แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เบาหวาน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เบาหวาน แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2561

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับเจียวกู่หลาน

14:21 0 Comments

            เจียวกู่หลาน มีอีกชื่อว่า “ปัญจขันธ์” ได้รับคัดเลือกเป็นสมุนไพรแห่งปี 2548 ร่วมกับฟ้าทะลายโจร จากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เจียวกู่หลานมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Gynostemma pentaphyllum จัดเป็นพืชสมุนไพรชนิดเถามีถิ่นกำเนิดอยู่ในเอเชียตะวันออก และเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ พบตั้งแต่จีน ญี่ปุ่น เกาหลี อินเดีย เนปาล ศรีลังกา พม่า ไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ฯลฯ ในประเทศจีนใช้แก้ไอ รักษาอาการอักเสบ ขับเสมหะรักษาอาการหลอดลมเรื้อรัง และตับอักเสบจากการติดเชื้อ ในการแพทย์พื้นบ้านของญี่ปุ่นใช้เป็นยาขับปัสสาวะ ลดไข้ แก้อักเสบ และบำรุงกำลัง สมุนไพรชนิดนี้มีประวัติการใช้มายาวนานในประเทศจีนและญี่ปุ่น ทั้งเป็นยาและเป็นอาหารเสริมสุขภาพ (อ้างอิงที่ 1)

            การศึกษาวิจัยเกี่ยวกับเจียวกู่หลาน หรือปัญจขันธ์ หลายๆ ด้าน ซึ่งสรุปมาพอสังเขปได้ดังนี้
การวิจัยในสัตว์ทดลอง (อ้างอิงที่ 2)
- ลดไขมันในเลือดในหนูขาว
- ลดน้ำตาลในเลือดในหนูขาว
- ลดการเกิดเส้นเลือดหัวใจหดตัวในหนูถีบจักร
- ลดการขาดเลือดเลี้ยงสมองในกระต่าย ปกป้องตับจากสารพิษ acetaminophen ในหนูขาว
- ลดการอักเสบ ในหนูขาวที่เหนี่ยวนำให้อุ้งเท้าอักเสบ
- ฤทธิ์ขยายหลอดลม ในหนูตะเภา
- ยับยั้งและทำลายมะเร็งหลายชนิด ได้แก่ มะเร็งกระพุ้งแก้มของหนูแฮมสเตอร์ มะเร็งตับของหนูถีบจักร มะเร็งหลอดอาหารของหนูขาว และ มะเร็งช่องท้องของหนูถีบจักร
- เพิ่มภูมิต้านทานของร่างกายในหนูที่เป็นมะเร็ง

การวิจัยในคน

ฤทธิ์ต้านมะเร็ง

มีงานวิจัยฤทธิ์ต้านมะเร็งของเจียวกู่หลานกับเซลล์มะเร็งของมนุษย์ ที่ได้รับการเพาะเลี้ยงไว้มากมายหลายชนิด ดังนี้

- มะเร็งตับ สาร Gypenosides ในเจียวกู่หลานสามารถยับยั้งการแบ่งตัวและทำลายเซลล์มะเร็งตับ Hep3B HA22T และ Huh-7 cell lines ของคนได้จริงด้วยกลไกที่ชัดเจน (อ้างอิงที่ 3,4)

- มะเร็งปอด สาร Gypenosides สามารถทำลายเซลล์มะเร็งปอด Human lung cancer A-549 ของคนได้จริง ด้วยกลไกรบกวนการทำงานของโปรตีน Caspases-3 and-9 (อ้างอิงที่ 5)

- มะเร็งลำไส้ใหญ่ สาร Gypenosides ในเจียวกู่หลาน สามารถทำลายเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่ของมนุษย์ Human colon cancer colo 205 cells ด้วยการรบกวนโปรตีน และเหนี่ยวนำให้เกิดการทำลายของเซลล์ (Apoptosis) ได้จริง (อ้างอิงที่ 6)

- มะเร็งลิ้น สาร Gypenosides ในเจียวกู่หลาน สามารถทำลายเซลล์มะเร็งลิ้น Human oral cancer SAS cells ของคนได้จริงด้วยกลไกของการ ยับยั้งการแสดงของ DNA repair genes และยังสามารถยับยั้งการลุกลามแพร่กระจายของมะเร็งลิ้นอีกชนิดคือ Human tongue cancer SCC4 ของคนได้จริงด้วยการยับยั้งการแบ่งตัวและทำลายเซลล์มะเร็ง (Apoptosis) ด้วยการรบกวนการทำงานของโปรตีน (อ้างอิงที่ 7-9)

- อาจจะช่วยทำลายมะเร็งปากมดลูก สาระสำคัญ Gypenosides ในเจียวกู่หลาน อาจจะช่วยทำลายเซลล์มะเร็งปากมดลูก โดยการลดกลไกการควบคุมยีนของมะเร็ง (อ้างอิงที่ 10) ฤทธิ์เพิ่ม
ฤทธิ์เพิ่มภูมิต้านทานในร่างกาย

มีงานวิจัยในผู้ป่วยมะเร็ง 19 คน โดยให้รับประทานส่วนสกัดซาโปนินจากเจียวกู่หลานในขนาด Gypenoside 240 มิลลิกรัมต่อวัน เป็นเวลานาน 1 เดือน โดยเลือกในช่วงเวลาที่ผู้ป่วยไม่ได้รับการรักษาด้วยเคมีบำบัด พบว่าผู้ป่วย 10 คน ดีขึ้นอย่างชัดเจนผู้ป่วย 7 คนอาการดีขึ้น ในภาพรวมของการทดลองได้ผลดี 89.5% และการเพิ่มจำนวนของเซลล์เม็ดเลือดขาวเพิ่มขึ้นในผู้ป่วย 17 คน แต่อีก 2 คน จำนวนเม็ดเลือดขาวลดลงระดับอิมมูโนกลอบูลินในเลือดอยู่ในระดับปกติ และระดับ lgC ในเลือดลดลง และไม่มีผลข้างเคียงใดๆ (อ้างอิงที่ 11)
ลดระดับน้ำตาลในผู้ป่วยเบาหวาน

           มีงานวิจัยในผู้ป่วยเบาหวาน Type 2 (ซึ่งเป็นโรคเบาหวาน ชนิดที่พบบ่อยที่สุด) โดยดื่มชาเจียวกู่หลาน พบว่าการบริโภคชาในปริมาณ 6 กรัมต่อวัน เป็นเวลา 12 สัปดาห์ สามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดได้เล็กน้อย แต่ก็มีอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติโดยไม่มีอาการน้ำตาลต่ำหรือผลข้างเคียงอื่น ใด (อ้างอิงที่ 12) มีประโยชน์ในผู้ที่มีไขมันเกาะตับ

          งานวิจัยการให้สารสกัดเจียวกู่หลานในปริมาณ 80 ซีซีต่อวัน ในผู้ป่วยที่ไม่ได้ดื่มแอลกอฮอล์ แต่มีภาวะไขมันเกาะตับ โดยแบ่งเป็นสองกลุ่ม คือ กลุ่มควบคุมที่ไม่ได้รับสารสกัดเจียวกู่หลาน และกลุ่มที่ได้รับสารสกัดเป็นเวลาสี่เดือน กลุ่มที่ได้รับสารสกัดเจียวกู่หลานมีค่าระดับของความอ้วน (BMI) เอนไซม์ตับ (SGOT, SGPT) และอินซูลิน ลดลงไปในแนวทางที่ดีกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับสารสกัด ทั้งสองกลุ่มมีค่าไขมันเกาะตับลดลง ถือได้ว่ามีประโยชน์ในผู้ป่วยกลุ่มนี้ (อ้างอิงที่ 13)
การศึกษาองค์ประกอบทางเคมี

           ข้อมูลการวิจัยของวิจัยชาวจีนและญี่ปุ่นพบว่า เจียวกู่หลานมีสาระสำคัญอยู่หลายชนิดที่พบมากเรียกกันทั่วไปว่า Gypenosides เป็นสารจำพวก Saponin ซึ่งมีอยู่ไม่น้อยกว่า 80 ชนิด Gypenosides อีก 11 ชนิด ซึ่งมีสูตรโครงสร้างคล้ายคลึงกับ Ginsenosides ที่พบในโสม

           ซาโปนิน ที่พบในเจียวกู่หลานมีจำนวน 82 ชนิด แต่ซาโปนินที่พบในโสมมีเพียง 28 ชนิด ในจำนวนนี้มี 4 ชนิดที่เหมือนกัน ได้แก่ Gypenosides Rb1, Ginsenosides Rb3, Ginsenoside Rd และ Ginsenoside F3 จะเห็นได้ว่า เจียวกู่หลานกับโสมมีสาระสำคัญที่คล้ายกันอยู่หลายตัว (อ้างอิงที่ 1-2)
การศึกษาความเป็นพิษ

            สารสกัดน้ำของเจียวกู่หลานเมื่อนำมาทดสอบความเป็นพิษเรื้อรังในหนูขาว โดยแบ่งหนูขาวออกเป็น 5 กลุ่ม และให้รับประทานสารสกัดของเจียวกู่หลานใน ขนาด 6, 30, 150 และ 750 มก./กก./วัน นาน 6 เดือนและกลุ่มควบคุมได้รับสารสกัดขนาด 10 มล./กก. พบว่าในทุกกลุ่มการทดลองไม่พบพิษหรือผลข้างเคียงใดๆ เมื่อได้รับสารสกัดเจียวกู่หลาน (ค่าชีวเคมีในเลือดปกติ ลักษณะทางพยาธิสภาพอวัยวะภายในปกติ) (อ้างอิงที่ 14) นอกจากนี้ จากการศึกษาความปลอดภัยของสารสกัดเจียวกู่หลานที่ศึกษาในอาสาสมัคร 30 ราย โดยแบ่งอาสาสมัครออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 ให้รับประทานสารสกัดเจียวกู่หลานแคปซูล ครั้งละ 1 แคปซูล ประกอบด้วยสาร Gypenoside 40 มก./แคปซูล หลังอาหาร วันละ 2 ครั้ง (เช้า-เย็น) ติดต่อกันนาน 2 เดือน กลุ่มที่ 2 รับประทานสารสกัดเจียวกู่หลานแคปซูลครั้งละ 2 แคปซูล หลังอาหาร วันละ 2 ครั้ง (เช้า-เย็น) นาน 2 เดือน พบว่าจากการศึกษาไม่พบอาการ ผิดปกติใดๆ ในอาสาสมัคร (อ้างอิงที่ 1)
ข้อห้ามของเจียวกู่หลาน

- ไม่ควรรับประทานในเด็กและสตรีมีครรภ์
- ไม่ควรรับประทานในผู้ที่รับประทานยาต้านเกล็ดเลือก ยาละลายลิ่มเลือดยาต้านการแข็งตัวของเลือด

เอกสารอ้างอิง

1. สมุนไพรน่ารู้ 2 ปัญจขันธ์, สถาบันวิจัยสมุนไพร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข,พิมพ์ครั้งที่ 2. พฤษภาคม 2548.
2. เจียวกู่หลาน (ปัญจขันธ์), จุลสารข้อมูลสมุนไพร, 2549;23(2): 2-9
3. Gypenoside induces apoptosis ln human Hep3B and HA22T tumour cells Cytoblos, 1999;100(393):37-48.
4. Regulation ob Bcl-2 family molecules and activation of caspase cascade involved ln jypenosldes –induced apoptasis in human hepatoma cells. Cancer Lett. 2002 Sep 26;183(2):169-78.5. Gypenosides induced G0/G1 arrest via lnhibition of cyclin E and lnduction of apoptosis via activation ofcaspases-3 and -9 in human lung cancer A-549 cells. Ln Vivo. 2008 Mar-Apr;22(2):215-21.
5. Gypenosides induces apoptosis ln human colon cancer cells through the mifochondria-dependent pathways and activation of caspase-3 Anticancer Res. 2006 NovDec;26(6B);4313-26.
6. Gypenosides causes DNA damage and lnhibits expression of DNA repair genes ofhuman oral cancer SAS cells. Ln Vivo. 2010 May-Jun;24(3):287-91.
7. Gypenosides lnhibited lnvasion and migration of human tongue cancer SCC4 cells through down-regulation of NFkappa B and matrix metalloproteinase-9. Anticancer Res.2008 Mar-Apr;28(2A):1093-9.
8. Gypenosides induced G0/G1 arrest via CHk2 and apoptosis through endoplasmic retlculum stress and mitochondria-dependent pathways in human tongue cancer SCC-4 cells. Oral Oncol. 2009 Mar;45(3):273-83. Epub 2008 Jul 31.
9. N-acetyltransferase is lnvolved In gypenosides-induced N0acetylation of 2-aminofluorene and DNA adduct formation in human cervix epidermold carcinoma cells (Ca Skl). In Vivo. 2003 May-Jun;17(3):281-8.
10. Inmnulogic effects of Jlaogulangranule In 19 cancer patients.Zhejiang-Zhongyi Zazhl 1989;24(10):449.จุลสารข้อมูลสมุนไพร 23(2) 2549:
11. Antidlabetlc effect of Gynostemma pentaphyllum tea In randomly assigned Type 2 dlabetic patients. Horm Metab Res. 2010 May;42(5):353 -7 Epub 2010 Mar 8.
12. The add-on effects of Gynostemma pentaphyllum on nonalcohollc fatty liver disease. Altern Ther Health Med. 2006 May-Jun;12(3):34-9 Chronic toxlcity of Gynostemma pentaphyllum. Fitoterapia. 2004;75(6):539-551

สามารถนำรหัสสมาชิก 47024879 ไปซื้อได้ที่สำนักงานธุรกิจกิฟฟารีนทั่วประเทศ
สั่งซื้อออนไลน์ หรือติดต่อสอบถามข้อมูล


เรื่องน่ารู้ของมะรุม

14:13 0 Comments

           มะรุมเป็นพืชสมุนไพรที่ใช้เป็นอาหารอยู่ในหลายประเทศ มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Moringa oleifera Lamk มะรุมมีชื่อเรียกต่างๆ คือ “Drum stick tree” “Horse radish tree” “Kelor tree” ส่วนต่างๆ ที่ใช้รับประทานคือ ใบ ผล ดอก และฝักอ่อน สำหรับในประเทศไทยนิยมใช้ฝักมะรุมปรุงอาหารในรูปของแกงส้ม แกงอ่อม

           การใช้ประโยชน์ทางยา พบว่า เกือบจะทุกๆ ส่วนของต้นมะรุมมีการนำไปใช้ทางยาในแถบเอเชียใต้ ส่วนที่ใช้คือ ราก เปลือกต้น กัม (Gum) ใบ ผล (ฝัก) ดอก เมล็ด และน้ำมันจากเมล็ด (อ้างอิงที่ 1) ในตำรายาพื้นบ้านใช้ใบมะรุมพอกแผลช่วยห้ามเลือด ทำให้นอนหลับ เป็นยาระบาย ขับปัสสาวะ และช่วยแก้ไข้ ใช้ส่วนดอกและผลเป็นยาบำรุง ขับปัสสาวะ และแก้ไข้ ใช้ส่วนเมล็ดบดพอกแก้ปวดข้อตามข้อ และแก้ไข้ (อ้างอิงที่ 2) มีรายงานกล่าวถึงการนำพืชนี้มาใช้เป็นยาครอบจักรวาล (Panacea) (อ้างอิงที่ 3)

          ในภาพรวมของข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการวิจัยในระดับเซลล์และสัตว์ทดลองพบว่า มะรุมมีฤทธิ์ที่น่าสนใจมากมาย เช่น ฤทธิ์ลดความดันโลหิต ต้านการเกิดเนื้องอก ต้านมะเร็ง ลดระดับโคเลสเตอรอล ต้านการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร ป้องกันตับอักเสบ ต้านออกซิเดชัน ต้านเชื้อแบคทีเรีย ลดระดับน้ำตาล และฤทธิ์ต้านการอักเสบ

          สำหรับงานวิจัยที่น่าสนใจในสัตว์ทดลองมีโดยย่อดังนี้
  • ฤทธิ์ลดความดันโลหิต
  • สารสกัดน้ำและเอทานอลของใบมะรุม สารสกัดเอทานอลของผลและฝัก สารในกลุ่ม Glycosides ในสารสกัดเมทานอลของฝักแห้งและเมล็ด แสดงฤทธิ์ลดความดันโลหิตในสุนัขและหนูแรท
  • ฤทธิ์ต้านการเกิดเนื้องอกและฤทธิ์ต้านมะเร็ง
  • สาระสำคัญในกลุ่ม Thiocarbamate จากใบ สารสกัดเอทานอลของเมล็ดแสดงฤทธิ์ทั้งยับยั้งการเจริญเติบโต และทำลายเซลล์มะเร็ง เมื่อป้อนสารสกัดของผลและฝักขนาด 5 มก./กก. น้ำหนักตัว มีผลลดจำนวนหนูเม้าส์ที่เป็นมะเร็งผิวหนังได้
  • ฤทธิ์ลดระดับโคเลสเตอรอล
  • สารสกัดน้ำของส่วนใบ มีผลลดระดับโคเลสเตอรอลและลดการเกิด Plaque ในหลอดเลือดของหนูแรทและกระต่ายซึ่งได้รับอาหารชนิดที่มีไขมันสูง การทดสอบโดยให้กระต่ายที่มีระดับโคเลสเตอรอลสูงและกระต่ายปกติ โดยให้กินผลมะรุมขนาด 200 มก./กก. น้ำหนักตัวต่อวัน นาน 120 วัน เปรียบเทียบกับยาลดไขมันโลวาสแตทิน 6 มก./กก. น้ำหนักตัวต่อวัน และให้อาหารไขมันมาก พบว่ามีผลลดระดับโคเลสเตอรอล, Phospholipids, Triglycerides, Low density lipoprotein (LDL), Very low density lipoprotein (VLDL), อัตราส่วนระหว่างโคเลสเตอรอลและ phospholipids และ atherogenic index ในกระต่ายกลุ่มแรกได้
  • ฤทธิ์ต้านการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร
          สารสกัดเมทานอลของใบ และสารสกัดเมทานอลจากส่วนดอก สามารถยับยั้งการเกิดแผลในกระเพาะอาหารของหนุแรท ซึ่งถูกเหนี่ยวนำโดยแอสไพรินได้ ในขณะที่สารสกัดน้ำจากใบมีผลป้องกันการเกิดแผลในกระเพาะอาหารด้วย
ฤทธิ์ป้องกันตับอักเสบ

           สารสกัด 80 % เอทานอลจากใบ สารสกัดน้ำและสารสกัดเอทานอลจากดอก มีฤทธิ์ป้องกันการทำลายเซลล์ตับหนูแรทที่ได้รับ Acetaminophen (ยาพาราเซตามอล) และสารสกัดน้ำจากส่วนราก แสดงฤทธิ์ป้องกันการทำลายเซลล์ตับหนูแรทจากการเหนี่ยวนำโดยยาไรแฟมพิซิน
ฤทธิ์ต้านออกซิเดชัน

           สารสกัดน้ำ สารสกัด 80 % เมทานอล และสารสกัด 70 % เอทานอลจากส่วนใบผลแห้งบดหยาบและสารสกัดน้ำจากเมล็ด และสารในกลุ่ม Phenol จากส่วนรากสามารถต้านและกำจัดอนุมูลอิสระได้
ฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย

           น้ำคั้นสดของใบ สารประกอบคล้าย Pterygospermin ของดอก สารสกัดอะซีโตนและสารสกัดเอทานอลจากเมล็ด สารสกัดน้ำจากเมล็ด น้ำคั้นจากเปลือกต้น สารสกัดเอทานอลของเปลือกราก และสาร athomin จากเปลือกราก มีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียได้หลายชนิด นอกจากนี้ยังมีการใช้สารสกัดน้ำมันจากเมล็ด ซึ่งมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย เป็นผลิตภัณฑ์สำหรับใช้กับตา โดยพบว่าใช้ได้ดีกับ Pyodermia ในหนูเม้าส์ ที่มีสาเหตุมาจาก Staphylo – coccus aureus
ฤทธิ์ลดระดับน้ำตาล

            ผงใบแห้ง สารสกัด 95% เอทานอล และเถ้าจากเปลือกต้น มีผลลดระดับน้ำตาลในเลือดของหนูแรทปกติ และหูที่เป็นเบาหวาน ส่วนสารสกัดเมทานอลจากเปลือกรากแสดงฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในหนูเม้าส์
ฤทธิ์ต้านการอักเสบ

         ชาชงน้ำร้อน และสารสกัดเมทานอลจากราก มีฤทธิ์ยับยั้งอาการบวมที่อุ้งเท้าหลังของหนูแรทและหนูเม้าส์ ที่ถูกเหนี่ยวนำด้วยคาราจีแนน ในขณะที่เมล็ดแก่สีเขียว สารสกัดเอทานอลจากเมล็ดแห้ง และสารสกัดเอทานอลจากเมล็ดมีผลลดการอักเสบของทางเดินหายใจในหนูตะเภา ซึ่งยืนยันถึงการใช้มะรุมในทางพื้นบ้าน เพื่อบำบัดอาการผิดปกติจากภูมิแพ้ เช่น หอบหืด สารสกัดเอทานอลจากเมล็ด สามารถลดการบวมของอุ้งเท้าบริเวณข้อของหนูแรท และพบว่าสารสกัดมะรุมมีผลลด Oxidative Stress ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับฤทธิ์ต้านการอักเสบด้วย (อ้างอิงที่ 2)

         นอกจากฤทธิ์ดังกล่าวข้างต้น มีงานวิจัยจากต่างประเทศหลายงานวิจัยรองรับว่ามะรุมมีสารอาหารต่างๆ มากมาย เช่น เป็นแหล่งของโปรตีน มีวิตามิน เบต้าแคโรทีน กรดอะมิโน อีกทั้งยังเป็นแหล่ง ของแคลเซียม เหล็ก และสังกะสี (อ้างอิงที่ 4-6) นอกจากนี้แล้ว ยังพบว่ามะรุมมีสาร Polyphenol ซึ่งมีคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระด้วย (อ้างอิงที่ 7)

         สำหรับความเป็นพิษของใบมะรุมนั้น มีการรายงานความเป็นพิษเฉียบพลัน (Acute Toxicity) ของมะรุมในระดับสัตว์ทดลองว่า ผงใบมะรุมขนาด 5 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ไม่ทำให้เกิดพิษเฉียบพลัน (อ้างอิงที่ 8) หรืออาจจะเปรียบเทียบได้ว่า น้ำหนักตัวที่ 50 กิโลกรัม การได้รับผงใบมะรุมขนาด 25 กรัม ไม่ทำให้เกิดพิษเฉียบพลัน
ข้อแนะนำในการรับประทาน

          แม้ว่าจะเป็นที่นิยมรับประทานกันมาเป็นเวลานาน หรือเป็นอาหารสุขภาพที่นิยมรับประทานกันในคนไทยมาร่วมปีแล้ว แต่เนื่องจากมะรุมยังไม่มีงานวิจัยความเป็นพิษระยะยาวในสัตว์ทดลอง คำแนะนำคือ ควรมีระยะเวลาพักในการรับประทานบ้าง คือ อาจจะไม่รับประทานต่อเนื่องทุกวัน ควรมีระยะพักต่อเดือนประมาณ 5-7 วัน

ข้อห้ามสำหรับผู้ที่จะรับประทานมะรุม

- เด็ก และสตรีมีครรภ์ เป็นข้อห้ามสำหรับสมุนไพรทุกชนิดอยู่แล้ว
- ผู้ป่วยโรคเลือด จีซิกพีดี (G6PD) (โรคเลือดอื่นๆ ไม่ได้ห้าม) โรคนี้จะห้ามรับประทานถั่วปากอ้า ซึ่งในมะรุมมีสารบางชนิดคล้ายในถั่วปากอ้าจึงควรห้ามรับประทานไปด้วย
- สตรีที่อาจจะตั้งครรภ์ หรือมีศักยภาพที่จะตั้งครรภ์ เช่น อยู่ในวัยและไม่ได้รับประทานยาคุมกำเนิด เป็นต้น เพราะมีงานวิจัยว่า ในปริมาณที่สูงทำให้เกิดการแท้งในหนูทดลองได้
- ผู้ป่วยโรค ตับ ตับอักเสบ หรือตับแข็ง เป็นข้อห้ามสำหรับสมุนไพรทุกชนิดอยู่แล้ว
- ผู้ที่รับประทานยาต้านไวรัสเอชไอวี เพราะอาจจะมีผลรบกวนระดับยาได้

         ข้อมูลดังกล่าวข้างต้นจะเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค และเป็นแนวทางที่จะช่วยในการตัดสินใจใช้ผลิตภัณฑ์มะรุมต่างๆ เพื่อดูแลสุขภาพ ป้องกันหรือรักษาโรค ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบพืชสด แห้ง เป็นแคปซูล หรือ เป็นสารสกัด

เอกสารอ้างอิง

1. มะรุม : พืชสมุนไพรหลากประโยชน์, จุลสารข้อมูลสมุนไพร 26(4):2552
2. มะรุม : พืชที่ทุกคนอยากรู้, สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
http://www.medplant.mahidol.ac.th/document/moringa.asp
3. Moringa oleifera (Drumstick) : An Overview. PHCOG REV 2008; 2 (4) : 7-13
4. Energy and micronutrient composition of dietary and medicinal wild plants consumed during drought. Study of rural Fulanl, northeastern Nigeria. Int J Food Sci Nutr. 2000 May;51(3): 195-208.
5. Nutrient content of the edible leaves of seven wild plandts from Niger. Plant Foods Hum Nutr. 1998;53(1): 57-69.
6. Moringa oleifera: a food plant with multiple medicinal uses. Phytother Res. 2007 Jan;21(1):17-25.
7. Evaluation of the polyphenol content and antiosidant properties of methanol extracts of the leaves, stem, and root barks of Moringa oleifera Lam. J Med Food. 2010 Jun;13(3):710-6.
8. การศึกษาพิษเฉียบพลันของใบมะรุม, สถาบันวิจัยสมุนไพร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์

สามารถนำรหัสสมาชิก 47024879 ไปซื้อได้ที่สำนักงานธุรกิจกิฟฟารีนทั่วประเทศ
สั่งซื้อออนไลน์ หรือติดต่อสอบถามข้อมูล


เรื่องน่ารู้ของน้ำมันรำข้าว และน้ำมันจมูกข้าว

13:44 0 Comments

          เมล็ดข้าวที่กะเทาะเปลือกออกแล้วประกอบด้วยส่วนสำคัญ 3 ส่วน คือ 1. จมูกข้าว (ส่วนปลายแหลมของเมล็ดข้าว) 2. รำข้าว (เยื่อสีน้ำตาที่ห่อหุ้มเมล็ดข้าว) 3. ข้าวสาร (เนื้อเมล็ดข้าวที่มีลักษณะเป็นแป้งสีขาว)

        เนื้อเมล็ดข้าวสีขาวเกือบทั้งหมดเป็นแป้งและน้ำตาล แต่สาระสำคัญอีกจำนวนมากจะมีอยู่ที่จมูก
และรำข้าว เมื่อนำมาสกัดด้วยกรรมวิธีแล้ว จะได้ผลิตภัณฑ์น้ำมันจากข้าวได้แก่ น้ำมันรำข้าว (Rice Bran Oil) และน้ำมันจมูกข้าว (Rice Germ Oil)
ส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์น้ำมันจากข้าว

ทั้งน้ำมันรำข้าว(Rice Bran Oil) และน้ำมันจมูกข้าว (Rice Germ Oil) ส่วนประกอบหลักดังนี้

- กรดไขมันไม่อิ่มตัว ชนิดไลโนเลอิก (Linoleic) และกรดโอเลลิก (Oleic) ในน้ำมันรำข้าวและจมูกรำ
ข้าวจะไม่มีโคเรสเตอรอล ซึ่งโดยปกติในพืชและผลิตภัณฑ์จากพืชทุกชนิดจะไม่มีโคเรสเตอรอล นอกจากนี้ยังพยกรดไขมันไม่อิ่มตัวไลโนเลนิก (Linoleic) อยู่ด้วย

- สารประกอบที่ละลายในไขมัน ได้แก่ สารพวกไฟโตสเตอรอล (Phytosterol) สารต้านอนุมูลอิสระต่าง ๆ เช่น โอรีซานอล (Oryzanol) และสารกลุ่มวิตามินอี ได้แก่ โทโคเฟอรอล (Tocopherol) และโทโคไตรอีนอล (Tocotrienol) กรดไลโนเลอิก เป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน (Polyunsaturated fatty acid, PUFA) มีฤทธิ์ในการลดโคเรสเตอรอลและแอลดีแอล โคเลสเตอรอล (LDL-Cholesterol) cแอลดีแอล-โคเรสเตอรอลเป็นโคเรสเตอรอลชนิดไม่ดี ที่มีส่วนทำให้เกิดการอุดตันในผนังหลอดเลือดแดง นอกจากนี้กรดไลโนเลอิกยังเป็นสารตั้งต้นในการสังเคราะห์กรดไขมันสายยาวในกลุ่มโอเมกา 6 ที่ใช้เป็นส่วนประกอบของเยื่อหุ้มเซลล์ที่สำคัญ ได้แก่ เซลล์สมองและเซลล์ประสาท กรดโอเลอิก หรือ กรดไขมันโอเมก้า 9
เป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว (Monounsaturated fatty acid, MUFA) ช่วยลดแอลดีแอล-โคเรสเตอรอล แต่จะเพิ่มเอซดีแอล-โคเรสเตอรอล (HDL-Cholesterol) ซึ่งเป็นโคเรสเตอรอลชนิดที่ดี ที่จะช่วยพาโคเรสเตอรอลในเซลล์และในกระแสเลือดไปเผาผลาญ ป้องกันเส้นเลือดตีบได้ ลดการอุดตันในผนังหลอดเลือก เช่นเดียวกับกรดไขมันไลโนเลอิก

       น้ำมันรำข้าวและน้ำมันจมูกข้าว ยังมีงานวิจัยโดยตรงที่เชื่อถือได้ในคน คือ เป็นงานวิจัยแบบมีกลุ่มควบคุม (Randomized Controlled Trial) ในผู้ที่มีไขมันในเลือดสูง ผลการวิจัยพบว่าสามารถลดไขมันโคเสเตอรอล และแอลดีแอล-โคเรสเตอรอลได้จริง (อ้างอิงที่ 1) กรดไลโนเลอิกเป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน (Polyunsaturated fatty acid, PUFA) เป็นสารตั้งต้นในการสังเคราะห์กรดไขมันสายยาวในกลุ่มโอเมก้า 3 ที่ใช้เป็นส่วนประกอบของเยื่อหุ้มเซลล์ที่สำคัญได้แก่ เซลล์สมอง และเซลล์ประสาท
โอรีซานอล และสารกลุ่มวิตามิน อี
       น้ำมันรำข้าวและน้ำมันจมูกข้าว ยังมีสารต้านอนุมูลอิสระต่าง ๆ เช่น สารกลุ่มวิตามินอี (โทโคเฟอรอล และโทโคไตรอีนอล) และโอรีซานอล โดยเฉพาะโอรีซานอลจะมีอยู่แต่มนน้ำมันจากข้าวเท่านั้น และมีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระแรงกว่าสารกลุ่มวิตามินอี ทั้งโอรีซานอลและโทโคไตรอีนอล มีผลในการลดระดับโคเลสเตอรอลโคยตรง โดยที่โอรีซานอลช่วยลดการดูดซึมโครเลสเตอรอลจากอาหาร ขณะที่โทโคไตรอีนอลขัดขวางการสังเคราะห์โคเลสเตอรอลในร่างกาย นอกจากนี้ทั้งโอรีซานอลและสารกลุ่มวิตามินอี จะลดการเกิดออกซิไดซ์แอลดีแอล (Oxidised LDL) ลดการเกิดหลอดเลือดแข็ง และลดการเกิดโคเลสเตอรอลออกไชด์ เมื่อร่างกายได้รับเลสเตอรอลออกไซด์น้อย จะลดการทำลายเซลล์ภายในหลอดเลือด ลดการสะสมพล๊าค (Plaque) หรือตะกอนในผนังหลอดเลือดไฟโตสเตียรอล

        น้ำมันรำข้าวและน้ำมันจมูกข้าว ยังมีสารประกอบกลุ่มไฟโตสเตียรอล ซึ่งไฟโตสเตียรอลหลายชนิดจะช่วยลดการดูดซึมโคเลสเตอรอลอีกทางหนึ่ง (อ้างอิงที่ 2,3)

เอกสารอ้างอิง

1.Similar cholesterol-lowering properties of rice bran oil, with varied gamma-oryzanol, in mildly hypercholesterolemic men.

2.นัยนา บุญทวียุวัฒน์ และเรวดี จงสุวัฒน์. น้ำมันรำข้าวทางเลือกเพื่อสุขภาพของคนไทย. กรุงเทพฯ: โอนเดียนสโตร์, 2454. 64 หน้า

3.ไขมันในเลือด Cholesterol, triglyceride, HDL, LDL., สภาเทคนิคการแพทย์: The Medical Technology Councill. http://www.mtcouncill.org/publicpage.php-id=9.htm

สามารถนำรหัสสมาชิก 47024879 ไปซื้อได้ที่สำนักงานธุรกิจกิฟฟารีนทั่วประเทศ
สั่งซื้อออนไลน์ หรือติดต่อสอบถามข้อมูล


สาระน่ารู้เกี่ยวกับถั่งเช่า

13:24 0 Comments
         ถั่งเช่า (Chong Cao) หรือที่รู้จักกันว่า ไวอากร้าแห่งเทือกเขาหิมาลัย ถือว่าเป็นสินค้าที่มีมูลค่าสูงของชาวเอเชีย ด้วยคุณสมบัติที่ให้ผลเรื่องการเพิ่มสมรรถภาพทางเพศอันมีชื่อเสียงโด่งดัง อาจเรียกในชื่ออื่นได้อีกว่า ตังถั่งเช่า หรือ ตังถั่งแห่เช่า

ชื่อสมุนไพร : ถั่งเช่า หรือ ตังถั่งแห่เช่า

ชื่อสามัญ (ชื่อภาษาอังกฤษ) : Chong cao, Dong chong xia cao
ชื่ออื่น : ถั่งเช่า, หนอนเทวดา, ตังถั่งแห่เช่า, เห็ดถั่งเช่า, หญ้าหนอน
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cordyceps sinensis (Berk.) Sacc.(อ้างอิงที่ 3)

         “ถั่งเช่า” หรือ “เห็ดถั่งเช่า”ประกอบด้วย 2 ส่วนคือ ส่วนที่เป็นตัวหนอนของผีเสื้อค้างคาวที่มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Hepialus armoricanus Oberthiir และส่วนที่เป็นเห็ดซึ่งอยู่บนตัวหนอนที่มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Cordyceps sinensis (Berk.) Sacc. โดยสปอร์ของเห็ดเจริญเป็นเส้นใยบนตัวอ่อนของหนอนผีเสื้อค้างคาวที่กำลังจำศีลอยู่ใต้ดินในฤดูหนาว อาศัยสารอาหารและแร่ธาตุจากตัวหนอน เมื่อถึงฤดูใบไม้ผลิ เห็ดจะเจริญงอกออกมาจากส่วนหัวของตัวหนอนที่ตายซาก มีลักษณะคล้ายกับต้นหญ้าที่งอกขึ้นมาหนึ่งต้น จากลักษณะดังกล่าวทำให้ชาวจีนเรียกถั่งเช่าว่า Chong Cao (worm-grass) ซึ่งหมายถึงหญ้าหนอน โดยเป็นคำเรียกสั้นๆของคำว่า dong chong xia cao ในขณะที่ชาวธิเบตเรียกว่า yartsa gunbu (summer-grass, winter-worm) ซึ่งหมายถึง ฤดูหนาวเป็นหนอน ฤดูร้อนเป็นหญ้า (อ้างอิงที่ 1-3)

          ถั่งเช่า พบได้ในแถบทุ่งหญ้าบนภูเขา ประเทศจีน (ทิเบต) เนปาล และภูฏาน ที่ระดับความสูง 10,000-12,000 ฟุต จากระดับน้ำทะเล การเก็บถั่งเช่าจะเก็บในช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิ เมื่อขุดตัวหนอนขึ้นจากดินแล้ว ล้างน้ำให้สะอาด แล้วตากแห้ง การเก็บรักษา ควรเก็บไว้ในที่แห้ง

         ถั่งเช่ามีการใช้อย่างแพร่หลายในประเทศจีนมานานนับศตวรรษ ตำราแพทย์แผนจีนกล่าวว่า ถั่งเช่ามีสรรพคุณทางยาหลายประการ เช่น ส่งเสริมสมรรถภาพทางเพศ ช่วยให้อสุจิแข็งแรง บำรุงให้สตรีมีบุตรง่าย ปรับประจำเดือนให้สมดุล บำรุงร่างกาย บำรุงอวัยวะภายใน เช่น ปอด ตับ และไต เป็นต้น ด้วยเหตุนี้ ชาวจีนจึงนิยมนำถั่งเช่ามาปรุงอาหารเพื่อบำรุงสุขภาพ เช่น นำไปตุ๋นรวมกับเป็ด และไก่ ในทางเภสัชวิทยา ถั่งเช่ามีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาหลายประการ เช่น เพิ่มสมรรถภาพทางเพศ ช่วยปรับสมดุลของร่างกาย ต้านอนุมูลอิสระ กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน ลดระดับน้ำตาลในเลือด สารออกฤทธิ์ทางชีวภาพที่สำคัญและนิยมใช้เป็นตัวบอกคุณภาพและกำหนดราคา คือ สารคอร์ไดเซพิน (Cordycepin) ซึ่งช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ส่งเสริมสมรรถภาพทางเพศชาย บำรุงไต (อ้างอิงที่ 1-4)

        ในด้านส่งเสริมสมรรถภาพทางเพศชาย มีงานวิจัยเชิงทดลองแบบมีกลุ่มควบคุม (double blind, placebo-controlled clinical trial) กับกลุ่มผู้สูงอายุที่มีปัญหาเรื่องความรู้สึกทางเพศลดลง (hyposexuality)พบว่าในกลุ่มที่ใช้ถั่งเช่า 3 กรัมต่อวัน เป็นเวลา 40 วัน จำนวน 159 คน ให้ผลดีในเรื่องนี้ 64.1% และยังมีอีก 2 การทดลองทางคลีนิคกับผู้ป่วยที่มีปัญหาความรู้สึกทางเพศลดลงก็ให้ผลไปในทางเดียวกันโดยพบว่า การทดลองแรกในกลุ่มที่ใช้ถั่งเช่าจำนวน 189 คน ให้ผลดีในเรื่องนี้ 66.1% ส่วนอีกการทดลองพบว่า กลุ่มที่ใช้ถั่งเช่า 144 คน ให้ผลดีขึ้น 65.3 %(อ้างอิงที่ 4)

       ในการศึกษาการใช้ถั่งเช่ากับกลุ่มผู้ชายที่มีปัญหาอวัยวะเพศไม่แข็งตัว จำนวน 22 คน (male patients with impotence)พบว่ามากกว่าหนึ่งในสามสามารถที่จะกลับมามีเพศสัมพันธ์ได้ อีกการทดลองหนึ่งทดลองกับกลุ่มผู้ชายที่มีปัญหาเดียวกัน จำนวน 28 คน พบว่าให้ผลดีขึ้น 64.3%

        มีการศึกษาผลของถั่งเช่า ที่มีต่อสเปริม์ด้วย โดยมีรายงานว่าสามารถเพิ่มจำนวนสเปิร์มในอสุจิได้ 33% ช่วยลดปริมาณสเปิร์มที่ผิดปกติลงได้ 29% และมีอัตราการรอดของสเปิร์มสูงขึ้น 79%(อ้างอิงที่ 4)

         นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยสนับสนุนว่าการใช้ถั่งเช่าที่ 3 กรัมต่อวัน ช่วยให้ผู้หญิงที่มีปัญหาหมดความรู้สึกทางเพศ (libido)กลับมามีความรู้สึกทางเพศได้ 86% (อ้างอิงที่ 5)

       ในด้านสรรพคุณบำรุงร่างกาย มีรายงานศึกษาวิจัยเชิงทดลองแบบมีกลุ่มควบคุม (double blind, placebo-controlled clinical trial) ว่า ช่วยเพิ่มพลัง ลดอาการเหนื่อยล้า โดยมีการศึกษาทางคลีนิคในการใช้ถั่งเช่า 3 กรัม ต่อวัน กับผู้สูงอายุและมีอาการต่างๆที่เกิดจากความชรา พบว่า ลดอาการเหนื่อยล้าได้ถึง 92% สามารถทนต่อความหนาวได้ดีขึ้น 89% ลดอาการหน้ามืดตาลายได้ 83% ลดอาการหูอื้อได้ 79% ลดความถี่ของการปวดปัสสาวะตอนกลางคืนได้ 59%(อ้างอิงที่ 4)

เอกสารอ้างอิง

1. The Economics and Sustainability of Cordyceps Harvest in Tibet, American Botanical Council, HC 020492-380

2. บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน “ถั่งเช่า”ช่วยเพิ่มสมรรถภาพ จริงหรือ?, สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล http://www.pharmacy.mahidol.ac.th/th/knowledge/article/153/ถั่งเช่า-ช่วยเพิ่มสมรรถภาพ-ได้จริงหรือ/

3. ถั่งเช่า:อิทธิฤทธิ์หญ้า (หนอน) เทวดา, ภาควิชาเทคโนโลยีชีวภาพ คณะอุตสาหกรรมเกษตร ม.เกษตรศาสตร์, สรรสาระเทคโนโลยีชีวภาพ/เดือนตุลาคม 2554

4. The scientific rediscovery of an ancient Chinese herbal medicine: Cordyceps sinensis: part I, J Altern Complement Med.1998 Fall;4(3):289-303

5. Adaptogenic Medicinal Fungus Appears Promising, American Botanical Council, HC 061192

สามารถนำรหัสสมาชิก 47024879 ไปซื้อได้ที่สำนักงานธุรกิจกิฟฟารีนทั่วประเทศ
สั่งซื้อออนไลน์ หรือติดต่อสอบถามข้อมูล