaedic Surgeons.
4. แคลเซียมกับโรคกระดูกพรุน, กองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข
5. Osteoporosis-related life habits and knowledge about osteoporosis among women in El Salvador: A cross-sectional study BMC Musculoskelet Disord. 2004; 5: 29.
6. กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข “ข้อกำหนดสารอาหารที่ควรได้รับประจำวันและแนวทางการบริโภคอาหารสำหรับคนไทย” พ.ศ.2532 หน้า 85-90
7. ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 182) พ.ศ. 2541 เรื่อง ฉลากโภคชนาการ
8. ตารางแสดงคุณค่าทางโภชนาการของอาหารไทย, คณะกรรมการสวัสดิการกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ISBN : 974-515-295-1 หน้า 59
9. โรคกระดูกบาง กระดูกพรุน, มูลนิธิโรคข้อในพระราชูปถัมภ์ ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

สามารถนำรหัสสมาชิก 47024879 ไปซื้อได้ที่สำนักงานธุรกิจกิฟฟารีนทั่วประเทศ
สั่งซื้อออนไลน์ หรือติดต่อสอบถามข้อมูล


เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับน้ำมันปลา

16:08 0 Comments
         ใน ปัจจุบันเป็นที่ยอมรับกันแพร่หลายในวงการแพทย์ว่า น้ำมันปลา คือ หนึ่งในอาหารเสริมสุขภาพที่ให้ประโยชน์สูงสุดต่อผู้บริโภค ให้ผลดีมากในการลดไขมันในเลือด และลดระดับไตรกรีเซอไรด์ในเลือด ป้องกันโรคหัวใจ โรคความดันสูง และโรคเบาหวาน

น้ำมันปลาแตกต่างจากน้ำมันตับปลาอย่างไร ?
        คน ไทยเรารู้จัก “ น้ำมันตับปลา ” มาเป็นเวลานาน โดยใช้เป็นอาหารเสริมซึ่งมีวิตามินที่สำคัญคือ วิตามินเอ และ ดี น้ำมันตับปลาเป็นน้ำมันที่สกัดจากตับปลาทะเลบางชนิด เช่น ปลาคอด (COD) ส่วนน้ำมันปลาที่เราจะกล่าวถึงนี้ไม่ใช่น้ำมันตับปลาแต่เป็นน้ำมันที่สกัดมา จากส่วนหัวหรือเนื้อปลาทะเล ในน้ำมันปลานี้จะอุดมไปด้วยกรดไขมันจำเป็น ซึ่งร่างกายมนุษย์ไม่สามารถสังเคราะห์ขึ้นมาเองได้ กรดไขมันจำเป็นชนิดนี้เป็นกรดไขมันประเภทไม่อิ่มตัว มีชื่อเรียกว่า “ โอเมก้า- 3 ” ซึ่งมีอยู่มากในน้ำมันปลาเป็นปริมาณมาก

น้ำมันปลาประกอบด้วยอะไรบ้าง ?

         น้ำมัน ปลาประกอบด้วยกรดไขมันจำเป็นประเภทโอเมก้า 3 อยู่มาก ซี่งในกลุ่มของโอเมก้า 3 นั้นเรายังสามารถแบ่งได้เป็น 2 ชนิด ที่สำคัญคือ

1. กรดโดโคซาเฮกอีโนอิก (Docosahexaenoic Acid) หรือ DHA
2. กรดไอโคซาเพนทาอีโนอิก (Eicosapentaennoic Acid) หรือ EPA
น้ำมันปลาช่วยลดไขมันในเลือดได้อย่างไร ?

         จาก การศึกษาพบว่า สามารถลดระดับของไตรกีรเซอไรด์ในเลือดได้ถึง 19 – 24 % แต่ไม่ลดโคเลสเตอรอล การที่น้ำมันปลาสามารถลดไขมันเลือดได้นี้ เชื่อว่า เกิดจากที่ DHA /EPA ลดการสร้างไตรกรีเซอไรด์ลง และไปยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ในตับชื่อ Acylransferases และ Phosphatidatephoshydrolase นอกจากนี้น้ำมันปลายังช่วยเพิ่มปริมาณของ DHL ซึ่งจะทำให้มีการเก็บโคเลสเตอรอลในเลือดและผนังหลอดเลือดกลับสู่ตับ และเปลี่ยนน้ำดีเพื่อขับออกนอกร่างกาย
น้ำมันปลาช่วยลดการบวมของโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ได้อย่างไร ?

          สาร DHA /EPA จะลดการสร้างโพรสตาแกลนดิน ชนิดลิวโคไตรอีน ซึ่งเป็นสารก่อการอักเสบ ทำให้สามารถลดการอักเสบและบวมของข้อได้

          จาก การทดลองของ Tulleken และคณะ ได้ให้ผู้ป่วยโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์รับประทานน้ำมันปลา 12 กรัม / วัน พบว่าการบวมของข้อรวมทั้งการเคลื่อนไหวลำบากของข้อลดลง ซึ่งเราสามารถใช้น้ำมันปลาเป็นอาหารเสริมร่วมกับยาที่ใช้อยู่เพื่อลดการบวม และการอักเสบของข้อได้
น้ำมันปลาจะช่วยในโรคเส้นเลือดหัวใจอุดตันได้อย่างไร ?

           น้ำมัน ปลาช่วยในโรคเส้นเลือดหัวใจอุดตัน โดยกลไกการจับตัวของเกล็ดเลือด ทำให้เลือดไหลเวียนคล่องขึ้น จึงลดทั้งอุบัติการณ์การเป็นโรคนี้ และลดอัตราการตีบซ้ำในผู้ที่เป็นโรคนี้แล้ว
สาร DHA ในน้ำมันปลาช่วยบำรุงสมองได้อย่างไร ?

           ใน ประเทศญี่ปุ่นช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีผลงานวิจัยแสดงผลอย่างชัดเจนว่า สาร DHA ในน้ำมันปลามีส่วนสำคัญในการพัฒนาสมอง โดยสาร DHA จะช่วยบำรุงสมองให้ทำงานดีขึ้น DHA ผ่านเข้าไปในสมองและเสริมสร้างการเจริญเติบโตของปลายประสาทที่เรียกว่า Dendrite บริเวณของ Dendrite นี้จะทำหน้าที่ถ่ายทอดสัญญาณและผ่านข้อมูลระหว่าเซลล์สมองด้วยกัน ดังนั้นจึงมีการแนะนำให้รับประทานเนื้อปลา

เอกสารอ้างอิง

1. Fish consumption and risk of sudden cardiac death. JAMA 1998;279(1):23-8.
2. Effect of garlic and fish-oil supplementation on serum lipid and lipoprotein concentrations in hypercholesterolemic men. Am J Clin Nutr 1997;65(2):445-50.
3. Effects of docosahexaemoic acid on serum lipoproteins in patients with combined hyperlipidemia: a randomized, double-blind, placebo-controlled trial. J Am Coll Nutr 1997;16(3):236-43.
4. Fish-oil fatty acid supplementation in active rheumatoid arthritis A double-blinded, controlled, crossover study. Ann lntern Med 1987;106(4):497-503.
5. Validation of a meta-analysis: the effects of fish oil in rheumatoid arthritis. J Clin Epidemiol 1995;48(11):1379-90.
6. Fatty acid composition of human brain phospholipids during normal development. J Neurochem 1998;71(6):2528-33.
7. Neonatal polyunsaturated fatty acid metabolism. Lipids 1999;34(2):139-49.

สามารถนำรหัสสมาชิก 47024879 ไปซื้อได้ที่สำนักงานธุรกิจกิฟฟารีนทั่วประเทศ
สั่งซื้อออนไลน์ หรือติดต่อสอบถามข้อมูล


เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับอาหารสุขภาพที่มีคุณประโยชน์ต่อกระดูกและข้อ

15:14 0 Comments

              ข้อต่อของร่างกายที่เคลื่อนไหวได้ จะประกอบด้วยปลายของกระดูก 2 ชิ้นที่บุด้วยกระดูกอ่อนมาประกอบกัน มีพังผืดหุ้มรอบข้อต่อ ภายในข้อต่อบุด้วยเยื่อสร้างน้ำหล่อเลี้ยงข้อต่อ ช่องว่างของข้อต่อมีน้ำหล่อเลี้ยงบรรจุอยู่ หน้าที่ของข้อต่อคือเพื่อการเคลื่อนไหวและรับน้ำหนัก ดังนั้นกระดูกอ่อนจึงทำหน้าที่เป็นตัวกันการสะเทือนน้ำหล่อเลี้ยงข้อต่อเปรียบเสมือนน้ำมันเครื่อง ถ้าปราศจากกระดูกอ่อนและน้ำหล่อเลี้ยงข้อต่อแล้ว ข้อต่อจะเกิดการเสียดสีมากทำให้เสื่อมอย่างรวดเร็ว

               อาหารสุขภาพที่มีงานวิจัยรองรับว่ามีคุณประโยชน์ต่อกระดูกและข้อมีหลายชนิด อาทิเช่น

              แคลเซียมเป็นโครงสร้างหลักของกระดูก หากไม่ได้รับแคลเซียมในปริมาณที่พอเพียง ร่างกายจะดึงแคลเซียมที่สะสมอยู่ในกระดูกออกมาใช้ และหากได้รับอย่างไม่พอเพียงเป็นประจำ แคลเซียมในกระดูกจะถูกดึงออกมามากจนกระทั่งกระดูกพรุน เปราะ ทำให้ความแข็งแรงของกระดูกลดลง แตกหักได้ง่าย แม้ว่าได้รับแรงกระแทกเพียงเล็กน้อย การได้รับแคลเซียมเสริมจึงช่วยเสริมความแข็งแรงให้แก่กระดูก (อ้างอิงที่ 1-3)

             คอลลาเจนเป็นโปรตีนที่เป็นองค์ประกอบหลักของกระดูกอ่อน (Cartilage) ซึ่งบุอยู่ที่ส่วนปลายกระดูกข้อต่อ การเสริมด้วยคอลลาเจนจึงอาจจะมีประโยชน์ในกระบวนการสร้างกระดูกอ่อน นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยในผู้ป่วยโรคข้อรูมาตอยด์ พบว่าการให้สารสกัดจากคอลลาเจนทำให้อาการโรคข้อดีขึ้น (อ้างอิงที่ 4-5)

            น้ำมันปลามี DHA และ EPA ซึ่ง่จะช่วยลดการสร้างโพรสตาแกลนดิน (Prostaglandin) ชนิดลิวโคไตรอีน (Leukotrienes) ซึ่งเป็นสารก่อการอักเสบ (Proinflammatory Mediator) ทำให้สามารถลดการอักเสบและบวมของข้อได้ มีงานวิจัยที่ใช้น้ำมันปลากับผู้ป่วยโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ (Rheumatiod Arthritis) พบว่าการบวมของข้อ (Joint Swelling Index) รวมทั้งการเคลื่อนไหวลำบากของข้อ (Duration of Morning Stiffness) ลดลง (อ้างอิงที่ 6-7)

เอกสารอ้างอิง

1. แคลเซียมกับโรคกระดูกพรุน, กองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข
2. Calcium needs of adolescents. Curr Opin Pediatr. 1994 Aug;6(4):379-82
3. Osteoporosis-related life habits and knowledge about asteoporosis among women in El Salvador: a cross-sectional study. BMC Musculoskelet Disord. 2004 Aug 26;5:29.
4. Effects of orally administered undenatured type ll collagen against arthritic inflammatory diseases: a mechanistic exploration. Int J Clin Pharmacol Res. 2002;22(3-4):101-10,
5. Role of collagen hydrolysate in bone and joint disease. Semin Arthritis Rheum. 2000 Oct;30(2):87-99,
6. Fish-oil fatty acid supplementation in active rheumatoid arthritis, A double-blinded, controlled, crossover study. Ann Intern Med, 1987 Apr;106(4):497-503.
7. Validation of a meta-analysis: the effects of fish oil in rheumatoid arthritis. J Clin Epidemiol, 1995 Nov;48(11):1379-90.

สามารถนำรหัสสมาชิก 47024879 ไปซื้อได้ที่สำนักงานธุรกิจกิฟฟารีนทั่วประเทศ
สั่งซื้อออนไลน์ หรือติดต่อสอบถามข้อมูล


เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ ดีเอชเอและการทำงานของสมอง

13:54 0 Comments
          น้ำมันปลา ประกอบด้วยกรดไขมันจำเป็นประเภทโอเมก้า 3 อยู่ในปริมาณสูง ซึ่งในกลุ่มของโอเมก้า 3 นั้น มีกรดไขมันไม่อิ่มตัว 2 ชนิดที่สำคัญได้แก่ 1. กรดโดโคซาเฮกซาอีโนอิก (Docosahexaenoic Acid) หรือ DHA 2. กรดไอโคซาเพนทาอีโนอิก (Eicosapentaenoic Acid) หรือ EPA

         แหล่งของ DHA และ EPA ในธรรมชาติพบมากในปลาทะเล และสาหร่าย โดย EPA จะมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดอุดตัน โรคหลอดเลือดหัวใจ ช่วยลดระดับของไตรกลีเซอร์ไรด์ในเลือด (อ้างอิงที่ 1) ขณะที่ DHA มีความสำคัญต่อการทำงานของสมอง เพราะเป็นโครงสร้างพื้นฐานของเซลล์สมอง

        ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีผลงานวิจัยแสดงอย่างชัดเจนว่า สาร DHA ในน้ำมันปลามีส่วนสำคัญในการพัฒนาสมอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงตั้งแต่แรกเกิดที่ต้องการ DHA ในปริมาณมากและเพียงพอ เพื่อใช้ในการพัฒนาสมองได้อย่างเต็มที่ในวัยผู้ใหญ่ (อ้างอิงที่ 2) DHA จะผ่านเข้าไปในสมองและเสริมสร้างการเจริญเติบโตของปลายประสาทที่เรียกว่า เดนไดรต์ (dendrite) ซึ่งจะทำหน้าที่ถ่ายทอดสัญญาณและส่งผ่านข้อมูลระหว่างเซลล์สมองด้วยกัน ทำให้เกิดการเรียนรู้และการจดจำ (อ้างอิงที่ 3) นอกจากนี้ DHA ยังมีความสำคัญต่อระบบประสาทตาและระบบการทำงานของสายตาอีกด้วย (อ้างอิงที่ 2)

         DHA ยังช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคความจำเสื่อม ชนิดที่เป็นที่รู้จักกันดีคือ โรคอัลไซเมอร์ ซึ่งเป็นโรคที่พบได้บ่อยในกลุ่มโรคความจำเสื่อม โดยจะมีการเสื่อมของเซลล์สมองในส่วนที่ควบคุมการเรียนรู้และความจำ โรคนี้ส่วนใหญ่พบในผู้สูงอายุที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป และอัตราความเสี่ยงของโรคจะเพิ่มขึ้นตามอายุที่มากขึ้น (อ้างอิงที่ 4) โดยเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยด้วยโรคความผิดปกติของหลอดเลือด ได้แก่ โรคหลอดเลือดหัวใจ เบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดสูง ถือเป็นกลุ่มเสี่ยงสำคัญที่อาจเกิดเซลล์สมองฝ่อเร็วกว่าคนทั่วไป (อ้างอิงที่ 5)

         โรคอัลไซเมอร์ จะส่งผลให้เกิดความจำเสื่อม การทำงานประสานของร่างกายลดลง พฤติกรรมเปลี่ยนแปลง หลงลืม สับสน และไม่สามารถปฏิบัติงานที่เคยทำปกติได้ การมีเหตุผลจะลดลง ที่สำคัญคือเมื่อเกิดขึ้นแล้วไม่สามารถรักษาให้หายได้(อ้างอิงที่ 4) ปัจจุบันมีผู้ป่วยด้วยโรคนี้ทั่วโลกประมาณ 33.9 ล้านคน และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 3 เท่าในอีก 40 ปีข้างหน้า สำหรับในประเทศไทยซึ่งมีผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปทั้งหมดประมาณ 8.3 ล้านคน คาดว่าจะมีผู้ที่มีความเสี่ยงเป็นโรคอัลไซเมอร์ประมาณ 8.3 แสนคน และคาดการณ์ได้ว่าโรคอัลไซเมอร์จะเป็นปัญหาทางสาธรณสุขที่รุนแรงขึ้นในอนาคต ซึ่งไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อผู้เป็นโรคเท่านั้น ยังส่งผลกระทบต่อคนในครอบครัวอีกด้วย ดังนั้น โรคอัลไซเมอร์จึงเป็นโรคที่น่ากังวลในปัจจุบันและอนาคตเป็นอย่างมาก (อ้างอิงที่ 6)

          หนึ่งในสาเหตุของการเกิดโรคอัลไซเมอร์คือ การสะสมของ อะไมลอยด์ เบต้า (Amyloid Beta) จนกลายเป็น อะไมลอยด์ พล๊าค (Amyloid Plaques) ซึ่งมีความเป็นพิษต่อเซลล์ประสาท โดยจะทำลายสมดุลไอออน ทำให้เกิดอนุมูลอิสระ ทำลายโครงสร้างของเยื่อหุ้มเซลล์ที่มีไขมันและโปรตีนเป็นส่วนประกอบ และทำให้เกิดการกระตุ้นเซลล์ Microglia ซึ่งเมื่อ Microglia ถูกกระตุ้นจะทำให้เกิดการหลั่งสารที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบที่เป็นพิษต่อ ระบบประสาท ซึ่งเป็นสาเหตุให้เซลล์สมองถูกทำลาย (อ้างอิงที่ 4,7)

          มีงานวิจัยสนับสนุนว่า DHA ในน้ำมันปลาช่วยเพิ่มสารที่มีชื่อว่า LR11 โปรตีน ซึ่งสามารถช่วยลดการเกิดอะไมลอยด์ เบต้า (Amyloid Beta) ที่จะรวมตัวเป็น อะไมลอยด์ พล๊าค (Amyloid Plaques) หนึ่งในสาเหตุของการเกิดโรคอัลไซเมอร์ได้ (อ้างอิงที่ 8) อีกงานวิจัยที่ทำการทดลองกับผู้สูงอายุ พบว่า การรับประทาน DHA วันละ 900 มก. เป็นเวลา 6 เดือน สามารถเพิ่มความสามารถในการเรียนรู้ และการจดจำได้ดี (อ้างอิงที่ 9) นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยเพิ่มเติมสนับสนุนว่า DHA สามารถชะลอการเกิดโรคสมองเสื่อมประเภทอัลไซเมอร์ได้ โดยที่ไม่มีผลข้างเคียงต่อสุขภาพ และมีความปลอดภัยสูง (อ้างอิงที่ 10) รวมถึงงานวิจัยระบุว่าการที่ร่างกายได้รับ DHA ที่ไม่เพียงพอจะมีแนวโน้มทำให้มีโอกาสเกิดอนุมูลอิสระ เกิดปฏิกริยา lipid peroxidation ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคอัลไซเมอร์ได้ (อ้างอิงที่ 11)

          นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยในประเทศออสเตรเลีย โดยศึกษากับเด็ก อายุ 7-12 ปี ที่มีอาการสมาธิสั้นพบว่า การเพิ่มขึ้นของดีเอชเอในเม็ดเลือดแดง ส่งผลให้เด็กมีการอ่านคำที่ดีขึ้น การสะกดคำที่ดีขึ้น ความสนใจดีขึ้น พฤติกรรมที่ผิดปกติ ความกระสับกระส่าย และอาการสมาธิสั้นโดยรวมลดลง (อ้างอิงที่ 12) และมีงานวิจัยในประเทศโอมาน ระบุว่าเด็ก ที่เป็นโรคออทิซึม หรือ ผู้ป่วยออทิสติก จะมีระดับของ DHA ในเม็ดเลือดแดงต่ำเช่นเดียวกัน (อ้างอิงที่ 13)

          ดังนั้นการรับประทานอาหาร หรือ อาหารเสริมที่มีส่วนประกอบของ กรดโดโคซาเฮกซาอีโนอิก หรือ DHA เป็นประจำ จะมีส่วนสำคัญในการเสริมสร้างพัฒนาการในเด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้น และผู้ป่วยออทิสติก นอกจากนี้ยังลดความเสี่ยงในการเป็นโรคอัลไซเมอร์ในผู้สูงอายุ และมีส่วนช่วยในการพัฒนาสมอง เพิ่มการเรียนรู้ และการจดจำได้อีกด้วย

เอกสารอ้างอิง

1. Robert Oh. Practical Applications of Fish oil (omega-3 fatty acids) in Primary Care. J Am Board Farm Pract 2005;18:28-36
2. A Diet Enriched with the Omega-3 Fatty Acid Docosahexaenoic Acid Reduces Amyloid Burden in an Aged Alzheimer Mouse Model.The Journal of Neuroscience, March 23,2005;25(12):3032-3040
3. ทางเลือกในการพัฒนาสมองด้วยสาร DHA โดย สิงหะเนติ, สรวงสุดา 2541 สาร DHA ทางเลือกในการพัฒนาสมอง วิทยาศาสตร์และโทคโนโลยี 13(2)พค.-สค. (ออนไลน์): http://www.school.net.th/library/snet4/anatomy/dha.htm
4. Expression of Amyloid-Beta and Interleukin-13 Recombinant Protein in Escherichia coli . National Graduate Research Conference Nokhon Ratchasima Rajabhat University.
5. Risk factors: Alzheimer’s association [Internet]. 2008 :[about 5 p.].Available from: http://www.alz.org/alzheimers_disease_causes_risk_factors.asp
6. การพัฒนาโปรแกรมตรวจคัดกรองความเสี่ยงต่อโรคอัลไซเมอร์ได้ด้วยสมาร์ทโฟน : สำนักงานสารนิเทศและประชาสัมพันธ์ กระทรวงสาธารณสุข (ออนไลน์). กุมภาพันธ์ 2556 : 1หน้า : http://203.157.19.14/iprg/include/admin_hotnew/show_hotnew.php?idHot_new=53497
7. Omega- 3 fatty acids and dementia. Prostaglandins Leukot Essent Fatty Acids. Aug-Sep 2009;81(2-3):213-21.
8. Omega-3 Fatty Acid Docosahexaenoic Acid Increases SorLA/LR11, a Sorting Protein with Reduced Expression in Sporadic Alzheimer’s Disease (AD): Relevance to AD Prevention. J Neurosci, December 26,2007;27(52):14299-14307.
9. Beneficial effects of docosahexaenoic acid on cognition in age- related cognitive decline. Alzheimer’s & Dementia: The journal of the Alzheimer’s association, November 2010, Volume 6, Issue 6, Pages 456-464.
10. DHA May Prevent Age-Related Dementia. J Nutr. April 2010; 140(4):869-874.
11. ประโยชน์ของน้ำมันปลา ( Fish Oil) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (ออนไลน์). http://www.thaihealth.or.th/healthcontent/article/17557
12. Eicosapentaenoic and docosahexaenoic acids, cognition, and behavior in children with attention-deficit/hyperactivity disorder: a randomized controlled trial. Nutrition, June 2012; 28(6):670-7.
13. Impact of nutrition on serum levels of docosahexaenoic acid among Omani children with autism. Nutrition, June 2013; S0899-9007(13)00196-2.

สามารถนำรหัสสมาชิก 47024879 ไปซื้อได้ที่สำนักงานธุรกิจกิฟฟารีนทั่วประเทศ
สั่งซื้อออนไลน์ หรือติดต่อสอบถามข้อมูล


เรื่องน่ารู้ของน้ำมันรำข้าว และน้ำมันจมูกข้าว

13:44 0 Comments

          เมล็ดข้าวที่กะเทาะเปลือกออกแล้วประกอบด้วยส่วนสำคัญ 3 ส่วน คือ 1. จมูกข้าว (ส่วนปลายแหลมของเมล็ดข้าว) 2. รำข้าว (เยื่อสีน้ำตาที่ห่อหุ้มเมล็ดข้าว) 3. ข้าวสาร (เนื้อเมล็ดข้าวที่มีลักษณะเป็นแป้งสีขาว)

        เนื้อเมล็ดข้าวสีขาวเกือบทั้งหมดเป็นแป้งและน้ำตาล แต่สาระสำคัญอีกจำนวนมากจะมีอยู่ที่จมูก
และรำข้าว เมื่อนำมาสกัดด้วยกรรมวิธีแล้ว จะได้ผลิตภัณฑ์น้ำมันจากข้าวได้แก่ น้ำมันรำข้าว (Rice Bran Oil) และน้ำมันจมูกข้าว (Rice Germ Oil)
ส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์น้ำมันจากข้าว

ทั้งน้ำมันรำข้าว(Rice Bran Oil) และน้ำมันจมูกข้าว (Rice Germ Oil) ส่วนประกอบหลักดังนี้

- กรดไขมันไม่อิ่มตัว ชนิดไลโนเลอิก (Linoleic) และกรดโอเลลิก (Oleic) ในน้ำมันรำข้าวและจมูกรำ
ข้าวจะไม่มีโคเรสเตอรอล ซึ่งโดยปกติในพืชและผลิตภัณฑ์จากพืชทุกชนิดจะไม่มีโคเรสเตอรอล นอกจากนี้ยังพยกรดไขมันไม่อิ่มตัวไลโนเลนิก (Linoleic) อยู่ด้วย

- สารประกอบที่ละลายในไขมัน ได้แก่ สารพวกไฟโตสเตอรอล (Phytosterol) สารต้านอนุมูลอิสระต่าง ๆ เช่น โอรีซานอล (Oryzanol) และสารกลุ่มวิตามินอี ได้แก่ โทโคเฟอรอล (Tocopherol) และโทโคไตรอีนอล (Tocotrienol) กรดไลโนเลอิก เป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน (Polyunsaturated fatty acid, PUFA) มีฤทธิ์ในการลดโคเรสเตอรอลและแอลดีแอล โคเลสเตอรอล (LDL-Cholesterol) cแอลดีแอล-โคเรสเตอรอลเป็นโคเรสเตอรอลชนิดไม่ดี ที่มีส่วนทำให้เกิดการอุดตันในผนังหลอดเลือดแดง นอกจากนี้กรดไลโนเลอิกยังเป็นสารตั้งต้นในการสังเคราะห์กรดไขมันสายยาวในกลุ่มโอเมกา 6 ที่ใช้เป็นส่วนประกอบของเยื่อหุ้มเซลล์ที่สำคัญ ได้แก่ เซลล์สมองและเซลล์ประสาท กรดโอเลอิก หรือ กรดไขมันโอเมก้า 9
เป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว (Monounsaturated fatty acid, MUFA) ช่วยลดแอลดีแอล-โคเรสเตอรอล แต่จะเพิ่มเอซดีแอล-โคเรสเตอรอล (HDL-Cholesterol) ซึ่งเป็นโคเรสเตอรอลชนิดที่ดี ที่จะช่วยพาโคเรสเตอรอลในเซลล์และในกระแสเลือดไปเผาผลาญ ป้องกันเส้นเลือดตีบได้ ลดการอุดตันในผนังหลอดเลือก เช่นเดียวกับกรดไขมันไลโนเลอิก

       น้ำมันรำข้าวและน้ำมันจมูกข้าว ยังมีงานวิจัยโดยตรงที่เชื่อถือได้ในคน คือ เป็นงานวิจัยแบบมีกลุ่มควบคุม (Randomized Controlled Trial) ในผู้ที่มีไขมันในเลือดสูง ผลการวิจัยพบว่าสามารถลดไขมันโคเสเตอรอล และแอลดีแอล-โคเรสเตอรอลได้จริง (อ้างอิงที่ 1) กรดไลโนเลอิกเป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน (Polyunsaturated fatty acid, PUFA) เป็นสารตั้งต้นในการสังเคราะห์กรดไขมันสายยาวในกลุ่มโอเมก้า 3 ที่ใช้เป็นส่วนประกอบของเยื่อหุ้มเซลล์ที่สำคัญได้แก่ เซลล์สมอง และเซลล์ประสาท
โอรีซานอล และสารกลุ่มวิตามิน อี
       น้ำมันรำข้าวและน้ำมันจมูกข้าว ยังมีสารต้านอนุมูลอิสระต่าง ๆ เช่น สารกลุ่มวิตามินอี (โทโคเฟอรอล และโทโคไตรอีนอล) และโอรีซานอล โดยเฉพาะโอรีซานอลจะมีอยู่แต่มนน้ำมันจากข้าวเท่านั้น และมีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระแรงกว่าสารกลุ่มวิตามินอี ทั้งโอรีซานอลและโทโคไตรอีนอล มีผลในการลดระดับโคเลสเตอรอลโคยตรง โดยที่โอรีซานอลช่วยลดการดูดซึมโครเลสเตอรอลจากอาหาร ขณะที่โทโคไตรอีนอลขัดขวางการสังเคราะห์โคเลสเตอรอลในร่างกาย นอกจากนี้ทั้งโอรีซานอลและสารกลุ่มวิตามินอี จะลดการเกิดออกซิไดซ์แอลดีแอล (Oxidised LDL) ลดการเกิดหลอดเลือดแข็ง และลดการเกิดโคเลสเตอรอลออกไชด์ เมื่อร่างกายได้รับเลสเตอรอลออกไซด์น้อย จะลดการทำลายเซลล์ภายในหลอดเลือด ลดการสะสมพล๊าค (Plaque) หรือตะกอนในผนังหลอดเลือดไฟโตสเตียรอล

        น้ำมันรำข้าวและน้ำมันจมูกข้าว ยังมีสารประกอบกลุ่มไฟโตสเตียรอล ซึ่งไฟโตสเตียรอลหลายชนิดจะช่วยลดการดูดซึมโคเลสเตอรอลอีกทางหนึ่ง (อ้างอิงที่ 2,3)

เอกสารอ้างอิง

1.Similar cholesterol-lowering properties of rice bran oil, with varied gamma-oryzanol, in mildly hypercholesterolemic men.

2.นัยนา บุญทวียุวัฒน์ และเรวดี จงสุวัฒน์. น้ำมันรำข้าวทางเลือกเพื่อสุขภาพของคนไทย. กรุงเทพฯ: โอนเดียนสโตร์, 2454. 64 หน้า

3.ไขมันในเลือด Cholesterol, triglyceride, HDL, LDL., สภาเทคนิคการแพทย์: The Medical Technology Councill. http://www.mtcouncill.org/publicpage.php-id=9.htm

สามารถนำรหัสสมาชิก 47024879 ไปซื้อได้ที่สำนักงานธุรกิจกิฟฟารีนทั่วประเทศ
สั่งซื้อออนไลน์ หรือติดต่อสอบถามข้อมูล


วันเสาร์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2561

เรื่องน่ารู้ของเครื่องดื่มขิง และสารอาหารเพื่อประโยชน์ในการควบคุมน้ำหนัก

23:07 0 Comments
         ขิงเป็นพืชล้มลุกตระกูลเดียวกับข่า ขมิ้น และกระวาน มีลำต้นใต้ดินลักษณะคล้ายมือ หรือที่เรียกว่า “เหง้า” สำหรับขิงอ่อน เนื้อภายในเหง้าจะมีสีขาวอมเหลือง มีรสเผ็ดและกลิ่นหอมเฉพาะตัว แต่หากเป็นขิงแก่ เนื้อภายในจะมีสีเหลืองอมเขียว และยิ่งแก่ ยิ่งมีรสเผ็ดร้อนมากขึ้น ขิงเป็นพืชที่ปลูกได้ดีในเขตร้อน โดยแหล่งปลูกที่สำคัญ ได้แก่ อินเดีย จีน ออสเตรเลีย ฟิจิ ไต้หวัน และไทย
Ginger (Zingiber officinale Rosc.) (อ้างอิงที่ 1)
         ขิงเป็นพืชล้มลุกตระกูลเดียวกับข่า ขมิ้น และกระวาน มีลำต้นใต้ดินลักษณะคล้ายมือ หรือที่เรียกว่า“เหง้า” สำหรับขิงอ่อน เนื้อภายในเหง้าจะมีสีขาวอมเหลือง มีรสเผ็ดและกลิ่นหอมเฉพาะตัว แต่หากเป็นขิงแก่ เนื้อภายในจะมีสีเหลืองอมเขียว และยิ่งแก่ ยิ่งมีรสเผ็ดร้อนมากขึ้น ขิงเป็นพืชที่ปลูกได้ดีในเขตร้อน โดยแหล่งปลูกที่สำคัญ ได้แก่ อินเดีย จีน ออสเตรเลีย ฟิจิ ไต้หวัน และไทย(อ้างอิงที่2)
         คุณสมบัติโดดเด่นของขิง คือ ช่วยในการขับลม แก้ท้องอืด จุกเสียด แน่นเฟ้อ เนื่องจากสารสำคัญที่อยู่ในน้ำมันหอมระเหยของขิง จะออกฤทธิ์กระตุ้นการบีบตัวของกระเพาะอาหารและลำไส้ อีกทั้งการดื่มน้ำขิงยังมีส่วนช่วยบรรเทาอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือเมารถได้ หรือหากผสมน้ำมะนาวและเกลือป่นเล็กน้อยลงในน้ำขิง ใช้จิบแก้ไอ และขับเสมหะได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้การดื่มน้ำขิงร้อนๆ ยังช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายจากความเครียดได้ดีอีกด้วย(อ้างอิงที่1, 3)
คุณประโยชน์ของขิงจากงานวิจัย
  •  กระตุ้นการย่อยอาหารให้ดีขึ้น ในคนไข้ที่มีอาการอาหารไม่ย่อย(อ้างอิงที่4)
  • ลดอาการแพ้ท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ในกลุ่มสตรีมีครรภ์(อ้างอิงที่5)
  • ช่วยขับ และเพิ่มน้ำนมแม่(อ้างอิงที่6)
  • ลดโคเลสเตอรอล(LDL) และไตรกลีเซอไรด์(อ้างอิงที่7)
        ในปัจจุบัน มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มขิงผงสำเร็จรูปซึ่งเป็นเครื่องดื่มชนิดผงที่ช่วยให้การดำเนินชีวิตมีความสะดวกมากขึ้น  เพราะเตรียมได้ง่าย เพียงเติมน้ำร้อนก็สามารถอร่อยกับรสชาติที่กลมกล่อม มีกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ของขิงได้ทันที ให้ความสดชื่น คลายความเครียดจากการทำงาน ดื่มได้ทุกโอกาสระหว่างวัน และยังสามารถพกติดตัวไปได้ทุกที่ นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มขิงผงสำเร็จรูปเพื่อสุขภาพ ที่ให้ผลทางด้านควบคุมน้ำหนัก โดยมีการเติมส่วนผสมเพิ่มเข้าไปดังนี้
แอล-คาร์นิทีน (L-carnitine)
      แอล-คาร์นิทีน เป็นสารที่ร่างกายสร้างขึ้นได้เอง มีประโยชน์ในการช่วยในการเผาผลาญกรดไขมัน เพื่อนำมาสร้างเป็นพลังงานในกล้ามเนื้อ (อ้างอิงที่ 8)
วิตามินบี
วิตามินบี 1 (Vitamin B1) หรือ ไทอะมีน (Thiamine) ช่วยให้ร่างกายได้พลังงานจากคาร์โบไฮเดรต 
วิตามินบี 2 (Vitamin B2) หรือ ไรโบฟลาวิน (Riboflavin) ช่วยให้ร่างกายได้พลังงานจากคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมัน
วิตามินบี 3 (Vitamin B3) หรือ ไนอะซิน (Niacin) ช่วยให้ร่างกายได้พลังงานจากคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมัน
วิตามินบี 5 (Vitamin B 5) หรือ กรดแพนโททีนิค (Pantothenic acid) ช่วยในการใช้ประโยชน์ (เมตาบอลิซึม) ของไขมัน และคาร์โบไฮเดรต
วิตามินบี 6 (Vitamin B6) หรือ ไพริดอกซีน ไฮโดรคลอไรด์ (Pyridoxine Hydrochloride) มีส่วนช่วยสร้างสารที่จำเป็นในการทำงานของระบบประสาท (อ้างอิงที่ 9)
        การที่ไม่ใช้น้ำตาลในส่วนผสมแต่ใช้สารให้ความหวานแทน ทำให้ไม่ต้องรับประทานน้ำตาล อันจะทำให้ได้รับพลังงานส่วนเกิน
เอกสารอ้างอิง
สถาบันวิจัยสมุนไพร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข. ขิง. [อินเตอร์เน็ต]. 2558. [เข้าถึงเมื่อ28 พฤษภาคม2558]. เข้าถึงได้จาก: http://www.dmsc.moph.go.th/webroot/Plant/MPRI/Q_zingiber.shtm
·       คลังปัญญาไทย. ขิง. [อินเตอร์เน็ต]. 2558. [เข้าถึงเมื่อ28 พฤษภาคม2558]. เข้าถึงได้จาก:  http://www.panyathai.or.th/wiki/index.php/%E0%B8%82%E0%B8%B4%E0%B8%87
·       สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.). ดื่มน้ำขิงมีประโยชน์. [อินเตอร์เน็ต]. 2558. [เข้าถึงเมื่อ28 พฤษภาคม2558]. เข้าถึงได้จาก: http://www.thaihealth.or.th/healthcontent/article/15153
·       Hu M.L., Rayner C.K., Wu K.L., Chuah S.K., Tai W.C., Chou Y.P., Chiu Y.C., Chiu K.W., and Hu T.H. Effect of ginger on gastric motility and symptoms of functional dyspepsia, World J Gastroenterol. 2011; 17(1): 105-10.
·       Ozgoli G., Goli M., and Simbar M. Effects of ginger capsules on pregnancy, nausea, and vomiting. J Altern Complement Med. 2009; 15(3): 243-6.
·       ศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย. อาหาร สมุนไพร และยาเพิ่มน้ำนม. [อินเตอร์เน็ต]. 2558. [เข้าถึงเมื่อ28 พฤษภาคม2558]. เข้าถึงได้จาก:  http://www.thaibreastfeeding.org/content/view/183/94/
·       Alizadeh N.R., Roozbeh F., Saravi M., Pouramir M., Jalali F., and Moghadamnia A.A. Investigation of the effect of ginger on the lipid levels. A double blind controlled clinical trial, Saudi Med J. 2008; 29(9): 1280-4.
·       Heinonen O.J. Carnitine and physical exercise. Sports Med. 1996; 22(2): 109-32.
·       สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา. ประกาศสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาเรื่อง การแสดงข้อความกล่าวอ้างเกี่ยวกับหน้าที่ของสารอาหาร. [อินเตอร์เน็ต]. 2558. [เข้าถึงเมื่อ28 พฤษภาคม2558]. เข้าถึงได้จาก: http://newsser.fda.moph.go.th/food/file/Laws/Announcement%20of%20the%20Food%20and%20Drug%20Administration/Nutrition_Claim(11-08-51).pdf

สามารถนำรหัสสมาชิก 47024879 ไปซื้อได้ที่สำนักงานธุรกิจกิฟฟารีนทั่วประเทศ
สั่งซื้อออนไลน์ หรือติดต่อสอบถามข้อมูล


เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับอันดีเนเจอร์ คอลลาเจน ไทพ์-ทู กับโรคข้อเสื่อม

22:51 0 Comments

           โรคข้อเสื่อม (Osteoarthritis) เป็นความผิดปกติของข้อที่พบได้บ่อยในช่วงเข้าสู่วัยกลางคน และพบได้เพิ่มขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น พบในเพศหญิงได้มากกว่าเพศชาย โดยเฉพาะข้อเข่าเสื่อม สาเหตุเกิดจากความเสื่อมของร่างกาย ทำให้เกิดความไม่สมดุลในการสร้าง การทำลายและการซ่อมแซมภายในข้อ ทำให้กระดูกอ่อนผิวข้อ (Cartilage) ถูกทำลายอย่างช้าๆ  เป็นผลให้กระดูกอ่อนผิวข้อสึกกร่อน ซึ่งโดยปกติกระดูกอ่อนผิวข้อจะทำหน้าที่เป็นเสมือนตัวดูดซับแรงกดภายในข้อ และป้องกันมิให้กระดูกที่อยู่ภายใต้กระดูกอ่อนกระแทกกับกระดูกอีกฝั่ง หากกระดูกอ่อนผิวข้อเหล่านี้ถูกทำลาย ไม่ว่าด้วยสาเหตุใดก็ตาม เมื่อมีน้ำหนักหรือแรงกดที่กระทำกับข้อ ก็จะส่งผลให้กระดูกใต้กระดูกอ่อนผิวข้อสัมผัสกัน กล้ามเนื้อและเอ็นรอบข้อถูกยืด เป็นเหตุให้เกิดอาการปวดตามมา กระดูกใต้กระดูกอ่อนหนาตัวเกิดกระดูกงอกทั้งตรงกลางและริมกระดูก นอกจากนี้เมื่อกระดูกอ่อนผิวข้อถูกทำลาย เยื่อบุผิวข้อจะสร้างน้ำไขข้อลดลงอีกด้วย ผลจากการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ทำให้ผู้ป่วยมีอาการข้อฝืด ใช้งานข้อไม่คล่อง มีเสียงดังในข้อ ปวดหรือเสียวในข้อ โดยเฉพาะเวลาเคลื่อนไหวหรือใช้งานข้อมากกว่าปกติ พบได้บ่อยในตำแหน่งของข้อที่ต้องรับน้ำหนักมาก เช่น ข้อเข่า ข้อสะโพก ข้อต่อกระดูกสันหลัง เป็นต้น

         ปัจจัยที่น่าจะมีส่วนร่วมทำให้กระดูกอ่อนผิวข้อถูกทำลายได้แก่  อายุที่มากขึ้น น้ำหนักตัวที่มากเกินไป กิจกรรมบางอย่างที่ส่งผลให้ข้อต้องรับแรงกดมากจนเกินไป เช่น การนั่งคุกเข่า หรือนั่งพับเพียบ  และปัจจัยทางพันธุกรรม
          กระดูกอ่อนผิวข้อ มีคอลลาเจนไทพ์-ทู  เป็นส่วนประกอบหลัก ขณะที่ผิวหนังจะเป็นคอลลาเจนไทพ์-วัน  ทั้งนี้คอลลาเจนไม่ได้คงอยู่ตลอดไป แต่จะลดลงเมื่ออายุมากขึ้นโดยเฉพาะเมื่ออายุเข้าสู่วัย 30 ปี อัตราการสร้างจะลดลงร้อยละ 1.5 ในทุก ๆ ปี และเกิดในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ทำให้ความยืดหยุ่นและความแข็งแรงของโครงสร้างอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายลดลง เป็นผลให้เกิดปัญหาข้อเสื่อม ปวดข้อ ในส่วนของผิวหนังก็จะเกิดริ้วรอย รอยเหี่ยวย่น ผิวพรรณแห้งกร้าน

          ปัจจุบัน มีเทคโนโลยีการสกัดคอลลาเจนไทพ์- ทู  จากกระดูกอ่อนบริเวณอกไก่ (Chicken Sternum Cartilage) ที่มีกระบวนการพิเศษเฉพาะ ทำให้ได้คอลลาเจนที่เรียกว่า  อันดีเนเจอร์ คอลลาเจน ไทพ์-ทู (Undenatured Collagen type – II)  ซึ่งส่วนที่สำคัญของคอลลาเจนชนิดนี้ คือ เอพพิโทพส์ (Epitopes) อันเปรียบเสมือนเป็นกุญแจที่จะไปหยุดกระบวนการทำลายของกระดูกอ่อนผิวข้อ   
                                        
          Epitopes จะถูกพบในอันดีเนเจอร์ คอลลาเจน เท่านั้น จะไม่ถูกพบในไฮโดรไลซ์คอลลาเจน (Hydrolyzed Collagen)

           การที่อันดีเนเจอร์ คอลลาเจน ไทพ์ – ทู (UC – II) ไปช่วยในเรื่องข้อเสื่อมนั้น อาจอธิบายได้ว่า ร่างกายมีกระบวนการสร้างหรือซ่อมแซมกระดูกอ่อนผิวข้อ โดยสร้างคอลลาเจนจากอาหารที่รับประทานเข้าไป แต่ร่างกายเองก็มีกระบวนการทำลายกระดูกอ่อนผิวข้อโดยที-เซลล์ (T-cell) หากเปรียบถังบรรจุน้ำเป็นกระบวนการสร้างผิวกระดูกอ่อน การเติมน้ำลงในถัง ก็คือการได้รับคอลลาเจน เพื่อไปสร้างหรือซ่อมแซมกระดูกอ่อนผิวข้อ โดยน้ำที่อยู่ในถังก็คือกระดูกอ่อนผิวข้อ ส่วน T-cell ก็คือรูรั่วของถังที่ทำให้น้ำไหลออกจากถัง หากน้ำที่ไหลออกจากถังมีมากกว่าน้ำที่เติมเข้าไป ก็คือ มีการทำลายกระดูกอ่อนผิวข้อมากกว่า น้ำในถังก็จะลดลง เปรียบเสมือนกระดูกอ่อนผิวข้อบางลง ดังนั้น การได้รับอันดีเนเจอร์ คอลลาเจน จึงเป็นการไปอุดรูรั่วของถังหรือลดการทำลายกระดูกอ่อนผิวข้อ ทำให้กลับคืนสู่สภาวะสมดุล

ประสิทธิภาพและความปลอดภัยของการใช้อันดีเนเจอร์ คอลลาเจน ไทพ์-ทู (UC-II) ในโรคข้อเสื่อม

        มีงานวิจัยที่ทดสอบในผู้หญิงอายุ 58-78 ปี ที่ทรมานจากอาการปวดข้อ จำนวน 5 คน ให้รับประทานอันดีเนเจอร์ คอลลาเจน (UC-II)  10 มิลลิกรัมต่อวัน เป็นเวลา 42 วัน พบว่า มีอาการดีขึ้น โดยงานวิจัยนี้อธิบายถึงกลไกการทำงานของ Epitopes ว่า จะไปส่งสัญญาณให้ ที-เซลล์ (T-cell) หยุดการทำลายกระดูกอ่อนผิวข้อ (อ้างอิงที่ 4)

         อีกงานวิจัยหนึ่ง ทำในกลุ่มคนที่มีอาการเจ็บเข่าจากการเคลื่อนไหว (แต่ไม่มีปัญหาในขณะที่พัก) จำนวน 55 คน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มที่ได้รับอันดีเนเจอร์ คอลลาเจน (UC-II)  40 มิลลิกรัมต่อวัน จำนวน 27 คน กับกลุ่มที่ได้ยาหลอก 28 คน เป็นระยะเวลา 120 วัน พบว่า อันดีเนเจอร์ คอลลาเจน (UC-II)  ช่วยบรรเทาอาการปวดที่เกิดจากการเคลื่อนไหวได้ (อ้างอิงที่ 5)

         นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยทำในกลุ่มคน 52 คน ซึ่งแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มที่ได้รับอันดีเนเจอร์ คอลลาเจน 40 มิลลิกรัมต่อวัน จำนวน 26 คน กับกลุ่มที่ได้รับกลูโคซามีน (Glucosamine) 1,500 มิลลิกรัมผสมกับคอนดรอยตินซัลเฟต (Chondroitin Sulfate) 1,200 มิลลิกรัมต่อวัน จำนวน 26 คน เป็นระยะเวลา 90 วัน พบว่า อันดีเนเจอร์ คอลลาเจน ช่วยลดอาการปวดในกลุ่มทดลองได้ และให้ผลดีกว่าอีกกลุ่ม โดยที่ไม่มีผลข้างเคียงใดๆ ทั้งนี้ อันดีเนเจอร์ คอลลาเจน ไทพ์-ทู (UC - II) ช่วยลดการทำลายคอลลาเจน ต้านการอักเสบ และช่วยทำให้เคลื่อนไหวข้อได้ดีขึ้น ทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคข้อเสื่อมดีขึ้น (อ้างอิงที่ 6)

เอกสารอ้างอิง
1.    โรคข้อเสื่อม (Osteoarthritis) ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ. สืบค้นวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2559 จาก http://www.bangkokhealth.com/health/article
2.    โรคข้อเสื่อม บทความวิชาการสำหรับประชาชน สมาคมรูมาติซั่มแห่งประเทศไทย. สืบค้นวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2559 จาก http://www.thairheumatology.org/people01.php?id=80
3.    คอลลาเจน นี้ดีอย่างไร สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา. สืบค้นวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2559 จาก http://www.uniserv.buu.ac.th/forum2/pop_printer_friendly.asp?TOPIC_ID=5999
4.    Effects of orally administered undenatured type II collagen against arthritic inflammatory diseases: a mechanistic exploration. Int J Clin Pharmacol Res. 2002;22 (3-4):101-10.
5.    Undenatured type II collagen (UC-II®) for joint support: a randomized, double-blind, placebo-controlled study in healthy volunteers. J Int Soc Sports Nutr. 2013 Oct 24;10(1):48. doi: 10.1186/1550-2783-10-48.
6.    Safety and efficacy of undenatured type II collagen in the treatment of osteoarthritis of the knee: a clinical trial. Int J Med Sci. 2009; 6(6): 312–321.

สามารถนำรหัสสมาชิก 47024879 ไปซื้อได้ที่สำนักงานธุรกิจกิฟฟารีนทั่วประเทศ
สั่งซื้อออนไลน์ หรือติดต่อสอบถามข้อมูล


วันพุธที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2561

Q & A ซี มิน ดริ๊งค์ (Sea min drink)

00:26 0 Comments

Sea Min Drink คือ อะไร


  • ซีมิน ดริ๊งค์ คือ เครื่องดื่มที่อุดมด้วย แคลเซียม และแร่ธาตุกว่า 72 ชนิดจากสาหร่ายทะเลสีแดง ประเทศไอซ์แลนด์ ในโครงสร้างรูปแบบพิเศษที่ดูดซึม และนำไปใช้ประโยชน์ได้ง่าย


1. คุณประโยชน์หลักของ Sea Min Drink คืออะไร ดื่มแล้วดีอย่างไร
           แร่ธาตุ 72 ชนิดจากสาหร่ายทะเลสีแดง มีงานวิจัยที่ชัดเจนว่า สามารถต้านการอักเสบของเซลล์ จึงมีส่วนช่วยในหลากหลายระบบในร่างกาย

  • ลดการเสื่อมของเซลล์ผิว อันเป็นเหตุให้เกิดปัญหาผิวพรรณ รอยเหี่ยวย่น ฝ้ากระ และจุดด่างดำ
  • ลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งต่างๆ ที่เกิดจากการอักเสบ เช่น มะเร็งลำไส้
  • ป้องกันและลดการอักเสบของข้อ ลดอาการปวดข้อและข้อติดขัด
ทั้งนี้ ภาวะข้อเสื่อมอาจเกิดจาก
  • วัย
  • น้ำหนักตัวที่เพิ่มมากขึ้น
  • การใช้ชีวิตที่ผิดจากธรรมชาติ เช่น การสวมใส่รองเท้าส้นสูง การนั่งพับเพียบ นั่งยองๆขัดสมาธิ หรือ คุกเข่าเป็นเวลานาน การออกกำลังกายที่มีการกระแทกของข้อแรงๆ หรือแม้แต่การนั่งเล่นโซเชียลโดยก้มหน้าและไม่มีพนักพิงซึ่งจะส่งผลเสียต่อกระดูกข้อต่อที่เท้า ข้อเท้า เข่า คอและกระดูกสันหลัง
          นอกจากนี้ แคลเซียมในซีมิน เป็นแคลเซียมจากสาหร่ายทะเลสีแดง ซึ่งดูดซึมได้ดีกว่าแคลเซียมทั่วไป พร้อมด้วยแร่ธาตุ 72 ชนิด และวิตามินดี ช่วยส่งเสริมการดูดซึม และการนำไปใช้ จึงช่วย เพิ่มมวลกระดูก ป้องกันและลดภาวะกระดูกพรุนในผู้ใหญ่ และเสริมสร้างมวลกระดูกในเด็กได้ดี

หมายเหตุ : การอักเสบเกิดได้ในหลากหลายระบบในร่างกาย การได้รับสารอาหารที่มีคุณสมบัติลดการอักเสบ จึงมีส่วนช่วยในหลากหลายระบบในร่างกาย
  • แสงแดด กระตุ้นการสร้างเม็ดสีผิว ทำลายคลอลาเจนใต้ผิว ทำให้ผิวหมองคล้ำ ฝ้า กระ จุดด่างดำ ริ้วรอยก่อนวัย หากลดการอักเสบได้ จะทำให้ ผิวกระจ่างใส ลดเลือนฝ้า กระ จุดด่างดำ ป้องกันและลดเลือนริ้วรอยก่อนวัย
  • อาหารไม่เหมาะสม เซลล์ในระบบทางเดินอาหารทำงานผิดปกติ ทำให้ลำไส้อักเสบก่อมะเร็งสำไส้ หากลดการอักเสบได้ จะทำให้ ลดโอกาสการเกิดมะเร็งลำไส้
  • อนุมูลอิสระ เซลล์ทุกระบบในร่างกาย ทำงานผิดปกติเซลล์เสื่อม ก่อให้เกิดความชราโรคร้ายแรง และโรคเรื้อรังต่างๆ หากลดการอักเสบได้ จะทำให้ ชะลอความชรา ลดโอกาสการเกิดโรคร้ายแรง และโรคเรื้อรังต่างๆ
  • กระทบกระเทือนต่ออวัยวะโดยตรง ข้อเข่าและข้อต่อต่างๆ ทำให้กระตุ้นกระบวนการอักเสบ ปวด บวม แดง ร้อนตามข้อ  หากลดการอักเสบได้ จะทำให้ ลดการปวดอักเสบ ของข้อ
2. วัตถุดิบหลัก มีแหล่งที่มาจากอะไร พบมากที่ใด พิเศษอย่างไร
  • แคลเซียมและแร่ธาตุจากสาหร่ายทะเลสีแดงที่ใช้ในซีมิน เก็บเกี่ยวจากแหล่งผลิตที่ดีที่สุดของ ประเทศไอซ์แลนด์ เป็นแคลเซียมและแร่ธาตุในโครงสร้างรูปแบบพิเศษที่ย่อยและดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายกว่าแร่ธาตุจากแหล่งทั่วไป และมีความหลากหลายของแร่ธาตุหลายชนิดผสมผสานกันตามธรรมชาติ จึงช่วยลดการอักเสบในร่างกาย ลดการปวดข้อ เสริมสร้างแคลเซียมและแร่ธาตุให้กับร่างกายได้เป็นอย่างดี
  • ด้วยความพิเศษดังกล่าว ทำให้แคลเซียมและแร่ธาตุจากสาหร่ายทะเลสีแดงที่นำมาใช้ในซีมิน ได้รับรางวัล สุดยอดสารอาหารแห่งปี 2016 (Nutraingredients Awards) ด้านการเสริมสุขภาพและชะลอวัย (Healthy Ageing) จากงาน ไวต้า ฟู๊ด (Vitafoods) ณ กรุงเจนิวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
  • นอกจากนี้ การเก็บเกี่ยวแร่ธาตุจากสาหร่ายทะเลสีแดง ยังมีความพิถีพิถัน ด้วยกระบวนการเก็บเกี่ยวเชิงอนุรักษ์ที่มีการวางแผนการเก็บเกี่ยวแบบยั่งยืน โดยการแบ่งพื้นที่การเก็บเกี่ยวในแต่ละปีและมีการทิ้งระยะให้สาหร่ายทะเลได้เจริญเติบโตในระยะเวลาที่เหมาะสม และได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานท้องถิ่น และมีผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างถูกต้อง อีกทั้งได้รับการรับรองมาตรฐานระบบออร์แกนิคจากยุโรปอีกด้วย
  • แคลเซียมและแร่ธาตุจากสาหร่ายทะเลสีแดงที่อยู่ในซีมิน ยังมีงานวิจัยที่ได้รับการยอมรับและตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ ว่าดีต่อสุขภาพมากกว่า 30 งานวิจัย ทั้งในด้านการเพิ่มมวลกระดูก การลดการอักเสบในร่างกาย การลดอาการปวดข้อ และลดโอกาสการเกิดมะเร็งลำไส้
3. โครงสร้างของแคลเซียมใน Sea Min Drink แตกต่างจากแคลเซียมทั่วไปอย่างไร ส่งผลดีอย่างไร
  • แคลเซียมในซีมิน เป็นแคลเซียมและแร่ธาตุจากท้องทะเลที่ค่อยๆตกผลึกสะสมบนสาหร่ายทะเลสีแดงที่มีโครงสร้างเป็นรูพรุนคล้ายรังผึ้ง จึงมีพื้นที่สัมผัสมากกว่าแร่ธาตุจากหินปูนประมาณ 10 เท่า และผลึกของแคลเซียมเกาะตัวกันด้วยโครงสร้างที่หลากหลาย ไม่แพ็คแน่นเท่าแคลเซียมจากหินปูน ทำให้แคลเซียมในซีมินละลายง่ายและดูดซึมได้ดีกว่าแคลเซียมทั่วไป
  • โดยมีรายงานว่า แคลเซียมในซีมินสามารถละลายในกระเพาะที่มีสภาวะเป็นกรดได้ถึง 96% ในขณะที่แคลเซียมจากหินปูนละลายได้เพียง 61% เท่านั้น
  • นอกเหนือจากแคลเซียม ในซีมินยังมีแร่ธาตุอื่นๆจากทะเลกว่า 72 ชนิด ซึ่งอยู่ในรูปสร้างประกอบเชิงซ้อน ทำให้เพิ่มประสิทธิภาพในการนำแคลเซียมและแร่ธาตุไปใช้ของร่างกายอีกด้วย
  • เนื่องจาก แคลเซียมในซีมิน เป็นแหล่งแคลเซียมรูปแบบน้ำที่ละลายและดูดซึมได้ง่าย จึงสามารถรับประทานเวลาไหนก็ได้ แตกต่างจากแคลเซียมคาร์บอเนตแบบเม็ดทั่วไป ที่ต้องรับประทานคู่กับอาหารเพื่อช่วยในการดูดซึม นอกจากนี้ ซีมินอยู่ในบรรจุภัณฑ์รูปแบบที่ทันสมัย รับประทานง่าย ไม่ยุ่งยาก ไม่ต้องเสียเวลาชง เพราะละลายมาให้เรียบร้อยแล้ว ทำให้สามารถดื่มได้ทุกเพศทุกวัย พกพาได้สะดวก มากกว่ารูปแบบอื่นๆ
4. Sea Min Drink เหมาะกับใคร แนะนำให้ใครได้บ้าง
  • เด็กอายุ 3 ปีขึ้นไป
  • วัยรุ่น วัยทำงาน
  • ผู้ที่มีภาวะการอักเสบในร่างกาย โดยเฉพาะการอักเสบของข้อ ทั้งจากข้อเข่าเสื่อม การใช้ชีวิตที่ผิดจากธรรมชาติ เช่น การสวมใส่รองเท้าส้นสูง การก้มหน้าเล่นมือถือนานๆ และการออกกำลังกาย
  • ผู้ที่พบหรือมีความเสี่ยงต่อภาวะกระดูกบางและกระดูกพรุน โดยเฉพาะ วัยหมดประจำเดือน / ผู้หญิงที่อยู่ระหว่างให้นมบุตร หรือมีบุตรแล้วที่สูญเสียแคลเซียมในระหว่างตั้งครรภ์ / ผู้สูงอายุทั้งชายและหญิง
  • ผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพทั่วไป
5. แนะนำให้ดื่มตอนไหน
  • การรับประทานแคลเซียมคาร์บอเนตแบบเม็ดทั่วไป ต้องรับประทานคู่กับอาหารเพื่อช่วยในการดูดซึม แต่ถ้าเป็นแคลเซียมรูปแบบน้ำอย่างมีซีมินเป็นแร่ธาตุที่ดูดซึมได้ดีมากๆ จึงสามารถดื่มตอนไหนก็ได้ โดยแนะนำให้ดื่ม ครั้งละ 1 ซอง วันละ 2 ครั้ง และสามารถดื่มได้อย่างต่อเนื่อง
6. มีข้อห้ามข้อควรระวังอย่างไร
  • ผู้ป่วยโรคไตที่แพทย์แนะนำให้จำกัดปริมาณน้ำ
  • คนท้อง และให้นมบุตร
  • ผู้ป่วยภาวะวิกฤตที่รักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล
7. ผู้ที่เป็นเบาหวานสามารถดื่มได้หรือไม่
  • ผู้ป่วยเบาหวาน ที่มีค่าน้ำตาลตอนเช้า ไม่เกิน 160  มิลลิกรัม / เดซิลิตร สามารถดื่มซีมิน ได้ตามปกติ (หากเป็นเบาหวานที่ควบคุมน้ำตาลได้ จะมีค่าน้ำตาลตอนเช้าต่ำกว่านี้)
  • ซีมินมีน้ำตาลธรรมชาติ จากน้ำสตรอเบอร์รี่และใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลทราย จึงส่งผลต่อน้ำตาลในเลือดน้อยมาก ทั้งนี้ แนะนำให้ควบคุมน้ำตาลจากแหล่งอื่นๆ เช่น งดน้ำหวาน และผลไม้ที่มีรสหวานร่วมด้วย
8. ผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนักสามารถดื่มได้หรือไม่
  • สามารถดื่มได้ โดยซีมิน 1 ซอง ให้พลังงานเพียง 25 Kcal แต่อย่างไรก็ตาม ควรออกกำลังอย่างสม่ำเสมอและรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ในปริมาณที่พอเหมาะ
9. วิธีการเก็บรักษาซีมิน
  • เพื่อรสชาติที่ดี ควรแช่เย็นและเขย่าก่อนดื่ม และดื่มให้หมดหลังจากเปิดฝา ผลิตภัณฑ์นี้ มีอายุ 6 เดือนนับตั้งแต่วันผลิต
10. สามารถแนะนำควบคู่กับผลิตภัณฑ์กลุ่มใดได้บ้าง
  • เพื่อเสริมแคลเซียมให้เต็มประสิทธิภาพ สามารถแนะนำควบคู่ กับแคลดีแมก 600 (ทานแคลดีแมก 600 ครั้งละ 1 เม็ด วันละ 1 ครั้ง พร้อมอาหาร) และ ดื่ม ซีมินดริ๊งค์ ครั้งละ 1 ซอง วันละ 2 ครั้ง ระหว่างมื้อ
  • เพื่อดูแลอาการปวดข้อ ปวดเข่า สามารถแนะนำควบคู่ กับ คลอลาเจนตัวใดก็ได้ของกิฟฟารีน (เช่น คอลลาเจน แมกซ์ หรือ คอลลาเจน SOP หรือ โรสไวส์ ดริ๊งค์) และ ดื่ม ซีมินดริ๊งค์ ครั้งละ 1 ซอง วันละ 2 ครั้ง ระหว่างมื้อ ทั้งนี้ อาจเสริม ยูซีทู และน้ำมันปลาได้ตามความต้องการ
11. หากได้รับแคลเซียมเป็นประจำจะทำให้เกิดกระดูกงอก หรือส่งผลเสียต่อร่างกายได้หรือไม่
  • ไม่งานวิจัยใดเลยที่ระบุว่า การได้รับแคลเซียม 1200 - 2000 มิลลิกรัมต่อวัน ส่งผลต่อกระดูกงอกหรือส่งผลเสียต่อร่างกาย ดังนั้น หากรับประทานแคลเซียมตามคำแนะนำ แบ่งทางเป็นแบบมื้อ ไม่ได้ทานครั้งเดียวในปริมาณสูงมาก ก็ไม่ก่อให้เกิดปัญหาหรืออาการข้างเคียง
  • ปริมาณแคลเซียมในซีมินมีปริมาณที่ไม่มากไป (ใน 1 ซอง มีแคลเซียม 160 มิลลิกรัม) จึงเหมาะสมในการดูดซึมต่อการรับประทานในแต่ละครั้ง และยังมีการศึกษาทางคลีนิคยืนยันว่าร่างกายสามารถนำแคลเซียมจากซีมินไปใช้ได้ดีกว่า โดยนำไปใช้สร้างกระดูกได้ดี ลดความเสี่ยงของภาวะกระดูกงอกและลดการสะสมของแคลเซียมในเนื้อเยื่ออ่อนอีกด้วย

สามารถนำรหัสสมาชิก 47024879 ไปซื้อได้ที่สำนักงานธุรกิจกิฟฟารีนทั่วประเทศ
สั่งซื้อออนไลน์ หรือติดต่อสอบถามข้อมูล


วันอาทิตย์ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับแคลเซียมจากสาหร่ายทะเลสีแดง วิตามินดี และสตรอเบอร์รี่

23:57 0 Comments
รู้หรือไม่?? ยังมีแหล่งของแร่ธาตุที่ได้จากพืชที่ถือว่าให้ปริมาณแคลเซียมสูงและยังมีแร่ธาตุอื่นๆ ที่หลากหลายอีกกว่า 72 ชนิด นั่นก็คือ แร่ธาตุจากสาหร่ายทะเลสีแดงนั่นเอง ดูเพิ่มเติม >>>  www.seamindrink.com

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับแคลเซียมจากสาหร่ายทะเลสีแดง วิตามินดี และสตรอเบอร์รี่

            แร่ธาตุคือสารอาหารประเภทหนึ่งที่จำเป็นต่อร่างกาย โดยร่างกายของเราต้องการแร่ธาตุแต่ละ
ชนิดในปริมาณที่แตกต่างกันออกไป เพื่อเสริมสร้างการทำงานของระบบต่างๆ ภายในร่างกาย 
แร่ธาตุที่พบมากที่สุดในร่างกายคือ แคลเซียม ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของกระดูกและฟัน 
โดยแหล่งของแร่ธาตุมีอยู่หลายแหล่งไม่ว่าจะเป็นในอาหารที่ได้จากสัตว์ หรือแม้กระทั่งจากหินแร่ 
แต่รู้หรือไม่??ยังมีแหล่งของแร่ธาตุที่ได้จากพืชที่ถือว่าให้ปริมาณแคลเซียมสูงและยังมีแร่ธาตุอื่นๆ 
ที่หลากหลายอีกกว่า 72 ชนิด นั่นก็คือ แร่ธาตุจากสาหร่ายทะเลสีแดงนั่นเอง
              สาหร่ายทะเลสีแดง (Calcareous Marine Algae)มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่าLithothamnium sp. 
ซึ่งถูกเก็บเกี่ยวจากแหล่งผลิตที่ดีที่สุดบริเวณฟยอร์ดทางชายฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศไอร์แลนด์
(Arnarfjordur Fiord)เป็นสาหร่ายที่มีการสะสมแร่ธาตุต่างๆ ไว้เป็นจำนวนมาก และให้ปริมาณแร่ธาตุอย่าง
สมดุล โดยแร่ธาตุที่ได้จากสาหร่ายทะเลสีแดงนี้จะมีความเป็นเอกลักษณ์แตกต่างจากแร่ธาตุจากแหล่ง
อื่นๆ เนื่องจากเป็นการตกผลึกของแร่ธาตุภายในโครงสร้างของเซลล์พืช จึงมีลักษณะเป็นโครงสร้าง
รังผึ้งที่มีรูพรุนจำนวนมาก ทำให้ย่อยและดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายกว่าแร่ธาตุจากแหล่งทั่วไป ส่งผลให้
ร่างกายสามารถนำแร่ธาตุจากสาหร่ายทะเลสีแดงไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แร่ธาตุจากสาหร่ายทะเลสีแดงมีพื้นที่สัมผัสมากกว่าแร่จากหินปูนประมาณ 10เท่า เพิ่ม
ความสามารถในการละลายส่งผลให้ร่างกายสามารถดูดซึมนำไปใช้ได้ดีขึ้น
         ความเป็นเอกลักษณ์อีกประการของแร่ธาตุจากสาหร่ายทะเลสีแดง คือ มีความหลากหลายของ
แร่ธาตุหลายชนิดผสมผสานกันตามธรรมชาติ โดยแร่ธาตุที่พบในสาหร่ายทะเลสีแดงได้แก่ 
แคลเซียม 32%, แมกนีเซียม 2.2% และอื่นๆ อีกกว่า 72ชนิด ได้แก่ ไอโอดีน เหล็ก แมงกานีส โบรอน 
คาร์บอน คลอไรด์ ฟลูออไรด์ ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม ซิลิคอน โซเดียม สตรอนเทียม ซัลเฟอร์ 
สังกะสี และวาเนเดียม เป็นต้น


          แร่ธาตุสกัดจากสาหร่ายทะเลสีแดงอุดมไปด้วยแคลเซียม แมกนีเซียม และแร่ธาตุจากท้องทะเล
อื่นๆอีก 72 ชนิด มีประโยชน์ต่อร่างกายดังนี้   

  • ช่วยเพิ่มมวลกระดูก เนื่องจากมีแคลเซียมที่ถูกดูดซึมได้ดีกว่ารูปแบบอื่นๆจึงช่วยเสริมสร้าง             มวลกระดูก รักษาสมดุลแคลเซียมในกระดูก ป้องกันภาวะกระดูกพรุน และส่งเสริมการทำงาน         ของกล้ามเนื้อได้เป็นอย่างดี 
  • มีฤทธิ์ลดการอักเสบในผู้ป่วยที่เป็นโรคข้อเสื่อม
  • ป้องกันการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ เนื่องจากแคลเซียมจะช่วยลดความเป็นพิษของน้ำดีที่ถูกสร้าง         ขึ้นเพื่อใช้ในการย่อยไขมัน ในระบบทางเดินอาหาร ซึ่งจะมีส่วนช่วยและป้องกันการเจริญเติบโต   ของเซลล์มะเร็งลำไส้
  • แร่ธาตุจากสาหร่ายทะเลสีแดงมีคุณสมบัติเป็น Buffering Action ซึ่งมีส่วนช่วยลดกรดและช่วยให้     ระบบย่อยอาหารทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ (อ้างอิงที่ 4)
วิตามินดี (Vitamin D) เป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อการทำงานของร่างกาย มีส่วนช่วยใน
การดูดซึมแคลเซียมให้กับร่างกาย เพราะถ้าขาดวิตามินดี จะส่งผลให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมได้ลดลง 
หากร่างกายขาดแคลเซียมและวิตามินดี ประกอบกับร่างกายดึงแคลเซียมจากกระดูกมาใช้ จะทำให้
เกิดอาการปวดเกร็ง  กล้ามเนื้อ ปวดข้อ อ่อนเพลีย กล้ามเนื้อไม่มีแรง(อ้างอิงที่ 5)

          สตรอเบอร์รี่ (Strawberry) ผลไม้สีแดงสด กลิ่นหอมหวาน อุดมไปด้วยคุณค่าทางอาหารมากมาย ได้รับการยกย่องให้เป็นผลไม้เพื่อสุขภาพและความงาม ในสตรอเบอร์รี่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระปริมาณสูง ได้แก่ แอนโทไซยานิน (Anthocyanin) เคอซิติน (Quercetin) เคมเฟอรอล (Kaempferol) ซึ่งสารเหล่านี้มีส่วนช่วยยับยั้งสารก่อโรคมะเร็งชนิดต่างๆ ได้ และเมื่อเปรียบเทียบสารต้านอนุมูลอิสระกับผลไม้ ชนิดอื่นๆ พบว่า สตรอเบอร์รี่มีสารต้านอนุมูลอิสระมากกว่าส้มและองุ่นแดงถึง 2 เท่า มากกว่าแอปเปิ้ลและกล้วยหอมถึง 7 เท่า และมากกว่าลูกแพร์ถึง 11 เท่า นอกจากนี้ยังจัดเป็นผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง โดยสตรอเบอร์รี่ปริมาณ 100 กรัม จะมีวิตามินซีมากถึง 50 มิลลิกรัม จัดเป็นผลไม้ที่ให้พลังงานต่ำ ไม่มีโคเลสเตอรอล และมีไฟเบอร์สูงอีกด้วย(อ้างอิงที่ 1, 2) การที่ร่างกายได้รับแคลเซียมและแร่ธาตุจากสาหร่ายทะเลสีแดงที่มีคุณประโยชน์ต่อร่างกาย ร่วมกับวิตามินดีและสารต้านอนุมูลอิสระจากสตรอเบอร์รี่ จะช่วยชะลอความเสื่อมของอวัยวะต่างๆ ภายในร่างกาย ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง อีกทั้งยังลดโอกาสการเกิดโรคต่างๆ ที่จะนำมาสู่โรคร้ายแรงได้อีกด้วย

ดูเพิ่มเติมที่ www.seamindrink.com

เอกสารอ้างอิง
1. Wang, H., Cao, G. and Prior, R.L. 1996. Total Antioxidant Capacity of Fruits. Journal of  Agricultural 
     and Food Chemistry. 44:701-705.
2. Giampieri, F. Tulipani, S., Alvares-Suarez, J.M., Quiles, J.L., Mezzetti, B. and Battino, Maurizio. 2012. 
     The strawberry composition, nutritional quality and impact on human health. Nutrition. 9-19.
3. Singh, N., Aslam, M. N., Varani, J. and  Chakrabarty, S. 2015. Induction of calcium sensing receptor in 
    human colon cancer cells by calcium, vitamin D and aquamin: Promotion of a more differentiated, 
    less malignant and indolent phenotype. Molecular carcinogenesis. 54:(7): 543-553.
4. Widaa, A., Brennan, O., O'Gorman, D. M. and  O'Brien, F. J. 2014. The Osteogenic Potential of the 
    Marine‐Derived Multi‐Mineral Formula  Aquamin Is Enhanced by the Presence of Vitamin D. Phytotherapy Research. 28:(5): 678-684.
5. เครือข่าววิชาการผลิตภัณฑ์สุขภาพ อย. วิตามินและเกลือแร่. เข้าถึงได้ www.fda.moph.go.th

สามารถนำรหัสสมาชิก 47024879 ไปซื้อได้ที่สำนักงานธุรกิจกิฟฟารีนทั่วประเทศ
สั่งซื้อออนไลน์ หรือติดต่อสอบถามข้อมูล