แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ให้ความชุ่มชื่นกับผิว แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ให้ความชุ่มชื่นกับผิว แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2561

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับคอลลาเจน

20:16 0 Comments

          คอลลาเจน (Collagen) เป็นโปรตีนชนิดหนึ่ง ซึ่งอยู่ใต้ชั้นผิวหนัง มีส่วนสำคัญที่ทำให้ผิวพรรณมีสุขภาพดี เป็นตัวช่วยสร้างความตึงกระชับให้กับผิว ผิวหนังจะมีการเสื่อม สภาพได้ด้วยสาเหตุหลักๆ 2 ประการคือ การเสื่อมตามวัย และเสื่อมเนื่องจากผลกระทบจากสภาวะแวดล้อม ทำให้มีผลกระทบต่อผิวพรรณ เกิดริ้วรอยเหี่ยวย่น ผิวหมองคล้ำ ไม่เต่งตึงที่สำคัญ คือ กลไกของความเสื่อมที่ทำให้เกิดริ้วรอยเหี่ยวย่นจากทั้งสองสาเหตุนี้เกิดจากเส้นใยคอลลาเจน (Collagen fibers) ที่ประสานกันเป็นเส้นใยอยู่ใต้ชั้นผิวหนังแท้มีการเสื่อมลง

• ผิวหนังของคนเรา ปกติแล้วแบ่งเป็น 3 ชั้นคือ

  1. ผิวหนังชั้นกำพร้า (Epidermis) เป็นผิวชั้นนอกสุด ประกอบด้วยเซลล์ผิวหนัง (Keratinocyte) ซึ่งเป็นเซลล์ที่มีหน้าที่สร้างสารเคอราติน (Keratin) ปกคลุมผิวหน้าของผิวหนังเป็นชั้นขี้ไคล ขั้นหนังกำพร้านี้ทำหน้าที่รักษาความชุ่มชื้นให้กับพื้นผิว ป้องกันเชื้อโรคต่างๆ เข้าสู่ร่างกาย รักษาอุณหภูมิของร่างกายให้คงที่ (อ้างอิงที่ 1,2) 
  2. ผิวหนังแท้ (Dermis) เป็นผิวชั้นใน ประกอบด้วยส่วนที่เป็นเส้นใยประสานกันไปมาคือ โปรตีนเส้นใดของคอลลาเจน (Collagen fibers), โปรตีนเส้นใยอีลาสติก (Elastic fibers) และโปรตีนเส้นใยร่างแห (Recticulum fibers) นอกจากนี้ยังมีกล้ามเนื้อ เส้นเลือด เส้นประสาทต่างๆ ที่รับความรู้สึกอยู่ด้วย (อ้างอิงที่ 1,2) 
  3. ชั้นไขมันใต้ผิวหนัง (Subcutis) ทำหน้าที่รองรับผิวหนังให้คงรูปร่าง ช่วยลดการกระทบกระแทก และเป็นแหล่งพลังงานของร่างกายยามขาดแคลนพลังงาน (อ้างอิงที่ 1,2) คอลลาเจน (Collagen) มีรากศัพท์มาจากภาษากรีก คือ คอลลา(Kolla) ซึ่งแปลว่ากาว คอลลาเจนเป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่ประสานกันเป็นเส้นใยอยู่ใต้ชั้นผิวหนังแท้ ทำหน้าที่เสริมความเรียบตึงให้แก่ผิวหนัง ทำให้ผิวหนังดูเรียบ เนียน และทำงานคู่กับโปรตีนอีกชนิดหนึ่งที่ชื่อ อีลาสติน (Elastin) ในขณะที่คอลลาเจนมีหน้าที่เสมือนโครงร่างผิว อีลาสตินก็ทำหน้าที่ให้ความยืดหยุ่นแก่ผิว (อ้างอิงที่ 3) ในวัยเด็กคอลลาเจนยังไม่เสื่อมสลายและมีจำนวนมาก จึงทำให้เห็นว่าเด็กๆ หรือวัยรุ่นที่กำลังแตกเนื้อหนุ่มสาวมีผิวหนังที่เต่งตึง แต่เมื่อมีวัยมากขึ้นเส้นใยคอลลาเจนเหล่านี้จะเสื่อมสลายและมีปริมาณลดลง ทำให้ชั้นผิวหนังยุบตัวลง อันเป็นต้นเหตุของความเหี่ยวย่นและริ้วรอย อย่างไรก็ตามเราสามารถเสริมสร้างคอลลาเจนให้แก่ร่างกายได้เพื่อลดรอยเหี่ยวย่น (อ้างอิงที่ 4 ) ด้วยการรับประทานคอลลาเจน หรือวิธีการฉีดคอลลาเจนเข้าใต้ชั้นผิวหนังแท้ แต่วิธีการฉีดนั้นค่อนข้างจะยุ่งยากเพราะต้องใช้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญดังนั้น วิธีการรับประทานจึงเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด
สามารถนำรหัสสมาชิก 47024879 ไปซื้อได้ที่สำนักงานธุรกิจกิฟฟารีนทั่วประเทศ
สั่งซื้อออนไลน์ หรือติดต่อสอบถามข้อมูล


สาระน่ารู้เกี่ยวกับแอสตาแซนธินที่มีต่อสุขภาพผิวและการเกิดริ้วรอย

20:07 0 Comments

         “ริ้วรอย” (Wrinkle) เป็นปรากฎการณ์การเสื่อมสภาพของผิวที่สุภาพสตรีให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ เนื่องจากมีผลต่อความสวยงามบนใบหน้าโดยตรง อีกทั้งเป็นสิ่งที่ชี้บ่งถึงความล่วงเลยของวัย

ปัจจัยที่ทำให้เกิดริ้วรอย ได้แก่

- ปัจจัยภายใน อาทิเช่น อายุที่เพิ่มมากขึ้น ก่อให้เกิดการเสื่อมไปตามธรรมชาติของเนื้อเยื่อเกี่ยวพันใต้ผิวหนังประเภทคอลลาเจนและอีลาสติน นำไปสู่การเกิดริ้วรอยชนิดถาวรขึ้น รวมไปถึงการทำงานของกล้ามเนื้อบริเวณใบหน้าที่ควบคุมการแสดงออกของสีหน้า เช่น การยิ้ม การขมวดคิ้ว ความเครียด เป็นต้นเหตุของริ้วรอยอันเกิดจากการแสดงอารมณ์
- ปัจจัยภายนอก คือ มลภาวะต่างๆ ได้แก่ รังสียูวี มลพิษทางอากาศ ฝุ่นควัน การสูบบุหรี่ ซึ่งก่อให้เกิดอนุมูลอิสระภายในผิวจนเซลล์ผิวเกิดการเสื่อมสภาพ ส่งผลให้เกิดริ้วรอย จุดด่างดำ และความหมองคล้ำของผิว 

ประเภทของริ้วรอย 

1
. ริ้วรอยตื้น (Fine wrinkles) มีลักษณะเป็นเส้นบางๆ ที่ผิวมักเกิดบริเวณแก้มเป็นผลมาจากการที่ผิวแห้งและขาดความชุ่มชื้น เนื่องจากผิวถูกทำร้ายจากสารที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองแก่ผิว การชะล้างทำความสะอาดผิวที่รุนแรงเกินไป โดยเฉพาะการใช้น้ำอุ่นหรือน้ำร้อนล้างหน้า นอกจากนี้ มลภาวะจากสภาพแวดล้อมต่างๆ ก็อีกปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดริ้วรอยได้เช่นกัน
2. ริ้วรอยร่องลึก (Deep wrinkles or skin folds) ริ้วรอยร่องลึกมักเกิดจากความหย่อนคล้อยของโครงสร้างผิว ส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นร่องลึกบริเวณมุมปีกจมูกโค้งมาที่มุมปากและอาจโค้งยาวลงมาถึงคางคล้ายเครื่องหมายวงเล็บรอบปากนำไปสู่ความหย่อนคล้อยที่ปรากฏขึ้นที่แก้มทั้ง 2 ข้าง ริ้วรอยประเภทนี้เป็นผลมาจากการลดลงของคอลลาเจนในผิวและการเปลี่ยนแปลงของอิลาสตินตามธรรมชาติจากอายุที่เพิ่มมากขึ้น และยิ่งเห็นชัดเจนยิ่งขึ้นจากปัจจัยกระตุ้นต่างๆ เช่น รังสียูวีจากแสงแดด การสูบบุหรี่ และมลภาวะต่างๆ ก็ส่งผลให้เกิดริ้วรอยได้มากยิ่งขึ้นเช่นกัน

สามารถนำรหัสสมาชิก 47024879 ไปซื้อได้ที่สำนักงานธุรกิจกิฟฟารีนทั่วประเทศ
สั่งซื้อออนไลน์ หรือติดต่อสอบถามข้อมูล


เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับเซราไมด์ และสารอาหารที่ช่วยดูแลสุขภาพผิว

18:48 0 Comments

          เซราไมด์เป็นกลุ่มสารสฟิงโกไลปิด (Sphingolipid) ที่เป็นโครงสร้างหลักที่สำคัญอยู่ในชั้นของหนังกำพร้า เรียกว่าสตราตัม คอร์เนียม (Stratum Corneum)

          ทำให้หนังกำพร้ามีคุณสมบัติในการเป็นเกราะป้องกันต่างๆ เช่น ป้องกันและปกปิดอวัยวะภายในไม่ให้ได้รับอันตราย ป้องกันเชื้อโรคไม่ให้เข้าสู่ร่างกายดดยง่าย ช่วยรักษาอุณหภูมิของร่างกายให้คงที่ และเซราไมด์ยังมีบทบาทที่สำคัญ ทำให้ผิวหนังสามารถทำหน้าที่อุ้มน้ำ และรักษาระดับการซึมผ่านของน้ำในผิวหนัง มีงานวิจัยรองรับว่า การลดลงของระดับเซราไมด์เป็นสาเหตุหลักทำให้เกิดโรคผิวหนังต่างๆ เช่น โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic dermatitis) โรคผื่นแพ้จากการสัมผัส (Contact dermatitis) และโรคสะเก็ดเงิน (Psoriasis) อ้างอิงที่ 1, 2)

         เกี่ยวกับเรื่องผลที่มีต่อการเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวหนัง (Skin moisturizing effect) มีงานวิจัยที่ญี่ปุ่นรองรับว่าการรับประทานเซราไมด์ที่ได้มาจากพืช (Plant ceramide) ทำให้ปริมาณน้ำในชั้นผิวหนังมีระดับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุมที่ไม่ได้รับประทานเซราไมด์ (อ้างอิงที่ 31) ดังนั้นการที่ผิวมีคุณสมบัติในการอุ้มน้ำที่ดี จะช่วยทำให้ผิวหนนังมีความยืดหยุ่น หากระดับของเซราไมด์ลดลง

        จะทำให้ผิวหนังแห้ง เหี่ยวย่น จึงควรเสริมเซราไมด์ลดลง จะทำให้ผิวหนังแห้ง เหี่ยวย่น จึงควรเสริมเซราไมด์ให้พอเพียงอยู่เสมอ นอกจากนี้ยังพบว่า เซราไมด์มีคุณสมบัติเป็นไวท์เทนเนอร์ (Whitener) สามารถลดการสังเคราะห์สารเมลานินได้ด้วยกลไกการชะลอการกระตุ้น ERK (Extracellular signalregulated protein kinase) (อ้างอิงที่ 4)

          เซราไมด์จึงเหมาะในการช่วยฟื้นฟูสภาพผิวที่แห้งรุนแรง ปกป้องและสร้างเกราะป้องกันความชุ่มชื้นของผิว เหมาะอย่างยิ่ง สำหรับผิวแห้งกร้าน ผิวแพ้ง่าย ผิวเริ่มมีริ้วรอย นอกจากเรื่องความชุ่มชื้นของผิวแล้ว การเสริมด้วยสาร อาหารอื่นๆ เพื่อช่วยดูแลให้ผิวมีสุขภาพดี สามารถทำได้ด้วยการรับประทานคอลลาเจนจากปลา พบว่า มีผลทำให้ริ้วรอยที่ปรากฏลดน้อยลง และมีงานวิจัยว่าช่วยเพิ่มความนุ่มนวล ชุ่มชื่น และความยืดหยุ่นให้แก่ผิวพรรณได้ (อ้างอิงที่ 5) ที่น่าสนใจอีกหนึ่งตัวก็คือ กรดอัลฟา-ไลโปอิค (Alpha-Lipoic acid) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญอีกชนิดหนึ่งที่มีประสิทธิภาพสูง สามารถช่วยเพิ่มระดับกลูตาไธโอนในร่างกายได้ นอกจากนี้แล้ว ยังนิยมนำไปใช้ในการป้องกันปัญหา และอาจจะมีประโยชน์ช่วยในการรักษาเรื่องปลายประสาทอักเสบในผู้ป่วยเบาหวาน ได้อีกด้วย (อ้างอิงที่ 6) ส่วนวิตามิน บี 3 หรือ ไนอะซิน เป็นสารที่ช่วยเสริมให้ระบบประสาท ผิว ผม และตา มีสุขภาพที่ดี หากขาดไนอะซินจะมีผลต่อระบบผิวหนัง ผิวหนังมีลักษณะหยาบ เป็นจ้ำสีม่วง หรือสีเข้ม เรียกว่า Pellagra (อ้างอิงที่ 7) ทั้งหมดนี้เป็นสาระสำคัญที่มีคุณประโยชน์ต่อผิวพรรณ ซึ่งเมื่อทำงานร่วมกันกับการบริโภคอาหารที่ถูกสุขลักษณะ การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การพักผ่อนที่เพียงพอ และการหลีกเลี่ยงมลภาวะต่างๆ ผลที่ได้ก็คือ สุขภาพผิวที่ดี ดูอ่อนเยาว์ และสดใสอยู่เสมอ

เอกสารอ้างอิง

1. Ceramides and skin function. Am J Clin Dermatol. 2003;4(2):107-29
2. Role of ceramides in barrier function of healthy and diseased skin. Am J Clin Dermatol. 2005;6(4):215-23
3. Evaluation of skin-moisturizing effects of oral or percutaneous use of plant ceramides. Rinsho Byori. 2007 Mar;55(3):209-15
4. Delayed ERK activation by ceramide reduces melanin synthesis in human melanocytes. Cell Signal. 2002 Sep; 14(9)779-85
5. Efficacy of orally ingested marine collagen peptide on dryness and roughness of the human skin. Fragrance Journal 9:97-101
6. Alpha-lipoic acid as a dietary supplement : Molecular mechanisms and therapeutic potential. Biochim Biophys Acta. 2009 October; 1790(10):1149-1160
7. Vitamin B3 (Niacin), University of Maryland Medical Center, http://www.umm.edu/altmed/articles/ vitamin-b300035.htm

สามารถนำรหัสสมาชิก 47024879 ไปซื้อได้ที่สำนักงานธุรกิจกิฟฟารีนทั่วประเทศ
สั่งซื้อออนไลน์ หรือติดต่อสอบถามข้อมูล


เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ 3 หัวใจแห่งความงาม

13:36 0 Comments
        3 หัวใจแห่งความงามตลอดกาล แอสตาแซนธิน เซราไมด์ และ น้ำทับทิม แอสตาแซนธิน ( Astaxanthin) หัวใจแห่งความอ่อนเยาว์ของผิวพรรณ แอสตาแซนธิน คือ สารต้านอนุมูลอิสระที่ได้รับการยอมรับจากวารสารทางวิชาการระดับนานาชาติในเรื่องการดูแลผิวให้คงความอ่อนเยาว์ แอสตาแซนธินเป็นสารสีแดงที่สามารถพบได้ตามธรรมชาติจากปลาแซลมอน, ปลาเทราท์, ไข่ปลาคาเวียร์, เปลือกกุ้ง, เปลือกปู (อ้างอิงที่ 1) และสาหร่ายฮีมาโตคอกคัส พลูวิเอลิส (Haematococcus pluvialis) ซึ่งถือได้ว่าเป็นแหล่งที่มีแอสตาแซนธินมากที่สุดในธรรมชาติ (อ

         มีงานวิจัยหลายฉบับที่ศึกษาผลของแอสตาแซนธินต่อสุขภาพผิวพบว่า การรับประทานแอสตาแซนธินอย่างสม่ำเสมอเป็นเวลาต่อเนื่องกัน 6-8 สัปดาห์ พบว่าริ้วรอยตื้น (Fine wrinkle) บนผิวแลดูลดเลือนลง ความยืดหยุ่นและความชุ่มชื้นของผิวดีขึ้น จุดด่างดำจากแสงแดดลดลง และสุขภาพผิวโดยรวมดีขึ้น (อ้างอิงที่ 3)

1. เซราไมด์ (Ceramide)

หัวใจแห่งความแข็งแรงและความชุ่มชื้นของผิวพรรณ

        เซราไมด์ เป็นองค์ประกอบหลักของไขมันทั้งหมดในผิวชั้นบนสุดของหนังกำพร้า ทำหน้าที่เชื่อมให้เคราตินบนผิวชั้นบนสุดเรียงตัวกันอย่างเป็นระเบียบ จึงทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันต่างๆ ของผิว เช่น ป้องกันและปกปิดอวัยวะภายในไม่ให้ได้รับอันตราย ป้องกันเชื้อโรคไม่ให้เข้าสู่ร่างกายได้โดยง่าย ช่วยรักษาอุณหภูมิของร่างกายให้คงที่ อีกทั้งยังช่วยกักเก็บน้ำและรักษาความชุ่มชื้นสำหรับผิว รวมทั้งรักษาระดับการซึมผ่านของน้ำในผิว จึงช่วยให้ผิวแข็งแรง เปล่งปลั่งสดใส ไม่แห้งกร้าน

        มีข้อมูลจากงานวิจัยที่สอคล้องกับคุณสมบัติของเซราไมด์ที่กล่าวมาโดยรายงาน ว่า การลดลงของระดับเซราไมด์จะส่งผลให้ระดับความชุ่มชื้นของผิวลดลงจนกระทั่งผิว แห้งกร้าน แตกลาย และนำไปสู่การเกิดริ้วรอยร่องลึกอย่างถาวร รวมไปถึงโรคผิวหนังต่างๆ ได้แก่ โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic dermatitis) โรคผื่นแพ้จากการสัมผัส (Contact dermatitis) และโรคสะเก็ดเงิน (Psoriasis) (อ้างอิงที่ 4,5)

        นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยในประเทศญี่ปุ่นรายงานว่า การรับประทานเซราไมด์ที่ได้จากพืช (Plant ceramide) จะทำให้ปริมาณน้ำในชั้นผิวหนังมีระดับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุมที่ไม่ได้รับประทานเซราไมด์ (อ้างอิงที่ 6) ดังนั้น การรับประทานเซราไมด์จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการดูแลผิวให้แข็งแรง และคงความชุ่มชื้นของผิวไว้ โดยเซราไมด์จะพบได้มากในอาหารจำพวกข้าวในส่วนของรำข้าวและจมูกข้าว ซึ่งข้าวที่ถูกขัดสีไปจะมีส่วนประกอบของเซราไมด์เหลืออยู่น้อยมาก จึงควรเลือกรับประทานเซราไมด์ที่สกัดมาจากข้าวโดยตรง

         และยังพบว่า เซราไมด์มีคุณสมบัติเป็นไวท์เทนเนอร์ (Whitener) สามารถลดการสังเคราะห์สารเมลานินได้ด้วยกลไกการชะลอการกระตุ้น ERK (Extracellular signal-regulated protein kinase (อ้างอิงที่ 7) จากข้อมูลสนับสนุนดังกล่าว เซราไมด์จึงเหมาะในการช่วยฟื้นฟูสภาพผิวที่แห้งรุนแรง ปกป้องและสร้างเกราะป้องกันความชุ่มชื้นให้กับผิวพรรณ เหมาะเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มีผิวแห้งกร้าน ผิวแพ้ง่าย และผิวที่เริ่มมีริ้วรอย

2. ทับทิม (Pomegranate ; Punica granatum L)
หัวใจของการดูแลรักษาองค์รวมแห่งสุขภาพ

       ทัมทิม ผลไม้รสเปรี้ยวอมหวาน อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูงหลายชนิด ทั้งในเปลือก เมล็ด และน้ำทับทิม ได้แก่ Polyphenols, Anthocyanins, Anthrocyanidins, Ellagic acid derivatives และ Hydrolyzabie tannins ทับทิมจึงได้รับการยอมรับจากงานวิจัยอย่างแพร่หลายในคุณประโยชน์ต่อสุขภาพ ได้แก่ (อ้างอิงที่8,9)

1. ส่งเสริมสุขภาพผิวพรรณให้ดีขึ้น
2. ลดการสะสมไขมันที่ผนังหลอดเลือด ลดความเสี่ยงการเกิดโรคหลอดเลือดอุดตัน และโรคหัวใจขาดเลือด
3. บำรุงตับ ปกป้องตับจากสารพิษต่างๆ
4. ลดความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งเต้านม และมะเร็งต่อมลูกหมาก

เอกสารอ้างอิง

1. Cosmetic benefit of astaxanthin on humans subject. Acta Biochimica Polonica. 2012 ; 59(1) : 43-47
2. Astaxanthin, a carotenoid with potential in human health and nutrition. J Nat Prod. 2006 Mar; 69(3):443-9
3. The Effect of a Dieatry Supplement Containing Astaxanthin on Skin Condition. Carotenoid Science. 2006 Volum 10
4. Ceramides and skin function. Am J Clin Dermatol. 2003;4(2): 107-29
5. Role of ceramides in barrier function of healthy and diseased skin. Am J Clin Dermatol. 2005;6(4):215-23
6. Evaluation of skin-moisturizing effects of oral or percutaneous use of plant ceramides. Rinsho Byori. 2007 Mar;55(3):209-15
7. Delayed ERK activation by ceramide reduces melanin synthesis in human melanocytes. Cell Signal. 2002 Sep; 14(9):779-85
8. Albrecht M., Jiang W., Kumi-Diaka J., Lansky EP., Gommersall LM., Patel A., Mansel RE., Neeman I., Geldof AA., and Campbell MJ. (2004). Pomegranate extracts potently suppress proliferation, xenograft growth, and invasion of human prostate cancer cells. Journal of Medicinal Food. 7(3): 274-283.
9. Aviram M., Dornfeld L., Kaplan M., Coleman R., Gaitini D., Nitecki S., Hofman A., Rosenblat M., Volkova N., Presser D., Attias J., Hayek T., and Fuhrman B. (2002). Pomegranate juice flavonoids inhibit low-density lipoprotein oxidation and cardiovascular diseases: studies in atherosclerotic mice and in humans. Drugs under experimental and clinical research. 28(2-3): 49-62.

สามารถนำรหัสสมาชิก 47024879 ไปซื้อได้ที่สำนักงานธุรกิจกิฟฟารีนทั่วประเทศ
สั่งซื้อออนไลน์ หรือติดต่อสอบถามข้อมูล