แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ลดไขมันในเลือด แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ลดไขมันในเลือด แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2561

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับอีฟนิง พริมโรส ออยส์

16:11 0 Comments

           อีฟนิง พริมโรส ออยส์ (Evening Primrose Oil) หรือ EPO เป็นน้ำมันที่สกัดได้จากเมล็ดของต้น Oenothera biennis ในแถบยุโรป ซึ่งอุดมด้วยกรดไขมันจำเป็น (Essential Fatty Acid หรือ EFA) 2 ชนิด คือ


1. กรดไขมันไลโนเลอิก (Linoleic Acid)
2. กรดไขมันแกมมา-ไลโนเลนิก (Gamma Linolnic Acid หรือ GLA) กรดทั้งสองชนิดนี้มีความจำเป็นต่อระบบต่างๆ ของร่างกายภายใน ในการที่จะทำให้ระบบเหล่านี้ทำหน้าที่ได้อย่างปกติ กรดไขมันที่จำเป็นนี้ร่างกายสร้างเองไม่ได้ จำเป็นต้องได้รับจากการรับประทานอาหาร อีฟนิง พริมโรส ออยล์ เป็นอาหารเสริมแหล่งหนึ่งที่จะช่วยให้ร่างกายได้รับไขมันจำเป็นทั้งสองชนิด นี้อย่างเพียงพอ โดยเฉพาะกรดไขมันแกมมา-ไลโนเลนิก (GLA)

คุณประโยชน์ของอีฟนิง พริมโรส ออยล์

1. ลดอาการปวดท้องหรือปวดหน้าอกในระยะก่อนมีประจำเดือน
2. บรรเทาอาการอักเสบปวดข้อรูมาตอยด์
3. บรรเทาอาการผิวหนังแห้งและอักเสบ และโรคผิวหนังอักเสบ ภูมิแพ้ Eczema
4. ชะลออาการเส้นประสาทเสื่อม และเส้นประสาทอักเสบในผู้ป่วยเบาหวาน

        ดังนั้น ถ้าเรารับประทานอีฟนิง พริมโรส ออยล์ ทำให้ร่างกายได้รับ GLA เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย จึงมีผลทำให้ผิวพรรณมีสุขภาพดี นุ่มเนียน สดใส ไม่แห้งแตกหยาบกร้าน อีกทั้งช่วยลดริ้วรอยอันไม่พึงปรารถนา นอกจากนี้ยังมีรายงานจำนวนมากที่แสดงว่าน้ำมันอีฟนิง พริมโรส สามารถนำมาใช้รักษาโรคต่างๆ ได้ดังนี้

1. โรคผิวหนังเอคซีม่า (Eczema) พบว่าอาการคันลดลงและผิวหนังดีขึ้น
2. อาการปวดเต้านม (Mostalgla) ทำให้อาการปวดเต้านมหายไปหรือดีขึ้น
3. อาการผิดปกติก่อนมีประจำเดือน (Premenstrual Syndrome) นอกจากอาการเจ็บเต้านมจะดีขึ้นแล้ว ยังพบว่าสามารถลดปริมาณน้ำที่คั่งอยู่ในร่างกายได้ และทำให้ความรู้สึกทางจิตใจดีขึ้น
4. อาการปวดข้อรูมาตอยด์ (Rheumatiod Arthritis) สามารถทำให้อาการเจ็บปวดลดลง และช่วยลดปริมาณยาแก้อักเสบ (Non Sterodial Antinflammatory Drug-NSAID) ที่จะต้องใช้
5. อาการจากการขาดกรดไขมันที่จำเป็น เนื่องจากน้ำมันอีฟนิง พริมโรส มีกรดไขมันที่จำเป็นคือ ไลโนเลอิก หรือกรดไขมันกลุ่มโอเมก้า-6 ซึ่งทำให้อาการทางผิวหนังดีขึ้น
อีฟนิง พริมโรส ออยล์ สร้างผิวสวยของคุณให้เนียนนุ่ม สดใส

        กรดไขมันแกมมา-ไลโนเลนิก (GLA) ใน อีฟนิง พริมโรส ออยล์ เป็นอาหารที่จำเป็นต่อผิวของคนเราอย่างยิ่ง ทั้งนี้ GLA เป็นองค์ประกอบทีสำคัญชนิดหนึ่งของเยื่อบุเซลล์ ทำหน้าที่ในการป้องกันมิให้เกิดการสูญเสียน้ำออกจากเซลล์ผิวหนัง ทำให้ผิวหนังชุ่มชื้นอยู่เสมอ นอกจากนี้ GLA ยังเป็นต้นกำเนิดที่สำคัญในการสร้างโพสต้าแกลน-ดิน อี 1 Prostaglandin E1 หรือ PGE1 ซึ่งเป็นสารสำคัญในร่างกายที่ทำหน้าที่คล้ายฮอร์โมน โดยมีผลต่อร่างกายหลายประการ เช่น ป้องกันการเกิดการอับเสบ บรรเทาอาการข้ออักเสบ ซึ่งผลของ PGE1 ต่อผิวหนังนั้นก็คือ มีผลทำให้เลือดไหลเวียนไปหล่อเลี้ยงผิวหนังได้มากขึ้น และช่วยให้ผิวพรรณแข็งแรงมีความยืดหยุ่นสูง

เอกสารอ้างอิง

1. Treatment of atopic eczema with evening primrose oil: rationale and clinical results. Clin Investig 1992;70(2):167-71.
2. Mastodynia. Obstet Gynecol Clin North Am 1994;21(3):461-77.
3 . Mastalgia: a 3 year Australian study. Aust N Z J Surg 1994;64(5):329-31.
4. Metabolic and vascular factors in the pathogenesis of diabetic neuropathy. Diabetes 1997;46 Suppl 2:S31-7:S31-7.
5. Treatment of rheumatoid arthritis with gammalinolenic acid. Ann Intern Med 1993;119(9):867-73.
6. Evening primrose oil in patients with rheumatoid arthritis and side-effects of non-steroidal Anti-inflammatory drugs. Br J Rheumatol 1991;30(5):370-2.

สามารถนำรหัสสมาชิก 47024879 ไปซื้อได้ที่สำนักงานธุรกิจกิฟฟารีนทั่วประเทศ
สั่งซื้อออนไลน์ หรือติดต่อสอบถามข้อมูล


เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับน้ำมันปลา

16:08 0 Comments
         ใน ปัจจุบันเป็นที่ยอมรับกันแพร่หลายในวงการแพทย์ว่า น้ำมันปลา คือ หนึ่งในอาหารเสริมสุขภาพที่ให้ประโยชน์สูงสุดต่อผู้บริโภค ให้ผลดีมากในการลดไขมันในเลือด และลดระดับไตรกรีเซอไรด์ในเลือด ป้องกันโรคหัวใจ โรคความดันสูง และโรคเบาหวาน

น้ำมันปลาแตกต่างจากน้ำมันตับปลาอย่างไร ?
        คน ไทยเรารู้จัก “ น้ำมันตับปลา ” มาเป็นเวลานาน โดยใช้เป็นอาหารเสริมซึ่งมีวิตามินที่สำคัญคือ วิตามินเอ และ ดี น้ำมันตับปลาเป็นน้ำมันที่สกัดจากตับปลาทะเลบางชนิด เช่น ปลาคอด (COD) ส่วนน้ำมันปลาที่เราจะกล่าวถึงนี้ไม่ใช่น้ำมันตับปลาแต่เป็นน้ำมันที่สกัดมา จากส่วนหัวหรือเนื้อปลาทะเล ในน้ำมันปลานี้จะอุดมไปด้วยกรดไขมันจำเป็น ซึ่งร่างกายมนุษย์ไม่สามารถสังเคราะห์ขึ้นมาเองได้ กรดไขมันจำเป็นชนิดนี้เป็นกรดไขมันประเภทไม่อิ่มตัว มีชื่อเรียกว่า “ โอเมก้า- 3 ” ซึ่งมีอยู่มากในน้ำมันปลาเป็นปริมาณมาก

น้ำมันปลาประกอบด้วยอะไรบ้าง ?

         น้ำมัน ปลาประกอบด้วยกรดไขมันจำเป็นประเภทโอเมก้า 3 อยู่มาก ซี่งในกลุ่มของโอเมก้า 3 นั้นเรายังสามารถแบ่งได้เป็น 2 ชนิด ที่สำคัญคือ

1. กรดโดโคซาเฮกอีโนอิก (Docosahexaenoic Acid) หรือ DHA
2. กรดไอโคซาเพนทาอีโนอิก (Eicosapentaennoic Acid) หรือ EPA
น้ำมันปลาช่วยลดไขมันในเลือดได้อย่างไร ?

         จาก การศึกษาพบว่า สามารถลดระดับของไตรกีรเซอไรด์ในเลือดได้ถึง 19 – 24 % แต่ไม่ลดโคเลสเตอรอล การที่น้ำมันปลาสามารถลดไขมันเลือดได้นี้ เชื่อว่า เกิดจากที่ DHA /EPA ลดการสร้างไตรกรีเซอไรด์ลง และไปยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ในตับชื่อ Acylransferases และ Phosphatidatephoshydrolase นอกจากนี้น้ำมันปลายังช่วยเพิ่มปริมาณของ DHL ซึ่งจะทำให้มีการเก็บโคเลสเตอรอลในเลือดและผนังหลอดเลือดกลับสู่ตับ และเปลี่ยนน้ำดีเพื่อขับออกนอกร่างกาย
น้ำมันปลาช่วยลดการบวมของโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ได้อย่างไร ?

          สาร DHA /EPA จะลดการสร้างโพรสตาแกลนดิน ชนิดลิวโคไตรอีน ซึ่งเป็นสารก่อการอักเสบ ทำให้สามารถลดการอักเสบและบวมของข้อได้

          จาก การทดลองของ Tulleken และคณะ ได้ให้ผู้ป่วยโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์รับประทานน้ำมันปลา 12 กรัม / วัน พบว่าการบวมของข้อรวมทั้งการเคลื่อนไหวลำบากของข้อลดลง ซึ่งเราสามารถใช้น้ำมันปลาเป็นอาหารเสริมร่วมกับยาที่ใช้อยู่เพื่อลดการบวม และการอักเสบของข้อได้
น้ำมันปลาจะช่วยในโรคเส้นเลือดหัวใจอุดตันได้อย่างไร ?

           น้ำมัน ปลาช่วยในโรคเส้นเลือดหัวใจอุดตัน โดยกลไกการจับตัวของเกล็ดเลือด ทำให้เลือดไหลเวียนคล่องขึ้น จึงลดทั้งอุบัติการณ์การเป็นโรคนี้ และลดอัตราการตีบซ้ำในผู้ที่เป็นโรคนี้แล้ว
สาร DHA ในน้ำมันปลาช่วยบำรุงสมองได้อย่างไร ?

           ใน ประเทศญี่ปุ่นช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีผลงานวิจัยแสดงผลอย่างชัดเจนว่า สาร DHA ในน้ำมันปลามีส่วนสำคัญในการพัฒนาสมอง โดยสาร DHA จะช่วยบำรุงสมองให้ทำงานดีขึ้น DHA ผ่านเข้าไปในสมองและเสริมสร้างการเจริญเติบโตของปลายประสาทที่เรียกว่า Dendrite บริเวณของ Dendrite นี้จะทำหน้าที่ถ่ายทอดสัญญาณและผ่านข้อมูลระหว่าเซลล์สมองด้วยกัน ดังนั้นจึงมีการแนะนำให้รับประทานเนื้อปลา

เอกสารอ้างอิง

1. Fish consumption and risk of sudden cardiac death. JAMA 1998;279(1):23-8.
2. Effect of garlic and fish-oil supplementation on serum lipid and lipoprotein concentrations in hypercholesterolemic men. Am J Clin Nutr 1997;65(2):445-50.
3. Effects of docosahexaemoic acid on serum lipoproteins in patients with combined hyperlipidemia: a randomized, double-blind, placebo-controlled trial. J Am Coll Nutr 1997;16(3):236-43.
4. Fish-oil fatty acid supplementation in active rheumatoid arthritis A double-blinded, controlled, crossover study. Ann lntern Med 1987;106(4):497-503.
5. Validation of a meta-analysis: the effects of fish oil in rheumatoid arthritis. J Clin Epidemiol 1995;48(11):1379-90.
6. Fatty acid composition of human brain phospholipids during normal development. J Neurochem 1998;71(6):2528-33.
7. Neonatal polyunsaturated fatty acid metabolism. Lipids 1999;34(2):139-49.

สามารถนำรหัสสมาชิก 47024879 ไปซื้อได้ที่สำนักงานธุรกิจกิฟฟารีนทั่วประเทศ
สั่งซื้อออนไลน์ หรือติดต่อสอบถามข้อมูล


เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ ดีเอชเอและการทำงานของสมอง

13:54 0 Comments
          น้ำมันปลา ประกอบด้วยกรดไขมันจำเป็นประเภทโอเมก้า 3 อยู่ในปริมาณสูง ซึ่งในกลุ่มของโอเมก้า 3 นั้น มีกรดไขมันไม่อิ่มตัว 2 ชนิดที่สำคัญได้แก่ 1. กรดโดโคซาเฮกซาอีโนอิก (Docosahexaenoic Acid) หรือ DHA 2. กรดไอโคซาเพนทาอีโนอิก (Eicosapentaenoic Acid) หรือ EPA

         แหล่งของ DHA และ EPA ในธรรมชาติพบมากในปลาทะเล และสาหร่าย โดย EPA จะมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดอุดตัน โรคหลอดเลือดหัวใจ ช่วยลดระดับของไตรกลีเซอร์ไรด์ในเลือด (อ้างอิงที่ 1) ขณะที่ DHA มีความสำคัญต่อการทำงานของสมอง เพราะเป็นโครงสร้างพื้นฐานของเซลล์สมอง

        ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีผลงานวิจัยแสดงอย่างชัดเจนว่า สาร DHA ในน้ำมันปลามีส่วนสำคัญในการพัฒนาสมอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงตั้งแต่แรกเกิดที่ต้องการ DHA ในปริมาณมากและเพียงพอ เพื่อใช้ในการพัฒนาสมองได้อย่างเต็มที่ในวัยผู้ใหญ่ (อ้างอิงที่ 2) DHA จะผ่านเข้าไปในสมองและเสริมสร้างการเจริญเติบโตของปลายประสาทที่เรียกว่า เดนไดรต์ (dendrite) ซึ่งจะทำหน้าที่ถ่ายทอดสัญญาณและส่งผ่านข้อมูลระหว่างเซลล์สมองด้วยกัน ทำให้เกิดการเรียนรู้และการจดจำ (อ้างอิงที่ 3) นอกจากนี้ DHA ยังมีความสำคัญต่อระบบประสาทตาและระบบการทำงานของสายตาอีกด้วย (อ้างอิงที่ 2)

         DHA ยังช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคความจำเสื่อม ชนิดที่เป็นที่รู้จักกันดีคือ โรคอัลไซเมอร์ ซึ่งเป็นโรคที่พบได้บ่อยในกลุ่มโรคความจำเสื่อม โดยจะมีการเสื่อมของเซลล์สมองในส่วนที่ควบคุมการเรียนรู้และความจำ โรคนี้ส่วนใหญ่พบในผู้สูงอายุที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป และอัตราความเสี่ยงของโรคจะเพิ่มขึ้นตามอายุที่มากขึ้น (อ้างอิงที่ 4) โดยเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยด้วยโรคความผิดปกติของหลอดเลือด ได้แก่ โรคหลอดเลือดหัวใจ เบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดสูง ถือเป็นกลุ่มเสี่ยงสำคัญที่อาจเกิดเซลล์สมองฝ่อเร็วกว่าคนทั่วไป (อ้างอิงที่ 5)

         โรคอัลไซเมอร์ จะส่งผลให้เกิดความจำเสื่อม การทำงานประสานของร่างกายลดลง พฤติกรรมเปลี่ยนแปลง หลงลืม สับสน และไม่สามารถปฏิบัติงานที่เคยทำปกติได้ การมีเหตุผลจะลดลง ที่สำคัญคือเมื่อเกิดขึ้นแล้วไม่สามารถรักษาให้หายได้(อ้างอิงที่ 4) ปัจจุบันมีผู้ป่วยด้วยโรคนี้ทั่วโลกประมาณ 33.9 ล้านคน และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 3 เท่าในอีก 40 ปีข้างหน้า สำหรับในประเทศไทยซึ่งมีผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปทั้งหมดประมาณ 8.3 ล้านคน คาดว่าจะมีผู้ที่มีความเสี่ยงเป็นโรคอัลไซเมอร์ประมาณ 8.3 แสนคน และคาดการณ์ได้ว่าโรคอัลไซเมอร์จะเป็นปัญหาทางสาธรณสุขที่รุนแรงขึ้นในอนาคต ซึ่งไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อผู้เป็นโรคเท่านั้น ยังส่งผลกระทบต่อคนในครอบครัวอีกด้วย ดังนั้น โรคอัลไซเมอร์จึงเป็นโรคที่น่ากังวลในปัจจุบันและอนาคตเป็นอย่างมาก (อ้างอิงที่ 6)

          หนึ่งในสาเหตุของการเกิดโรคอัลไซเมอร์คือ การสะสมของ อะไมลอยด์ เบต้า (Amyloid Beta) จนกลายเป็น อะไมลอยด์ พล๊าค (Amyloid Plaques) ซึ่งมีความเป็นพิษต่อเซลล์ประสาท โดยจะทำลายสมดุลไอออน ทำให้เกิดอนุมูลอิสระ ทำลายโครงสร้างของเยื่อหุ้มเซลล์ที่มีไขมันและโปรตีนเป็นส่วนประกอบ และทำให้เกิดการกระตุ้นเซลล์ Microglia ซึ่งเมื่อ Microglia ถูกกระตุ้นจะทำให้เกิดการหลั่งสารที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบที่เป็นพิษต่อ ระบบประสาท ซึ่งเป็นสาเหตุให้เซลล์สมองถูกทำลาย (อ้างอิงที่ 4,7)

          มีงานวิจัยสนับสนุนว่า DHA ในน้ำมันปลาช่วยเพิ่มสารที่มีชื่อว่า LR11 โปรตีน ซึ่งสามารถช่วยลดการเกิดอะไมลอยด์ เบต้า (Amyloid Beta) ที่จะรวมตัวเป็น อะไมลอยด์ พล๊าค (Amyloid Plaques) หนึ่งในสาเหตุของการเกิดโรคอัลไซเมอร์ได้ (อ้างอิงที่ 8) อีกงานวิจัยที่ทำการทดลองกับผู้สูงอายุ พบว่า การรับประทาน DHA วันละ 900 มก. เป็นเวลา 6 เดือน สามารถเพิ่มความสามารถในการเรียนรู้ และการจดจำได้ดี (อ้างอิงที่ 9) นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยเพิ่มเติมสนับสนุนว่า DHA สามารถชะลอการเกิดโรคสมองเสื่อมประเภทอัลไซเมอร์ได้ โดยที่ไม่มีผลข้างเคียงต่อสุขภาพ และมีความปลอดภัยสูง (อ้างอิงที่ 10) รวมถึงงานวิจัยระบุว่าการที่ร่างกายได้รับ DHA ที่ไม่เพียงพอจะมีแนวโน้มทำให้มีโอกาสเกิดอนุมูลอิสระ เกิดปฏิกริยา lipid peroxidation ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคอัลไซเมอร์ได้ (อ้างอิงที่ 11)

          นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยในประเทศออสเตรเลีย โดยศึกษากับเด็ก อายุ 7-12 ปี ที่มีอาการสมาธิสั้นพบว่า การเพิ่มขึ้นของดีเอชเอในเม็ดเลือดแดง ส่งผลให้เด็กมีการอ่านคำที่ดีขึ้น การสะกดคำที่ดีขึ้น ความสนใจดีขึ้น พฤติกรรมที่ผิดปกติ ความกระสับกระส่าย และอาการสมาธิสั้นโดยรวมลดลง (อ้างอิงที่ 12) และมีงานวิจัยในประเทศโอมาน ระบุว่าเด็ก ที่เป็นโรคออทิซึม หรือ ผู้ป่วยออทิสติก จะมีระดับของ DHA ในเม็ดเลือดแดงต่ำเช่นเดียวกัน (อ้างอิงที่ 13)

          ดังนั้นการรับประทานอาหาร หรือ อาหารเสริมที่มีส่วนประกอบของ กรดโดโคซาเฮกซาอีโนอิก หรือ DHA เป็นประจำ จะมีส่วนสำคัญในการเสริมสร้างพัฒนาการในเด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้น และผู้ป่วยออทิสติก นอกจากนี้ยังลดความเสี่ยงในการเป็นโรคอัลไซเมอร์ในผู้สูงอายุ และมีส่วนช่วยในการพัฒนาสมอง เพิ่มการเรียนรู้ และการจดจำได้อีกด้วย

เอกสารอ้างอิง

1. Robert Oh. Practical Applications of Fish oil (omega-3 fatty acids) in Primary Care. J Am Board Farm Pract 2005;18:28-36
2. A Diet Enriched with the Omega-3 Fatty Acid Docosahexaenoic Acid Reduces Amyloid Burden in an Aged Alzheimer Mouse Model.The Journal of Neuroscience, March 23,2005;25(12):3032-3040
3. ทางเลือกในการพัฒนาสมองด้วยสาร DHA โดย สิงหะเนติ, สรวงสุดา 2541 สาร DHA ทางเลือกในการพัฒนาสมอง วิทยาศาสตร์และโทคโนโลยี 13(2)พค.-สค. (ออนไลน์): http://www.school.net.th/library/snet4/anatomy/dha.htm
4. Expression of Amyloid-Beta and Interleukin-13 Recombinant Protein in Escherichia coli . National Graduate Research Conference Nokhon Ratchasima Rajabhat University.
5. Risk factors: Alzheimer’s association [Internet]. 2008 :[about 5 p.].Available from: http://www.alz.org/alzheimers_disease_causes_risk_factors.asp
6. การพัฒนาโปรแกรมตรวจคัดกรองความเสี่ยงต่อโรคอัลไซเมอร์ได้ด้วยสมาร์ทโฟน : สำนักงานสารนิเทศและประชาสัมพันธ์ กระทรวงสาธารณสุข (ออนไลน์). กุมภาพันธ์ 2556 : 1หน้า : http://203.157.19.14/iprg/include/admin_hotnew/show_hotnew.php?idHot_new=53497
7. Omega- 3 fatty acids and dementia. Prostaglandins Leukot Essent Fatty Acids. Aug-Sep 2009;81(2-3):213-21.
8. Omega-3 Fatty Acid Docosahexaenoic Acid Increases SorLA/LR11, a Sorting Protein with Reduced Expression in Sporadic Alzheimer’s Disease (AD): Relevance to AD Prevention. J Neurosci, December 26,2007;27(52):14299-14307.
9. Beneficial effects of docosahexaenoic acid on cognition in age- related cognitive decline. Alzheimer’s & Dementia: The journal of the Alzheimer’s association, November 2010, Volume 6, Issue 6, Pages 456-464.
10. DHA May Prevent Age-Related Dementia. J Nutr. April 2010; 140(4):869-874.
11. ประโยชน์ของน้ำมันปลา ( Fish Oil) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (ออนไลน์). http://www.thaihealth.or.th/healthcontent/article/17557
12. Eicosapentaenoic and docosahexaenoic acids, cognition, and behavior in children with attention-deficit/hyperactivity disorder: a randomized controlled trial. Nutrition, June 2012; 28(6):670-7.
13. Impact of nutrition on serum levels of docosahexaenoic acid among Omani children with autism. Nutrition, June 2013; S0899-9007(13)00196-2.

สามารถนำรหัสสมาชิก 47024879 ไปซื้อได้ที่สำนักงานธุรกิจกิฟฟารีนทั่วประเทศ
สั่งซื้อออนไลน์ หรือติดต่อสอบถามข้อมูล


เรื่องน่ารู้ของน้ำมันรำข้าว และน้ำมันจมูกข้าว

13:44 0 Comments

          เมล็ดข้าวที่กะเทาะเปลือกออกแล้วประกอบด้วยส่วนสำคัญ 3 ส่วน คือ 1. จมูกข้าว (ส่วนปลายแหลมของเมล็ดข้าว) 2. รำข้าว (เยื่อสีน้ำตาที่ห่อหุ้มเมล็ดข้าว) 3. ข้าวสาร (เนื้อเมล็ดข้าวที่มีลักษณะเป็นแป้งสีขาว)

        เนื้อเมล็ดข้าวสีขาวเกือบทั้งหมดเป็นแป้งและน้ำตาล แต่สาระสำคัญอีกจำนวนมากจะมีอยู่ที่จมูก
และรำข้าว เมื่อนำมาสกัดด้วยกรรมวิธีแล้ว จะได้ผลิตภัณฑ์น้ำมันจากข้าวได้แก่ น้ำมันรำข้าว (Rice Bran Oil) และน้ำมันจมูกข้าว (Rice Germ Oil)
ส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์น้ำมันจากข้าว

ทั้งน้ำมันรำข้าว(Rice Bran Oil) และน้ำมันจมูกข้าว (Rice Germ Oil) ส่วนประกอบหลักดังนี้

- กรดไขมันไม่อิ่มตัว ชนิดไลโนเลอิก (Linoleic) และกรดโอเลลิก (Oleic) ในน้ำมันรำข้าวและจมูกรำ
ข้าวจะไม่มีโคเรสเตอรอล ซึ่งโดยปกติในพืชและผลิตภัณฑ์จากพืชทุกชนิดจะไม่มีโคเรสเตอรอล นอกจากนี้ยังพยกรดไขมันไม่อิ่มตัวไลโนเลนิก (Linoleic) อยู่ด้วย

- สารประกอบที่ละลายในไขมัน ได้แก่ สารพวกไฟโตสเตอรอล (Phytosterol) สารต้านอนุมูลอิสระต่าง ๆ เช่น โอรีซานอล (Oryzanol) และสารกลุ่มวิตามินอี ได้แก่ โทโคเฟอรอล (Tocopherol) และโทโคไตรอีนอล (Tocotrienol) กรดไลโนเลอิก เป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน (Polyunsaturated fatty acid, PUFA) มีฤทธิ์ในการลดโคเรสเตอรอลและแอลดีแอล โคเลสเตอรอล (LDL-Cholesterol) cแอลดีแอล-โคเรสเตอรอลเป็นโคเรสเตอรอลชนิดไม่ดี ที่มีส่วนทำให้เกิดการอุดตันในผนังหลอดเลือดแดง นอกจากนี้กรดไลโนเลอิกยังเป็นสารตั้งต้นในการสังเคราะห์กรดไขมันสายยาวในกลุ่มโอเมกา 6 ที่ใช้เป็นส่วนประกอบของเยื่อหุ้มเซลล์ที่สำคัญ ได้แก่ เซลล์สมองและเซลล์ประสาท กรดโอเลอิก หรือ กรดไขมันโอเมก้า 9
เป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว (Monounsaturated fatty acid, MUFA) ช่วยลดแอลดีแอล-โคเรสเตอรอล แต่จะเพิ่มเอซดีแอล-โคเรสเตอรอล (HDL-Cholesterol) ซึ่งเป็นโคเรสเตอรอลชนิดที่ดี ที่จะช่วยพาโคเรสเตอรอลในเซลล์และในกระแสเลือดไปเผาผลาญ ป้องกันเส้นเลือดตีบได้ ลดการอุดตันในผนังหลอดเลือก เช่นเดียวกับกรดไขมันไลโนเลอิก

       น้ำมันรำข้าวและน้ำมันจมูกข้าว ยังมีงานวิจัยโดยตรงที่เชื่อถือได้ในคน คือ เป็นงานวิจัยแบบมีกลุ่มควบคุม (Randomized Controlled Trial) ในผู้ที่มีไขมันในเลือดสูง ผลการวิจัยพบว่าสามารถลดไขมันโคเสเตอรอล และแอลดีแอล-โคเรสเตอรอลได้จริง (อ้างอิงที่ 1) กรดไลโนเลอิกเป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน (Polyunsaturated fatty acid, PUFA) เป็นสารตั้งต้นในการสังเคราะห์กรดไขมันสายยาวในกลุ่มโอเมก้า 3 ที่ใช้เป็นส่วนประกอบของเยื่อหุ้มเซลล์ที่สำคัญได้แก่ เซลล์สมอง และเซลล์ประสาท
โอรีซานอล และสารกลุ่มวิตามิน อี
       น้ำมันรำข้าวและน้ำมันจมูกข้าว ยังมีสารต้านอนุมูลอิสระต่าง ๆ เช่น สารกลุ่มวิตามินอี (โทโคเฟอรอล และโทโคไตรอีนอล) และโอรีซานอล โดยเฉพาะโอรีซานอลจะมีอยู่แต่มนน้ำมันจากข้าวเท่านั้น และมีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระแรงกว่าสารกลุ่มวิตามินอี ทั้งโอรีซานอลและโทโคไตรอีนอล มีผลในการลดระดับโคเลสเตอรอลโคยตรง โดยที่โอรีซานอลช่วยลดการดูดซึมโครเลสเตอรอลจากอาหาร ขณะที่โทโคไตรอีนอลขัดขวางการสังเคราะห์โคเลสเตอรอลในร่างกาย นอกจากนี้ทั้งโอรีซานอลและสารกลุ่มวิตามินอี จะลดการเกิดออกซิไดซ์แอลดีแอล (Oxidised LDL) ลดการเกิดหลอดเลือดแข็ง และลดการเกิดโคเลสเตอรอลออกไชด์ เมื่อร่างกายได้รับเลสเตอรอลออกไซด์น้อย จะลดการทำลายเซลล์ภายในหลอดเลือด ลดการสะสมพล๊าค (Plaque) หรือตะกอนในผนังหลอดเลือดไฟโตสเตียรอล

        น้ำมันรำข้าวและน้ำมันจมูกข้าว ยังมีสารประกอบกลุ่มไฟโตสเตียรอล ซึ่งไฟโตสเตียรอลหลายชนิดจะช่วยลดการดูดซึมโคเลสเตอรอลอีกทางหนึ่ง (อ้างอิงที่ 2,3)

เอกสารอ้างอิง

1.Similar cholesterol-lowering properties of rice bran oil, with varied gamma-oryzanol, in mildly hypercholesterolemic men.

2.นัยนา บุญทวียุวัฒน์ และเรวดี จงสุวัฒน์. น้ำมันรำข้าวทางเลือกเพื่อสุขภาพของคนไทย. กรุงเทพฯ: โอนเดียนสโตร์, 2454. 64 หน้า

3.ไขมันในเลือด Cholesterol, triglyceride, HDL, LDL., สภาเทคนิคการแพทย์: The Medical Technology Councill. http://www.mtcouncill.org/publicpage.php-id=9.htm

สามารถนำรหัสสมาชิก 47024879 ไปซื้อได้ที่สำนักงานธุรกิจกิฟฟารีนทั่วประเทศ
สั่งซื้อออนไลน์ หรือติดต่อสอบถามข้อมูล


สาระน่ารู้เกี่ยวกับถั่งเช่า

13:24 0 Comments
         ถั่งเช่า (Chong Cao) หรือที่รู้จักกันว่า ไวอากร้าแห่งเทือกเขาหิมาลัย ถือว่าเป็นสินค้าที่มีมูลค่าสูงของชาวเอเชีย ด้วยคุณสมบัติที่ให้ผลเรื่องการเพิ่มสมรรถภาพทางเพศอันมีชื่อเสียงโด่งดัง อาจเรียกในชื่ออื่นได้อีกว่า ตังถั่งเช่า หรือ ตังถั่งแห่เช่า

ชื่อสมุนไพร : ถั่งเช่า หรือ ตังถั่งแห่เช่า

ชื่อสามัญ (ชื่อภาษาอังกฤษ) : Chong cao, Dong chong xia cao
ชื่ออื่น : ถั่งเช่า, หนอนเทวดา, ตังถั่งแห่เช่า, เห็ดถั่งเช่า, หญ้าหนอน
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cordyceps sinensis (Berk.) Sacc.(อ้างอิงที่ 3)

         “ถั่งเช่า” หรือ “เห็ดถั่งเช่า”ประกอบด้วย 2 ส่วนคือ ส่วนที่เป็นตัวหนอนของผีเสื้อค้างคาวที่มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Hepialus armoricanus Oberthiir และส่วนที่เป็นเห็ดซึ่งอยู่บนตัวหนอนที่มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Cordyceps sinensis (Berk.) Sacc. โดยสปอร์ของเห็ดเจริญเป็นเส้นใยบนตัวอ่อนของหนอนผีเสื้อค้างคาวที่กำลังจำศีลอยู่ใต้ดินในฤดูหนาว อาศัยสารอาหารและแร่ธาตุจากตัวหนอน เมื่อถึงฤดูใบไม้ผลิ เห็ดจะเจริญงอกออกมาจากส่วนหัวของตัวหนอนที่ตายซาก มีลักษณะคล้ายกับต้นหญ้าที่งอกขึ้นมาหนึ่งต้น จากลักษณะดังกล่าวทำให้ชาวจีนเรียกถั่งเช่าว่า Chong Cao (worm-grass) ซึ่งหมายถึงหญ้าหนอน โดยเป็นคำเรียกสั้นๆของคำว่า dong chong xia cao ในขณะที่ชาวธิเบตเรียกว่า yartsa gunbu (summer-grass, winter-worm) ซึ่งหมายถึง ฤดูหนาวเป็นหนอน ฤดูร้อนเป็นหญ้า (อ้างอิงที่ 1-3)

          ถั่งเช่า พบได้ในแถบทุ่งหญ้าบนภูเขา ประเทศจีน (ทิเบต) เนปาล และภูฏาน ที่ระดับความสูง 10,000-12,000 ฟุต จากระดับน้ำทะเล การเก็บถั่งเช่าจะเก็บในช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิ เมื่อขุดตัวหนอนขึ้นจากดินแล้ว ล้างน้ำให้สะอาด แล้วตากแห้ง การเก็บรักษา ควรเก็บไว้ในที่แห้ง

         ถั่งเช่ามีการใช้อย่างแพร่หลายในประเทศจีนมานานนับศตวรรษ ตำราแพทย์แผนจีนกล่าวว่า ถั่งเช่ามีสรรพคุณทางยาหลายประการ เช่น ส่งเสริมสมรรถภาพทางเพศ ช่วยให้อสุจิแข็งแรง บำรุงให้สตรีมีบุตรง่าย ปรับประจำเดือนให้สมดุล บำรุงร่างกาย บำรุงอวัยวะภายใน เช่น ปอด ตับ และไต เป็นต้น ด้วยเหตุนี้ ชาวจีนจึงนิยมนำถั่งเช่ามาปรุงอาหารเพื่อบำรุงสุขภาพ เช่น นำไปตุ๋นรวมกับเป็ด และไก่ ในทางเภสัชวิทยา ถั่งเช่ามีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาหลายประการ เช่น เพิ่มสมรรถภาพทางเพศ ช่วยปรับสมดุลของร่างกาย ต้านอนุมูลอิสระ กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน ลดระดับน้ำตาลในเลือด สารออกฤทธิ์ทางชีวภาพที่สำคัญและนิยมใช้เป็นตัวบอกคุณภาพและกำหนดราคา คือ สารคอร์ไดเซพิน (Cordycepin) ซึ่งช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ส่งเสริมสมรรถภาพทางเพศชาย บำรุงไต (อ้างอิงที่ 1-4)

        ในด้านส่งเสริมสมรรถภาพทางเพศชาย มีงานวิจัยเชิงทดลองแบบมีกลุ่มควบคุม (double blind, placebo-controlled clinical trial) กับกลุ่มผู้สูงอายุที่มีปัญหาเรื่องความรู้สึกทางเพศลดลง (hyposexuality)พบว่าในกลุ่มที่ใช้ถั่งเช่า 3 กรัมต่อวัน เป็นเวลา 40 วัน จำนวน 159 คน ให้ผลดีในเรื่องนี้ 64.1% และยังมีอีก 2 การทดลองทางคลีนิคกับผู้ป่วยที่มีปัญหาความรู้สึกทางเพศลดลงก็ให้ผลไปในทางเดียวกันโดยพบว่า การทดลองแรกในกลุ่มที่ใช้ถั่งเช่าจำนวน 189 คน ให้ผลดีในเรื่องนี้ 66.1% ส่วนอีกการทดลองพบว่า กลุ่มที่ใช้ถั่งเช่า 144 คน ให้ผลดีขึ้น 65.3 %(อ้างอิงที่ 4)

       ในการศึกษาการใช้ถั่งเช่ากับกลุ่มผู้ชายที่มีปัญหาอวัยวะเพศไม่แข็งตัว จำนวน 22 คน (male patients with impotence)พบว่ามากกว่าหนึ่งในสามสามารถที่จะกลับมามีเพศสัมพันธ์ได้ อีกการทดลองหนึ่งทดลองกับกลุ่มผู้ชายที่มีปัญหาเดียวกัน จำนวน 28 คน พบว่าให้ผลดีขึ้น 64.3%

        มีการศึกษาผลของถั่งเช่า ที่มีต่อสเปริม์ด้วย โดยมีรายงานว่าสามารถเพิ่มจำนวนสเปิร์มในอสุจิได้ 33% ช่วยลดปริมาณสเปิร์มที่ผิดปกติลงได้ 29% และมีอัตราการรอดของสเปิร์มสูงขึ้น 79%(อ้างอิงที่ 4)

         นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยสนับสนุนว่าการใช้ถั่งเช่าที่ 3 กรัมต่อวัน ช่วยให้ผู้หญิงที่มีปัญหาหมดความรู้สึกทางเพศ (libido)กลับมามีความรู้สึกทางเพศได้ 86% (อ้างอิงที่ 5)

       ในด้านสรรพคุณบำรุงร่างกาย มีรายงานศึกษาวิจัยเชิงทดลองแบบมีกลุ่มควบคุม (double blind, placebo-controlled clinical trial) ว่า ช่วยเพิ่มพลัง ลดอาการเหนื่อยล้า โดยมีการศึกษาทางคลีนิคในการใช้ถั่งเช่า 3 กรัม ต่อวัน กับผู้สูงอายุและมีอาการต่างๆที่เกิดจากความชรา พบว่า ลดอาการเหนื่อยล้าได้ถึง 92% สามารถทนต่อความหนาวได้ดีขึ้น 89% ลดอาการหน้ามืดตาลายได้ 83% ลดอาการหูอื้อได้ 79% ลดความถี่ของการปวดปัสสาวะตอนกลางคืนได้ 59%(อ้างอิงที่ 4)

เอกสารอ้างอิง

1. The Economics and Sustainability of Cordyceps Harvest in Tibet, American Botanical Council, HC 020492-380

2. บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน “ถั่งเช่า”ช่วยเพิ่มสมรรถภาพ จริงหรือ?, สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล http://www.pharmacy.mahidol.ac.th/th/knowledge/article/153/ถั่งเช่า-ช่วยเพิ่มสมรรถภาพ-ได้จริงหรือ/

3. ถั่งเช่า:อิทธิฤทธิ์หญ้า (หนอน) เทวดา, ภาควิชาเทคโนโลยีชีวภาพ คณะอุตสาหกรรมเกษตร ม.เกษตรศาสตร์, สรรสาระเทคโนโลยีชีวภาพ/เดือนตุลาคม 2554

4. The scientific rediscovery of an ancient Chinese herbal medicine: Cordyceps sinensis: part I, J Altern Complement Med.1998 Fall;4(3):289-303

5. Adaptogenic Medicinal Fungus Appears Promising, American Botanical Council, HC 061192

สามารถนำรหัสสมาชิก 47024879 ไปซื้อได้ที่สำนักงานธุรกิจกิฟฟารีนทั่วประเทศ
สั่งซื้อออนไลน์ หรือติดต่อสอบถามข้อมูล


วันเสาร์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2561

เรื่องน่ารู้ของเครื่องดื่มขิง และสารอาหารเพื่อประโยชน์ในการควบคุมน้ำหนัก

23:07 0 Comments
         ขิงเป็นพืชล้มลุกตระกูลเดียวกับข่า ขมิ้น และกระวาน มีลำต้นใต้ดินลักษณะคล้ายมือ หรือที่เรียกว่า “เหง้า” สำหรับขิงอ่อน เนื้อภายในเหง้าจะมีสีขาวอมเหลือง มีรสเผ็ดและกลิ่นหอมเฉพาะตัว แต่หากเป็นขิงแก่ เนื้อภายในจะมีสีเหลืองอมเขียว และยิ่งแก่ ยิ่งมีรสเผ็ดร้อนมากขึ้น ขิงเป็นพืชที่ปลูกได้ดีในเขตร้อน โดยแหล่งปลูกที่สำคัญ ได้แก่ อินเดีย จีน ออสเตรเลีย ฟิจิ ไต้หวัน และไทย
Ginger (Zingiber officinale Rosc.) (อ้างอิงที่ 1)
         ขิงเป็นพืชล้มลุกตระกูลเดียวกับข่า ขมิ้น และกระวาน มีลำต้นใต้ดินลักษณะคล้ายมือ หรือที่เรียกว่า“เหง้า” สำหรับขิงอ่อน เนื้อภายในเหง้าจะมีสีขาวอมเหลือง มีรสเผ็ดและกลิ่นหอมเฉพาะตัว แต่หากเป็นขิงแก่ เนื้อภายในจะมีสีเหลืองอมเขียว และยิ่งแก่ ยิ่งมีรสเผ็ดร้อนมากขึ้น ขิงเป็นพืชที่ปลูกได้ดีในเขตร้อน โดยแหล่งปลูกที่สำคัญ ได้แก่ อินเดีย จีน ออสเตรเลีย ฟิจิ ไต้หวัน และไทย(อ้างอิงที่2)
         คุณสมบัติโดดเด่นของขิง คือ ช่วยในการขับลม แก้ท้องอืด จุกเสียด แน่นเฟ้อ เนื่องจากสารสำคัญที่อยู่ในน้ำมันหอมระเหยของขิง จะออกฤทธิ์กระตุ้นการบีบตัวของกระเพาะอาหารและลำไส้ อีกทั้งการดื่มน้ำขิงยังมีส่วนช่วยบรรเทาอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือเมารถได้ หรือหากผสมน้ำมะนาวและเกลือป่นเล็กน้อยลงในน้ำขิง ใช้จิบแก้ไอ และขับเสมหะได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้การดื่มน้ำขิงร้อนๆ ยังช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายจากความเครียดได้ดีอีกด้วย(อ้างอิงที่1, 3)
คุณประโยชน์ของขิงจากงานวิจัย
  •  กระตุ้นการย่อยอาหารให้ดีขึ้น ในคนไข้ที่มีอาการอาหารไม่ย่อย(อ้างอิงที่4)
  • ลดอาการแพ้ท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ในกลุ่มสตรีมีครรภ์(อ้างอิงที่5)
  • ช่วยขับ และเพิ่มน้ำนมแม่(อ้างอิงที่6)
  • ลดโคเลสเตอรอล(LDL) และไตรกลีเซอไรด์(อ้างอิงที่7)
        ในปัจจุบัน มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มขิงผงสำเร็จรูปซึ่งเป็นเครื่องดื่มชนิดผงที่ช่วยให้การดำเนินชีวิตมีความสะดวกมากขึ้น  เพราะเตรียมได้ง่าย เพียงเติมน้ำร้อนก็สามารถอร่อยกับรสชาติที่กลมกล่อม มีกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ของขิงได้ทันที ให้ความสดชื่น คลายความเครียดจากการทำงาน ดื่มได้ทุกโอกาสระหว่างวัน และยังสามารถพกติดตัวไปได้ทุกที่ นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มขิงผงสำเร็จรูปเพื่อสุขภาพ ที่ให้ผลทางด้านควบคุมน้ำหนัก โดยมีการเติมส่วนผสมเพิ่มเข้าไปดังนี้
แอล-คาร์นิทีน (L-carnitine)
      แอล-คาร์นิทีน เป็นสารที่ร่างกายสร้างขึ้นได้เอง มีประโยชน์ในการช่วยในการเผาผลาญกรดไขมัน เพื่อนำมาสร้างเป็นพลังงานในกล้ามเนื้อ (อ้างอิงที่ 8)
วิตามินบี
วิตามินบี 1 (Vitamin B1) หรือ ไทอะมีน (Thiamine) ช่วยให้ร่างกายได้พลังงานจากคาร์โบไฮเดรต 
วิตามินบี 2 (Vitamin B2) หรือ ไรโบฟลาวิน (Riboflavin) ช่วยให้ร่างกายได้พลังงานจากคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมัน
วิตามินบี 3 (Vitamin B3) หรือ ไนอะซิน (Niacin) ช่วยให้ร่างกายได้พลังงานจากคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมัน
วิตามินบี 5 (Vitamin B 5) หรือ กรดแพนโททีนิค (Pantothenic acid) ช่วยในการใช้ประโยชน์ (เมตาบอลิซึม) ของไขมัน และคาร์โบไฮเดรต
วิตามินบี 6 (Vitamin B6) หรือ ไพริดอกซีน ไฮโดรคลอไรด์ (Pyridoxine Hydrochloride) มีส่วนช่วยสร้างสารที่จำเป็นในการทำงานของระบบประสาท (อ้างอิงที่ 9)
        การที่ไม่ใช้น้ำตาลในส่วนผสมแต่ใช้สารให้ความหวานแทน ทำให้ไม่ต้องรับประทานน้ำตาล อันจะทำให้ได้รับพลังงานส่วนเกิน
เอกสารอ้างอิง
สถาบันวิจัยสมุนไพร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข. ขิง. [อินเตอร์เน็ต]. 2558. [เข้าถึงเมื่อ28 พฤษภาคม2558]. เข้าถึงได้จาก: http://www.dmsc.moph.go.th/webroot/Plant/MPRI/Q_zingiber.shtm
·       คลังปัญญาไทย. ขิง. [อินเตอร์เน็ต]. 2558. [เข้าถึงเมื่อ28 พฤษภาคม2558]. เข้าถึงได้จาก:  http://www.panyathai.or.th/wiki/index.php/%E0%B8%82%E0%B8%B4%E0%B8%87
·       สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.). ดื่มน้ำขิงมีประโยชน์. [อินเตอร์เน็ต]. 2558. [เข้าถึงเมื่อ28 พฤษภาคม2558]. เข้าถึงได้จาก: http://www.thaihealth.or.th/healthcontent/article/15153
·       Hu M.L., Rayner C.K., Wu K.L., Chuah S.K., Tai W.C., Chou Y.P., Chiu Y.C., Chiu K.W., and Hu T.H. Effect of ginger on gastric motility and symptoms of functional dyspepsia, World J Gastroenterol. 2011; 17(1): 105-10.
·       Ozgoli G., Goli M., and Simbar M. Effects of ginger capsules on pregnancy, nausea, and vomiting. J Altern Complement Med. 2009; 15(3): 243-6.
·       ศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย. อาหาร สมุนไพร และยาเพิ่มน้ำนม. [อินเตอร์เน็ต]. 2558. [เข้าถึงเมื่อ28 พฤษภาคม2558]. เข้าถึงได้จาก:  http://www.thaibreastfeeding.org/content/view/183/94/
·       Alizadeh N.R., Roozbeh F., Saravi M., Pouramir M., Jalali F., and Moghadamnia A.A. Investigation of the effect of ginger on the lipid levels. A double blind controlled clinical trial, Saudi Med J. 2008; 29(9): 1280-4.
·       Heinonen O.J. Carnitine and physical exercise. Sports Med. 1996; 22(2): 109-32.
·       สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา. ประกาศสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาเรื่อง การแสดงข้อความกล่าวอ้างเกี่ยวกับหน้าที่ของสารอาหาร. [อินเตอร์เน็ต]. 2558. [เข้าถึงเมื่อ28 พฤษภาคม2558]. เข้าถึงได้จาก: http://newsser.fda.moph.go.th/food/file/Laws/Announcement%20of%20the%20Food%20and%20Drug%20Administration/Nutrition_Claim(11-08-51).pdf

สามารถนำรหัสสมาชิก 47024879 ไปซื้อได้ที่สำนักงานธุรกิจกิฟฟารีนทั่วประเทศ
สั่งซื้อออนไลน์ หรือติดต่อสอบถามข้อมูล


วันศุกร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2561

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับแอปเปิ้ล ไซเดอร์ ชินนามอน โรสฮิป

22:15 0 Comments
           ปัจจุบันมีการพัฒนาเครื่องดื่มที่นำแอปเปิ้ล ไซเดอร์, ชินนามอน และสารสกัดจากผลโรสฮิป มาผสมผสานกันในสัดส่วนที่ลงตัวด้วยกรรมวิธีการผลิตและเครื่องจักรที่ทันสมัย ทำให้ได้เครื่องดื่มที่อร่อย หอม หวาน สดชื่น และอุดมไปด้วยคุณประโยชน์จากผลไม้และสมุนไพรจากธรรมชาติ

           แอปเปิ้ล ไซเดอร์ (Apple Cider) หรือน้ำไซเดอร์หมักจากแอปเปิ้ล นำเข้าจากประเทศนิวซีแลนด์ เกิดจากการนำแอปเปิ้ลสดไปหมักกับเชื้อแบคทีเรียที่ชื่อว่า Acetobacter และ Gluconobacter ในภาวะที่มีออกซิเจนโดยไม่ผ่านความร้อน การกรอง หรือการเติมสารสังเคราะห์ใดๆ จึงทำให้ในแอปเปิ้ล ไซเดอร์ยังคงมีส่วนประกอบของเส้นใยบางๆ ที่เรียกว่า มาเธอร์ (Mother) ซึ่งเป็นส่วนที่มีสารอาหารทั้งวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ มากที่สุด และมีคุณประโยชน์ต่อระบบย่อยอาหารเป็นอย่างมาก นอกจากนี้แอปเปิ้ล ไซเดอร์ยังมีคุณประโยชน์ต่อร่างกาย ดังนี้
  • ลดการสะสมของไขมันในร่างกาย มีส่วนช่วยในการดูแลรูปร่าง
  • มีไฟเบอร์หรือใยอาหารที่ช่วยในการลดโคเลสเตอรอลในเลือดได้เป็นอย่างดี
  • ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ช่วยกำจัดสารพิษในร่างกาย และช่วยชะลอความชรา
  • ช่วยให้การขับถ่ายเป็นปกติ
  • ช่วยปรับสมดุลของกรด-ด่างในร่างกายให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เพื่อให้ระบบการทำงานในร่างกายดีขึ้นได้
       ชินนามอน (Cinnamon) เครื่องเทศชนิดหนึ่งมีกลิ่นหอม ได้มาจากเปลือกไม้ชั้นในที่แห้งแล้วของต้นชินนามอน เป็นแผ่นไม้แห้งสีน้ำตาลแดง โค้งงอเล็กน้อยตามรูปทรงของต้นชินนามอน มีสรรพคุณทางยาโดยพบว่า มีสารแทนนินที่ให้รสฝาดปริมาณสูง มีงานวิจัยที่ทดลองกับผู้ป่วยโรคเบาหวานพบว่า ชินนามอนมีส่วนช่วยเพิ่มการทำงานของอินซูลิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ช่วยในการเมตาบอลิซึมน้ำตาลในกระแสเลือด จึงช่วยคุมระดับน้ำตาลในเลือดสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน อีกทั้งยังช่วยลดความดันโลหิตและไขมันในเลือด ช่วยป้องกันอาการสมองเสื่อมหรืออัลไซเมอร์ได้อีกด้วย

        โรสฮิป (Rose Hip)  คือ ผลของกุหลาบสายพันธุ์ Rosa Canina L. ที่ปลูกในแถบริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียนมีลักษณะเป็นรูปทรงกลมรีสีแดงส้ม ภายในผลของโรสฮิปจะมีลักษณะเป็นเนื้อนุ่ม โรสฮิปมีสารต้านอนุมูลอิสระในปริมาณสูง และมีวิตามินซีสูงมาก จึงถือเป็นแหล่งวิตามินซีจากธรรมชาติที่ดี โดยพบว่า ผลโรสฮิปสด 100 กรัม มีปริมาณวิตามินซีสูงถึง 1,700 -2,000 มิลลิกรัม ซึ่งมากกว่าผลไม้ชนิดอื่นหลายสิบเท่า (มากกว่าวิตามินซีในส้ม ถึง 32 เท่า) นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยศึกษาการรับประทานสารสกัดจากโรสฮิปในคนไข้โรคข้อเสื่อมและข้ออักเสบรูมาตอยด์พบว่า สามารถลดอาการการปวดได้ถึง 82% โดยไม่มีผลข้างเคียงใดๆ อีกด้วย

เอกสารอ้างอิง
1. Zahra, B. , Yiong, H.C. , Hamid, S. N., F.H., R, N., Mohammad, s. and Mohammad, T.S.O. 2012. Influence of apple cider vinegar on blood lipids. Life Science Journal. 9(4):2431-2440.
2. Rafie, H.,  Mohsen, H., Soheila, H. and Mina S. 2015. Cinnamon from the selection of traditional applications to its novel effects on the inhibition of angiogenesis in cancer cells and prevention
of Alzheimer's disease, and a series of functions such as antioxidant, anticholesterol, antidiabetes, antibacterial, antifungal, nematicidal, acaracidal, and repellent activities. Journal of Traditional and Complementary Medicine. 5:66-70.
3. Hakki, Y. Musa, T., Ahmet, K.M., Emre erez, P.B. and Ferit, C. 2008. Fatty Acid, Sugar and Vitamin Contents in Rose Hip Species. Asian Journal of Chemistry. 20(2):1357-1364.
4. Anderson, R.A., Broadhurst, C.L., Polansky, M.M., Schmidt. W.F., Khan. A., Flanagan, V.P., Schoene,  N.W., Graves, D.J. 2004. Isolation and characterization of polyphenol type-A polymers from cinnamon with insulin-like biological activity. J Agric Food Chem. 65-70.
5. Andrea. M., Phdcarol. S., Johnston, P. Vinegar Ingestion at Bedtime Moderates Waking Glucose       
Concentrations in Adults With Well-Controlled Type 2 Diabetes. Clinical    Care/Education/Nutrition/Psychosocial Research.
6. Silviya, G., George, A. Stanislava, B. 2014. Concentration of vitamin C and antioxidant activity of rosehip extract.  Journal of Chemical Technology and Metallurgy. 49(5):451-454.
7. Cosima, C., Basil, D., Roufogalis, U.,  Mller, L., Sigrun, C. 2008.  A systematic review on the rosa canina effect and efficacy profiles. phytotherapy research phytother. Res. 22:725–733.
8. Rossnagel., K., Roll, S., Willich, S.N. 2007. The clinical effectiveness of rosehip powder in patients with osteoarthritis. Münch Med Wschr 149:51–56.
9. Joy Manning, Reviewed by Elaine Magee, MPH, Apple Cider Vinegar and Health.      
10. บทความ Apple cider สืบค้นวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2559 จากเวปไซต์http://www.webmd.com/diet/obesity/apple-cider-vinegar-and-helth
11. บทความ Apple cider สืบค้นวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2559 จากเวปไซต์ Wikipedia https://en.wikipedia.org/wiki/Apple_cider                                       
12. บทความ Apple cider สืบค้นวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2559 จากเวปไซต์http://www.goodhealth.co.th/new_page_120.htm   
  
สามารถนำรหัสสมาชิก 47024879 ไปซื้อได้ที่สำนักงานธุรกิจกิฟฟารีนทั่วประเทศ
สั่งซื้อออนไลน์ หรือติดต่อสอบถามข้อมูล


สาระน่ารู้เกี่ยวกับแอพริคอต เบต้ากลูแคน ผสมวิตามินซีและอี

22:00 0 Comments
          ปัจจุบันเครื่องดื่มเพื่อเพิ่มความสดชื่นได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย เพราะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ง่าย สะดวก และเพิ่มความสดชื่นให้กับร่างกายได้อย่างรวดเร็ว ไม่เพียงเท่านั้น เครื่องดื่มหลายประเภทได้เลือกใช้น้ำผลไม้และวัตถุดิบจากธรรมชาติ ร่วมกับสารอาหารต่างๆ ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมาเป็นส่วนประกอบหลัก อีกทั้งมีการหลีกเลี่ยงการเติมน้ำตาลทราย ทำให้ผู้บริโภคได้รับทั้งความสดชื่นและประโยชน์ไปพร้อมกัน

สาระน่ารู้เกี่ยวกับแอพริคอต เบต้ากลูแคน ผสมวิตามินซีและอี      
    
          ปัจจุบันเครื่องดื่มเพื่อเพิ่มความสดชื่นได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย เพราะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ง่าย สะดวก และเพิ่มความสดชื่นให้กับร่างกายได้อย่างรวดเร็ว ไม่เพียงเท่านั้น เครื่องดื่มหลายประเภทได้เลือกใช้น้ำผลไม้และวัตถุดิบจากธรรมชาติ ร่วมกับสารอาหารต่างๆ ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมาเป็นส่วนประกอบหลัก อีกทั้งมีการหลีกเลี่ยงการเติมน้ำตาลทราย ทำให้ผู้บริโภคได้รับทั้งความสดชื่นและประโยชน์ไปพร้อมกัน   

          แอพริคอต (Apricot) มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Prunus armeniacaL. เป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดมาจากประเทศจีน และภายหลังได้แพร่ขยายไปยังทวีปยุโรป แอพริคอตเป็นผลไม้สีเหลืองอมส้ม มีรสหวานอมเปรี้ยว มีกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งในปัจจุบันเป็นที่นิยมในทางพาณิชย์ โดยนำมาบริโภคทั้งในรูปแบบผลสด ตากแห้ง และแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหารต่างๆ แอพริคอตถือว่าเป็นผลไม้ชั้นเลิศที่เป็นแหล่งที่อุดมไปด้วยเบต้า แคโรทีน วิตามินและเกลือแร่สูง โดยเบต้า แคโรทีน มีส่วนช่วยในการบำรุงสายตา ชะลอความเสื่อมของเลนส์ตา อีกทั้งยังมีรายงานว่าแอพริคอตส่งผลดีต่อร่างกาย ดังนี้
  • ช่วยต้านอนุมูลอิสระ จึงช่วยกำจัดสารพิษในร่างกาย และช่วยชะลอความเสื่อมของอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย
  • มีไฟเบอร์หรือใยอาหาร จึงช่วยลดโคเลสเตอรอลในเลือดได้เป็นอย่างดี และลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ และโรคไขมันในเลือดสูง
  • มีฤทธิ์การต้านเชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย และต้านการอักเสบของร่างกาย (อ้างอิงที่ 1)

         เบต้ากลูแคน (Beta-glucan) คือสารประกอบธรรมชาติประเภทโพลีแซคคาไรค์ ที่มีกลูโคสเป็นโครงสร้างสายยาวต่อกันด้วยพันธะเบต้า-ไกลโคซิดิก (Beta-Glycosidic Bond) เบต้ากลูแคนถูกพบมากในผนังเซลล์ของยีสต์ เห็ดรา และผนังเซลล์พืช เช่น ข้าวโอ๊ต ข้าวบาร์เลย์ เป็นต้น เบต้ากลูแคนมีคุณสมบัติในการปรับสมดุลการทำงานของภูมิคุ้มกันของร่างกาย ต้านการติดเชื้อ ลดโอกาสการเกิดโรคต่างๆ และป้องกันการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ ซึ่งส่งผลดีต่อผู้ป่วยที่เป็นโรคภูมิแพ้ รวมทั้งยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง และเสริมการออกฤทธิ์ของยาต้านมะเร็ง (อ้างอิงที่ 2)

         วิตามินซี (Ascorbic Acid) ถูกจัดอยู่ในกลุ่มวิตามินที่ละลายน้ำ เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูง ซึ่งร่างกายไม่สามารถสังเคราะห์วิตามินซีเองได้ จึงจำเป็นต้องรับประทานอาหารที่มีวิตามินเข้าสู่ร่างกาย โดยวิตามินซีจะช่วยส่งเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย อีกทั้งยังมีความสำคัญต่อกระดูก เยื่ออ่อน และผิวหนัง กล่าวคือ มีส่วนช่วยให้ร่างกายผลิตและรักษาระดับของสารคอลลาเจน ซึ่งเป็นโปรตีนที่ใช้ในการสร้างกระดูก ฟัน เส้นเอ็น และผิวหนัง (อ้างอิงที่ 3)

        วิตามินอี หรือ โทโคเฟอรอล (Tocopherol) ถูกจัดอยู่ในกลุ่มวิตามินที่ละลายได้ดีในไขมัน วิตามินอีมี คุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอความเสื่อมของอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย และป้องกันการเกิดโรคร้ายต่างๆ อีกด้วย (อ้างอิงที่ 4)
    
        การได้รับสารอาหารที่มีคุณประโยชน์ต่อร่างกายดังที่กล่าวมาข้างต้นนั้น จะมีส่วนช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ป้องกัน และชะลอความเสื่อมของอวัยวะต่างๆ อีกทั้งยังช่วยลดโอกาสการเกิดโรคต่างๆ ที่จะนำมาสู่โรคร้ายแรงได้

เอกสารอ้างอิง
1.    Wani, S.M., Nusrat J., Touseef, A.W., Mukhtar, A., Masoodi, F.A. and ,Adil, G. 2015. Optimization of antioxidant  activity and total polyphenols of dried apricot fruit extracts (Prunus armeniaca L.) using response surface methodology. Journal of the Saudi Society of Agricultural Sciences. 17(1):1-8.
2. Hyung, S.K., Jin, T.H., Youngsoo, K. and San-Bae, H. 2011. Effect stimulatory of B-glucan on immune cells.   Immune New, 11(4):191-195.
3. Vikran, S.T., Lsaac, T. 2011. Vitamin C As an antioxidant supplement in women’s health: a may in need of urgent burial. Europran Joural of Obstetrics& Gynececology and Reproductive Biology. 157:10-13.
4. Jay, S.T., Steven, L.K. and James, J.F. 1995. Vitamin E as a human skin penetration enhancer. European   Journal of Pharamaceutical Sciences. 3(4):241-243


สามารถนำรหัสสมาชิก 47024879 ไปซื้อได้ที่สำนักงานธุรกิจกิฟฟารีนทั่วประเทศ
สั่งซื้อออนไลน์ หรือติดต่อสอบถามข้อมูล


สาระน่ารู้เกี่ยวกับเลซิติน มิกซ์แคโรทีนอยด์และวิตามิน อี

21:38 0 Comments

         ตับ เป็นอวัยวะที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในร่างกาย ทำหน้าที่สำคัญหลายประการ เมื่อใดก็ตามที่ตับทำงานไม่เป็นปกติ เช่น ไขมันพอกตับ ตับอักเสบ ตับแข็ง จะเกิดอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ภูมิต้านทานต่ำ ขาดโปรตีน บวม เลือดออกง่าย แผลหายช้า น้ำตาลในเลือดสูงหรือต่ำกว่าปกติ ไขมันในเลือดสูง ท้องมาน อาการทางสมอง ไตวาย หัวใจวาย และส่งผลต่อสุขภาพโดยรวมของร่างกายในทุกระบบ
        ปัจจุบัน มีผู้ป่วยที่ต้องเผชิญกับปัญหาโรคเกี่ยวกับตับเป็นจำนวนมาก โดยมีงานวิจัยรายงานว่า 30% ของคนทั่วไป มีภาวะไขมันพอกตับ(ศึกษาโดยการตรวจเนื้อเยื่อ) โดยกว่า 70% ของคนอ้วน จะมีภาวะไขมันพอกตับ และมีความเสี่ยงต่อภาวะตับอักเสบและตับแข็ง และ95% ของคนอ้วนที่ดื่มสุรา จะมีภาวะไขมันพอกตับ และมีโอกาสเสี่ยงสูงที่จะเป็นตับอักเสบและตับแข็งได้
        นอกจากนี้ ยังพบว่า โรคเรื้อรังต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเบาหวาน โรคอ้วน โรคหัวใจ อัมพฤกษ์ อัมพาต โรคมะเร็ง ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โคเลสเตอรอลสูง ไตรกลีเซอไรด์สูง จะมีส่วนเชื่อมโยงให้เกิดโรคเกี่ยวกับตับโดยเฉพาะไขมันพอกตับได้ มีรายงานว่า 80% ของผู้ป่วยเบาหวาน มีภาวะไขมันพอกตับ และมีโอกาสเสียชีวิตจากโรคตับแข็งสูงกว่าการเสียชีวิตจากโรคหัวใจด้วยสัดส่วน 2.7 : 1.8 เลยทีเดียว

สารฟอสฟาทิดิลโคลีน ในเลซิติน มีบทบาทในการบำรุงตับ ดังนี้
·       ช่วยในการกำจัดไขมันออกจากเซลล์ตับ  
·       ยับยั้งการสะสมไขมันในเซลล์ตับ
เลซิตินที่มีฟอสฟาทิดิลโคลีนสูง จะช่วยแก้ปัญหาไขมันพอกตับได้เป็นอย่างดี

ทำความรู้จักกับเลซิติน
           เลซิติน (Lecithin)เป็นไขมันในกลุ่มฟอสโฟไลปิด (Phospholipid)ซึ่งอุดมด้วยสารฟอสฟาทิดิล โคลีน (Phosphatidyl Choline)ที่มีคุณสมบัติเข้ากันได้กับทั้งน้ำและน้ำมัน ถือเป็นตัวทำละลายที่ดี ช่วยในการทำละลายโคเลสเตอรอลในเลือดให้แตกตัวเป็นอนุภาคขนาดเล็กๆ จึงลดการสะสมของไขมันที่ตับและลดการสะสมของไขมันในผนังหลอดเลือด

แหล่งของเลซิตินที่พบได้ตามธรรมชาติมีอยู่ 2 แหล่งที่สำคัญ คือ
          1. ร่างกายของมนุษย์สามารถผลิตเลซิตินได้เองที่ “ตับ” แต่หากร่างกายขาดสารตั้งต้นสำหรับใช้ผลิตเลซิติน เช่น กรดไขมันจำเป็น วิตามินบี และสารอาหารสำคัญอื่นๆ ก็จะส่งผลให้ร่างกายสร้างเลซิตินได้ไม่เพียงพอ
          2. แหล่งธรรมชาติพบได้ทั้งในพืชและสัตว์ โดยจะพบมากในไข่แดง ถั่วเหลือง เมล็ดทานตะวัน ถั่วลิสง จมูกข้าว เป็นต้น แต่การบริโภคอาหารเหล่านี้ในปริมาณมากมักจะให้โคเลสเตอรอลสูงตามมาด้วย
ปัจจุบันจึงมีการสกัดเลซิตินเข้มข้นจากไข่แดงและถั่วเหลือง ซึ่งเลซิตินที่สกัดจากถั่วเหลืองจะให้ประสิทธิภาพในการป้องกันสุขภาพได้ดีกว่าแหล่งอื่นๆ เพราะมีกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัวมากที่สุดและปราศจากโคเลสเตอรอลนั่นเอง
คุณสมบัติของเลซิติน
·       ดูแลตับปกป้องตับจากการเกิดภาวะไขมันพอกตับ บำรุงตับ ป้องกันตับอักเสบ ป้องกันตับแข็งลดภาวะไขมันพอกตับมีการศึกษากับผู้ป่วยที่ต้องได้รับอาหารทางหลอดเลือดดำโดยตรงเป็นเวลานาน  (Longterm parenteral nutrition) จำนวน 15 คน ซึ่งผู้ป่วยกลุ่มนี้มักพบปัญหาระดับโคลีนในเลือดต่ำ และพบว่าประมาณ 50% ของผู้ป่วยมีภาวะตับอักเสบ จึงทดลองให้เลซิตินในผู้ป่วยกลุ่มนี้เป็นเวลา 6 สัปดาห์ พบว่า กลุ่มที่ได้รับเลซิตินมีระดับโคลีนในเลือดเพิ่มขึ้นมากกว่า 50% และมีการสะสมของไขมันที่ตับลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับก่อนการทดลอง ดังตารางนี้


กลุ่มที่ได้รับเลซิติน
กลุ่มที่ไม่ได้รับเลซิติน
ระดับโคลีนในเลือด
เพิ่มขึ้นมากกว่า 50%
ลดลงประมาณ 25%
การสะสมไขมันที่ตับ
ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
ไม่เปลี่ยนแปลง

เนื่องจากเลซิตินจะลดการเกิดออกซิเดชั่นของไขมันภายในตับ ทำให้ไขมันไม่เกิดการรวมตัว จึงไม่ไปพอกที่เซลล์ตับ อีกทั้งเร่งการเผาผลาญไขมันที่ตับ จึงทำให้ไม่เกิดการสะสม และลดการดูดซึมโคเลสเตอรอลที่เป็นสาเหตุสำคัญในการเกิดภาวะไขมันพอกตับนั่นเอง                         ป้องกันโรคตับจากแอลกอฮอล์มีการศึกษาในลิงบาบูนพบว่า เลซิตินสามารถป้องกันการเกิดโรคตับแข็ง
       เนื่องจากการรับประทานเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ โดยเลซิตินจะไปกระตุ้นการทำงานของเอนไซม์คอลลาจีเนสในตับ จึงลดการสร้างพังผืดในตับ ลดการสะสมของไขมันในตับ ซึ่งเป็นสาเหตุของการพัฒนาไปสู่โรคตับแข็ง ป้องกันการเกิดออกซิเดชั่นของไขมันบริเวณตับจึงไม่เกิดอนุมูลอิสระไปทำลายเซลล์และป้องกันภาวะจากการอักเสบของตับ

กราฟด้านซ้าย แสดงการเกิดภาวะโรคตับของลิงบาบูน ที่ได้รับเหล้าร่วมกับอาหารปกติ
กราฟด้านขวา แสดงการเกิดภาวะโรคตับของลิงบาบูน ที่ได้รับเหล้าร่วมกับฟอสฟาทิดิลโคลีน

        จากข้อมูลดังกล่าวพบว่า ลิงบาบูนที่ได้รับเหล้าจะพัฒนาไปเป็นตับแข็งเกือบทุกตัวภายใน 6 ปี แต่หากได้รับเหล้า ร่วมกับฟอสฟาทิดิลโคลีน จะไม่เป็นตับแข็งแม้แต่ตัวเดียว
        ป้องกันตับจากสารพิษต่างๆ
               - ป้องกันตับจากพิษของยาบางประเภท ได้แก่ แอสไพริน ไอบูโพรเฟน ยาแก้อักเสบเตตร้าไซคลิน
               - ป้องกันตับจากสารเคมีหรือพิษของยากำจัดศัตรูพืชต่างๆ
               - ป้องกันตับจากพิษของเห็ดบางชนิด  
              - ป้องกันตับจากรังสี
·       บำรุงสมองช่วยพัฒนาการเรียนรู้ เสริมสร้างความจำ และลดอาการอัลไซเมอร์ในระยะเริ่มต้น
ปัจจุบันการรักษาทางการแพทย์ได้ใช้เลซิตินในการบำบัดโรคทางสมองต่าง ๆ เช่น โรคพาร์คินสัน (Parkinson’s Disease) โรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer’s Disease) ซึ่งเป็นโรคทางสมองที่เกิดจากเซลล์ประสาทขาดสารอะซิทิลโคลีน (Acetylcholine) หรือคนชราที่ป่วยเป็นโรคความจำเสื่อม โดยพบว่าผู้สูงอายุที่มีภาวะความจำเสื่อมบางรายจะมีอาการดีขึ้นเมื่อได้รับประทานเลซิตินวันละ 25 กรัมติดต่อกันเป็นเวลาหลายเดือน นอกจากนี้ยังมีการศึกษาในผู้ป่วยอัลไซเมอร์ระยะเริ่มแรกพบว่า เมื่อได้รับโคลีนเป็นระยะเวลา 6 เดือน จะช่วยให้ความจำดีขึ้นได้ หรือการให้โคลีนร่วมกับยาที่ใช้รักษา (Cholinesterase Inhibitors) ทำให้มีการพัฒนาความสามารถที่ต้องใช้ความจำเพิ่มขึ้นได้
·       ลดการดูดซึมโคเลสเตอรอล ดูแลหลอดเลือดและหัวใจละลายไขมัน ป้องกันการตกตะกอนของไขมันในผนังหลอดเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้หลอดเลือดแข็งและตีบตัน ป้องกันการเกิดอัมพฤกษ์ อัมพาต
         โดยมีการศึกษาทั้งในสัตว์ทดลองและผู้มีภาวะระดับโคเลสเตอรอลสูงพบว่า เลซิตินจะลดการดูดซึมโคเลสเตอรอล สามารถลดระดับไขมันชนิดไม่ดี (LDL) และไตรกลีเซอไรด์ได้อีกทั้งช่วยเพิ่มระดับไขมันชนิดดี (HDL)ได้อีกด้วย จากคุณสมบัติดังกล่าว จึงทำให้ลดภาวะเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน ป้องกันภาวะหัวใจขาดเลือด อันนำไปสู่ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายหรือหัวใจวายเฉียบพลัน

กราฟแสดงระดับโคเลสเตอรอลของผู้ป่วยที่มีระดับโคเลสเตอรอลในเลือดสูง เปรียบเทียบระหว่าง ก่อนรับประทานเลซิตินรับประทาน 1 เดือน และรับประทาน 2 เดือน 
จากข้อมูลดังกล่าว สรุปได้ว่า เลซิตินสามารถลดระดับไขมันชนิดเลว (LDL) ได้ถึง 56.11% ภายใน 2 เดือน

·       ลดความเสี่ยงในการเกิดนิ่วในถุงน้ำดี เลซิตินจะเพิ่มความสามารถในการทำละลายของน้ำดี ทำให้สารแขวนลอยในน้ำดีไม่จับตัวเป็นก้อนจนกลายเป็นนิ่ว เพิ่มการหลั่งและการไหลเวียนของน้ำดี และลดค่าดัชนีไขมันอิ่มตัว (Cholesterol saturation index)
·       ช่วยลดน้ำหนักลดไขมันสะสม โดยช่วยละลายไขมัน จึงเผาผลาญไขมันได้ดี
อย่างไรก็ตาม การได้รับเลซิตินเพียงอย่างเดียว อาจแก้ปัญหาทางสุขภาพได้ไม่เพียงพอ เนื่องจากถึงแม้ว่า เลซิตินจะช่วยลดการสะสมไขมันที่ตับและผนังหลอดเลือดได้ แต่ยังคงหลงเหลือไขมันบางส่วนที่ยังสะสมอยู่ในเซลล์ดังกล่าว และยังมีไขมันบางส่วนในกระแสเลือดที่มีโอกาสเกิดการสะสมพอกพูนได้เพิ่มเติม ดังนั้น ร่างกายจึงต้องการสารต้านอนุมูลอิสระประสิทธิภาพสูงเพิ่มเติม เพื่อปกป้องไขมันเหล่านี้ไม่ให้เกิดการออกซิเดชั่น และลดการอักเสบของเซลล์ จึงลดโอกาสการเกิดไขมันพอกตับและผนังหลอดเลือดได้อีกทางนั่นเอง

เสริมประสิทธิภาพการทำงานของเลซิตินได้อย่างเต็มที่ ด้วยแคโรทีนอยด์จากธรรมชาติ 4 ชนิด และวิตามิน อี
             กล่าวกันว่า เลซิตินเพียงอย่างเดียว แก้ปัญหาสุขภาพสมอง หัวใจ หลอดเลือด มะเร็ง และผิวพรรณ ได้เพียง 30% แต่หากได้รับเลซิตินชนิดฟอสฟาทิดิลโคลีนสูง เสริมด้วยแคโรทีนอยด์จากธรรมชาติ 4 ชนิดและวิตามิน อี จะแก้ปัญหาดังกล่าวได้ถึง 100%

             แคโรทีนอยด์จากธรรมชาติ 4 ชนิด (อัลฟาแคโรทีน เบต้าแคโรทีน  แกมม่าแคโรทีน และไลโคปีน) สารต้านอนุมูลอิสระประสิทธิภาพสูง ช่วยชะลอความแก่และความเสื่อมของเซลส์ ส่งผลดีต่อสุขภาพโดยรวม
·       ดูแลปกป้องตับ โดยยับยั้งการเข้าจู่โจมของอนุมูลอิสระต่อเซลล์ตับจึงลดการสะสมของไขมันในตับ ป้องกันตับอักเสบ ป้องกันการเกิดมะเร็งตับจากพิษAflatoxin B1 (พิษจากเชื้อรา) และปกป้องตับจากเหล้า รวมทั้งภาวะน้ำตาลในเลือดสูงในคนไข้เบาหวาน
·       ลดการทำลายผนังหลอดเลือดจากอนุมูลอิสระ ป้องกันหลอดเลือดอักเสบและลดการออกซิเดชั่นของไขมันในหลอดเลือด จึงลดการเกิดไขมันสะสมที่ผนังหลอดเลือด ป้องกันภาวะหลอดเลือดแข็งตัว ลดโอกาสการเกิดหลอดเลือดตีบตันของทุกอวัยวะ
·       ปกป้องสารพันธุกรรมจากการจู่โจมของอนุมูลอิสระ ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งทุกชนิด
·       ปกป้องเซลล์ผิว ช่วยให้ผิวพรรณสดใส อ่อนวัย

               วิตามินอี
              วิตามินอี มีชื่อเรียกว่าTocopherol ซึ่งเป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน และเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญในร่างกาย แต่ร่างกายสร้างเองไม่ได้ ต้องได้รับจากอาหาร
·       ช่วยต้านไม่ให้หลอดเลือดแข็งตัว  ขยายหลอดเลือดฝอย
·       ป้องกันการเกาะตัวของเกร็ดเลือดที่ผนังหลอดเลือด
·       ลดโคเลสเตอรอล
·       มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ
ซึ่งการใช้แคโรทีนอยด์และวิตามินอีร่วมกัน จะส่งเสริมประสิทธิภาพการต้านออกซิเดชั่นได้ดียิ่งขึ้น โดยมีงานวิจัยรายงานว่า การเสริมแคโรทีนอยด์รวม ร่ามกับวิตามิน อี จะเสริมฤทธิ์กันในการปกป้องเซลล์ตับจากอนุมูลอิสระ และสามารถลดการเกิดมะเร็งตับในคนไข้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบได้ถึง50%

เลซิติน ชนิดฟอสฟาทิดิลโคลีนสูงเสริมด้วยแคโรทีนอยด์รวมจากธรรมชาติ 4 ชนิด และวิตามิน อี จึงเหมาะกับบุคคลดังต่อไปนี้
·       ผู้ที่มีอาการเกี่ยวกับการทำงานของตับไม่ปกติ เช่น การย่อยอาหารไม่ดี แน่นท้อง จุกเสียดเป็นประจำ อ่อนเพลียง่าย
·       ผู้ที่เป็นไวรัสตับอักเสบ บี และซี
·       ผู้ที่ดื่มเหล้าเป็นประจำ
·       ผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือมีประวัติคนในครอบครัวที่มีความเสี่ยงต่อการเป็น
- โรคเกี่ยวกับตับ ไขมันพอกตับ
- เบาหวาน
- อ้วน
- โรคหัวใจ อัมพฤกษ์ อัมพาต
- มะเร็ง
- ความดันโลหิตสูง
- ไขมันในเลือดสูง โคเลสเตอรอลสูง ไตรกลีเซอไรด์สูง
·       ผู้ที่ต้องการการบำรุงตับ
·       ผู้ที่ต้องการการบำรุงสมอง ป้องกันอัลไซเมอร์
·       ผู้ที่ต้องการการบำรุงและปกป้องระบบหลอดเลือดและหัวใจ
·       ผู้ที่ต้องการการบำรุงผิวพรรณ
·       ผู้สูงอายุ(50 ปีขึ้นไป)

    เอกสารอ้างอิง
· Carcinogenesis,1998  Mar; 19(3): 403-411
· Cholesterol. Vol. 2010, Article ID 824813, 4 pages
· Current Therapeutic Research, 2004 May-June; 65(3): 266-277
· E Encyclopedia of Natural Medicine. Revised 2nd ed. 1998, USA: Prima Publishing. pp 299, 283, 481.
· Gastroenterology 1992; 102(4Pt1) :1363-1370, PMID : 1551541
· Gastroenterology 1994; 106:152-159
· Gastroenterology and Hepatology, 2007; 22: 794-800
· Hepatology, 2003; 37(5): 1202-1219
· International Symposium on Human Health: Favhealth 2007
· National Cancer Center Kyoto Perfetural University of Medicine, Kyoto, Japan
· The Am. J. of Clinical Nutrition 43: January 1986: 101
· The natural pharmacy. 1998, USA: Prima Publishing. pp 176-177.
· Toxical and Health, 2009 May-June; 25(4-5): 311-320
· Sources of choline and lecithin in the Diet Choline and Lecithin in Brain Disorders Raven Press, New York 1979

สามารถนำรหัสสมาชิก 47024879 ไปซื้อได้ที่สำนักงานธุรกิจกิฟฟารีนทั่วประเทศ
สั่งซื้อออนไลน์ หรือติดต่อสอบถามข้อมูล