แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ป้องกันมะเร็ง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ป้องกันมะเร็ง แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2561

เรื่องน่ารู้ของแครนเบอรี่

16:27 0 Comments
            แครนเบอรี่ มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Vaccinium macrocarpon เป็นผลไม้ตระกูลเบอรี่มีลักษณะเป็นไม้เลื้อยที่นิยมปลูกเพื่อประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ ในประเทศสหรัฐอเมริกาผลแครนเบอรี่มีสีแดงสดและมีรสเปรี้ยวอมหวาน สามารถนำมาบริโภคทั้งในรูปผลสด ผล ตากแห้ง และน้ำคั้น

             แครนเบอรี่เป็นผลไม้ที่ประกอบไปด้วยสารพฤกษเคมี (Phytochemicals) ที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ สารพฤษเคมีที่สำคัญในแครนเบอรี่ได้แก่ โปรแอนโธไซยานิดิน (Proanthocyanidins) คาเทซิน (Catechins) ไตรเทอปีนอยด์ (Triterpenoids) กรดควินิค (Quinic acid) กรดฮิพพิวริค (Hippuric acid) และแทนนิน (Tannin) โดยเฉพาะสารโปรแอนโธไซยานิดิน สามารถป้องกันการยึดเกาะของแบคทีเรียกับเนื้อเยื่อในร่างกาย ด้วยเหตุนี้แครนเบอรี่จึงถูกนำไปใช้ในการป้องกันการติดเชื้อในระบบทางเดิน ปัสสาวะ แผลในกระเพาะอาหาร และการเกิดคราบจุลินทรีย์บนผิวฟัน นอกจากนี้ยังมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ จึงช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด อีกทั้งมีรายงานว่าการบริโภคแครนเบอรี่สามารถลดการเจริญเติบโตของเซลล์ มะเร็งเต้านมในสัตว์ทดลอง ความเป็นกรดอ่อนๆ ของแครนเบอรี่ยังช่วยป้องกันการเกิดนื่วในไตได้อีกด้วย (อ้างอิงที่ 1)

            นอกจากนี้มีรายงานทางการแพทย์มากมายเกี่ยวกับการบริโภคแครนเบอรี่ว่า สามารถลดการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งปอดและอื่นๆ ได้อีกมากมาย (อ้างอิงที่ 2)

สรุปคุณประโยชน์ของแครนเบอรี่กับงานวิจัยทางการแพทย์

ลดการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ

1.สารสกัดจากแครนเบอรี่นั้น ถูกใช้ในการรักษาและป้องกันโรคทางเดินปัสสาวะอักเสบ (UTis) มาเป็นระยะเวลานานแล้วในด้านกลไกในการยับยั้งการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ นั้นยังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัดแต่มีงานวิจัยสนับสนุนว่า Proanthocyanidins (cPACs) ที่พบมากในแครนเบอรี่นั้นจะไปยับยั้ง flagella ที่ใช้สำหรับเคลื่อนที่ของ Uropathogenic Escherichia coli (UPEC) ทำให้ความสามารถในการเคลื่อนที่และจับรวมกลุ่มกันของ UPEC ลดลง จึงช่วยป้องกันโรคทางเดินปัสสาวะอักเสบ (UTis) ได้ (อ้างอิงที่ 3-5)

2.ผู้หญิงที่รับสารสกัดจากแครนเบอรี่ต่อเนื่องกัน สามารถจะช่วยยับยั้งการยึดเกาะตัวของ E.coli ได้อย่างมีนัยสำคัญ (p value <0.0001) เมื่อเทียบกับผู้หญิงที่ไม่ได้รับสารสกัดจากผลแครนเบอรี่ (อ้างอิงที่ 6)

3.เด็กและสตรีผู้สูงอายุ เมื่อรับประทานน้ำแครนเบอรี่ต่อเนื่องกันสามารถลดการติดเชื้อซ้ำๆ บ่อยๆ ของโรคทางเดินปัสสาวะอักเสบได้อย่างมีนัยสำคัญ (อ้างอิงที่ 7-8)

4.การรับประทานสารสกัดจากแครนเบอรี่ 500 มิลลิกรัม เพื่อเปรียบเทียบกับยา Trimethoprim ในการป้องกันการเป็นซ้ำของโรคทางเดินปัสสาวะอักเสบในผู้หญิงวัยสูงอายุเป็น ระยะเวลา 6 เดือน พบว่าสารสกัดจากแครนเบอรี่สามารถป้องกันได้ แต่ได้ผลต่ำกว่ายา Trimethoprim อย่างไรก็ตามผู้สูงอายุให้การยอมรับสารสกัดจากแครนเบอรี่มากกว่ายา Trimethoprim เนื่องจากสารสกัดจากแครนเบอรี่เป็นผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ ซึ่งให้ผลข้างเคียงต่ำกว่าในการทำให้เชื้อดื้อยา และการเกิดการติดเชื้อราและ Clostridium difucile ซ้ำซ้อน เมื่อเทียบกับยา Trimethoprim อีกทั้งยังมีราคาถูกกว่าอีกด้วย (อ้างอิงที่ 9)

5.การดื่มน้ำแครนเบอรี่ 500 มิลลิกรัม แล้วดื่มน้ำตาม 1,500 มิลลิกรัม (1.5 ลิตร) ในผู้ชายแอฟริกาใต้ สามารถป้องกันการตกตะกอนของ Calcium oxalate ที่เป็นสาเหตุของนิ่วที่ไตได้อย่างมีไนสำคัญ เมื่อเทียบกับการดื่มน้ำเปล่าอย่างเดียว (อ้างอิงที่ 10)
ป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด

1.การรับประทานแครนเบอรี่ที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระกลุ่ม Flavonoids (แอนโธไซยานิน (Anthocyanin) ฟลาโวนอล (Flavonoids) และโปรแอนโธไซยานิดิน (Proanthocyanidins) โดยที่ Flavonoids จะไปยับยั้งปฏิกิริยาออกซิเดชั่นของโคเลสเตอรอลตัวร้าย (LDL) ทำให้ป้องกันการเกิด Oxidized LDL ที่เป็นสาเหตุของหลอดเลือดตีบและอุดตันได้ (อ้างอิงที่ 11)

2.สารต้านอนุมูลอิสระจากแครนเบอรี่ สามารถเหนี่ยวนำให้ตัวรับ LDL ที่ตับทำงานมากขึ้น เป็นผลทำให้เพิ่มการขับออกของ LDL จากระบบไหลเวียนของเลือดและเพิ่มการนำโคเลสเตอรอลเข้าสู้เซลล์ตับเพื่อขับออกได้ จึงลดโคเลสเตอรอลได้ (อ้างอิงที่ 12)

สุขภาพในช่องปาก

1.น้ำแครนเบอรี่มีส่วนประกอบของ High molecular weight non-dialyzable material (NDM) ซึ่งสามารถยับยั้งการยึดเกาะและการรวมตัวกันของแบคที่เรียในช่องปากหลายชนิด ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคทางช่องปาก การเกิดคราบหินปูนและจุลินทรีย์บนผิวฟันได้ (อ้างอิงที่ 13-15)

2.Proanthocyanidins ที่ได้จากน้ำแครนเบอรี่เข้มข้นนั้นสามารถลดสารที่ก่อให้เกิดการอักเสบ (Inflammatoty mediator) ที่สร้างมาจากเซลล์ gingival fibroblasts เช่น interieukin (IL-6,IL-8) และ PGE(2) ในโรคปริทันต์ (Perlodontitis) เป็นผลให้สามารถลดขบวนการอักเสบได้ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ดี ที่จะพัฒนาเป็นสารช่วยในการรักษาโรคปริทันต์ (Perlodontitis) ต่อไป (อ้างอิงที่ 16)

โรคมะเร็ง

1.Proanthocyanidisn ที่พบมากใน Cranberry นั้น พบว่ามีการทดสอบในหลอดทดลองว่ามีผลในการทำลายเซลล์มะเร็งรังไข่ได้ โดยจากการทดลองพบว่าการให้ Proanthocyanidisn เดี่ยวๆ จะเหนี่ยนำให้เซลล์มะเร็งตายลง (Apoptatic change) หรือเมื่อให้ร่วมกับยารักษามะเร็งรังไข่ (Paraplatin) จะเสริมฤทธิ์ยารักษาในการลดการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งได้ (อ้างอิงที่ 17)

2.การให้น้ำแครนเบอรี่วันละ 250 ml ร่วมกับการได้รับยาฆ่าเชื้อในกระเพาะอาหาร สามารถเพิ่มอัตราการทำลายเชื้อได้สูงขึ้น ในเพศหญิงผู้ป่วยที่ติดเชื้อ Helicobacter pylori (H.pylori) ทั้งนี้ H.Pylori เป็นเชื้อที่พบในกระเพาะอาหารได้ (อ้างอิงที่ 18)

3.การให้น้ำแครนเบอรี่ 250 ml ในผู้ติดเชื้อ H.Pylori โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มทดลองที่ได้รับน้ำแครนเบอรี่ และกลุ่มควบคุมที่ไม่ได้รับน้ำแครนเบอรี่ ผลปรากฏว่ากลุ่มทดลองที่ได้รับน้ำแครนเบอรี่ สามารถที่จะยับยั้งการติดเชื้อ H.Pylori ได้อย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้รับน้ำแครนเบอรี่ (อ้างอิงที่ 19-20)

4.Proanthocyanidins ที่พบมากใน Cranberry นั้น สามารถก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของยีนมะเร็งและนำไปสู่การตายของเซลล์มะเร็ง ปอด (rapid induce of apoptosis) (อ้างอิงที่ 21)

5.Cranberry ประกอบไปด้วยสารพฤกษเคมี (Phytochemicals) โดยที่สารประกอบ Flavonoids (Proanthocyanidins) เป็นตัวที่กล่าวถึง ในการเหนี่ยวนำให้เกิดการตายของเซลล์มะเร็ง (Apoptosis) โดยจากการศึกษาพบว่า Proanthocyanidins เป็นสารที่ยับยั้งกลไกการเติบโตของเซลล์มะเร็งต่อมลูกหมากด้วยหลายกลไก และพบว่าเป็นตัวเลือกที่ดีที่จะพัฒนาเป็นยาต้านมะเร็งต่อไป (อ้างอิงที่ 22-24)
ข้อควรระวัง

           การรับประทานน้ำแครนเบอรี่มีข้อควรระวังคือ ไม่ควรรับประทานมากเกินไป ในผู้ที่รับประทานยาละลายลิ่มเลือด (Warfarin) เนื่องจากมีงานวิจัย พบว่า การรับประทานน้ำแครนเบอรี่มากกว่าวันละ 1.42 ลิตร มีผลทำให้มีโอกาสเลือดออกภายในได้ (Hemorrhage) อย่างไรก็ตามหากรับประทานแต่น้อยจะไม่มีอันตราย เนื่องจากมีงานวิจัยสนับสนุนว่าการรับประทานน้ำแครนเบอรี่วันละ 240 มิลลิลิตร วันละ 2 ครั้งติดต่อกันเป็นระยะเวลา 1 สัปดาห์ ในผู้ที่รับประทานยาละลายลิ่มเลือด (Warfarin) ไม่มีอันตราย จากภาวะเลือดออกภายในแต่อย่างใด (อ้างอิงที่ 25-26)

เอกสารอ้างอิง

1.แครนเบอร์รี่ดีกับสุขภาพจริงหรือ, ดร.นัฐพล ตั้งสุภูมิ, สถาบันโภชนาการ ม.มหิดล
http://www.inmu.mahidol.ac.th/th/
2.Cranberry and its phytochemicals: a review of in vitro anticancer studies. J Nutr. 2007 Jan;137 (1 Suppl):186S-193S
3.Cranberry Materials lnhibit Escherichia coll CFT073 fliC Expression and Motillty. Appl Environ Microbiol. 2011 Aug 5. (Epub ahead of print)
4. A-type cranberry proanthocyanidins and uropathogenic bacterial anti-adhesion activity. Phytochemistry. 2005 Sep;66(18):2281-91
5. Inhibition of adherence of multi-drug resistant E. coli by proanthocyanidin. Urol Res. 2011 Jun 19
6. Inhibitory activity of cranberry extract on the bacterial adhesiveness in the urine of women: an ex-vivo study. Int J Immunopathol Pharmacol. 2010 Apr-Jun;23(2):611-8
7. Overview on cranberry and urinary tract infections in females. J Clin Gastroenterol. 2010 Sep;44 Suppl 1:S61-2
8. Cranberry juice for the prevention of recurrent urinary tract infections: a randomized controlled trial in children. Scand J Urol Nephrol. 2009;43(5):369-72
9.Cranberry or trimethoprim for the prevention of recurrent urinary tract infections? A randomized controlled trial in older women. J Antimicrob Chemother. 2009 Feb;63(2):389-95. Epub 2008 Nov 28
10. Influence of cranberry juice on the urinary risk factors for calcium oxalate kidney stone formation. BJU Int. 2003 Nov;92(7):765-8
11. Cranberry flavonoids, atherosclerosis and cardiovascular health. Crit Rev Food Sci Nutr. 2002;42(3 Suppl):301-16
12. Cranberries inhibit LDL oxidation and induce LDL receptor expression in hepatocytes. Life Sci. 2005 Aug 26;77(15):1892-901
13. Inhibitory effect of cranberry juice on the colonization of Streptococci species: An in vitro study. J Indian Soc Periodontol. 2011 Jan;15(1):46-50
14. Effect of a high-molecular-weight component of cranberry on constituents of dental biofilm. J Antimicrob Chemother. 2004 Jul;54(1):86-9. Epub 2004 May 26
15. Cranberry polyphenols: potential benefits for dental caries and periodontal disease. J Can Dent Assoc. 2010;76:a130
16. Cranberry components inhibit interleukin-6, interleukin-8, and prostaglandin E production by lipopolysaccharide-activated gingival fibroblasts. Eur J Oral Sci. 2007 Feb;115(1):64-70
17. Cranberry proanthocyanidins are cytotoxic to human cancer cells and sensitize platinum-resistant ovarian cancer cells to paraplatin. Phytother Res. 2009 Aug;23(8):1066-74
18. Effect of cranberry juice on eradication of Helicobacter pylori in patients treated with antibiotics and a proton pump inhibitor.Mol Nutr Food Res. 2007 Jun;51(6):746-51
19. Efficacy of cranberry juice on Helicobacter pylori infection: a double-blind, randomized placebo-controlled trial. Helicobacter. 2005 Apr;10(2):139-45
20. Growth inhibitory action of cranberry on Helicobacter pylori. J Gastroenterol Hepatol. 2008 Dec;23 Suppl 2:S175-80
21. Cranberry proanthocyanidins mediate growth arrest of lung cancer cells through modulation of gene expression and rapid induction of apoptosis. Molecules. 2011 Mar 11;16(3):2375-90
22. North American cranberry (Vaccinium macrocarpon) stimulates apoptotic pathways in DU145 human prostate cancer cells in vitro. Nutr Cancer. 2011 Jan;63(1):109-20
23. Proanthocyanidins from the American Cranberry (Vaccinium macrocarpon) inhibit matrix metalloproteinase-2 and matrix metalloproteinase-9 activity in human prostate cancer cells via alterations in multiple cellular signalling pathways. J Cell Biochem. 2010 Oct 15;111(3):742-54
24. North American cranberry (Vaccinium macrocarpon) stimulates apoptotic pathways in DU145 human prostate cancer cells in vitro. Nutr Cancer. 2011 Jan;63(1):109-20
25. Effect of high-dose cranberry juice on the pharmacodynamics of warfarin in patients. Br J Clin Pharmacol. 2010 Jul;70(1):139-42
26. Warfarin-cranberry juice interaction. Ann Pharmacother. 2011 Mar;45(3):e17. Epub 2011 Mar 1

สามารถนำรหัสสมาชิก 47024879 ไปซื้อได้ที่สำนักงานธุรกิจกิฟฟารีนทั่วประเทศ
สั่งซื้อออนไลน์ หรือติดต่อสอบถามข้อมูล


เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับพลูคาวกับภูมิคุ้มกัน

15:43 0 Comments

          ปกติแล้วรอบๆ ตัวเรามีเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมมากมายหลายชนิดไม่ว่าจะเป็นชนิดที่ล่องลอยอยู่ในอากาศ หรือชนิดที่เกาะอยู่กับตัวมนุษย์ สัตว์และสิ่งของ หรืออยู่ในอาหารที่เรารับประทานเข้าไป เชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมเหล่านี้จะจู่โจมร่างกายของพวกเราตลอดเวลา แต่เหตุที่เราไม่เจ็บป่วยก็เพราะร่างกายมีระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงคอยช่วยต่อสู้ แต่ถ้าเมื่อใดที่ภูมิคุ้มกันภายในตัวเราอ่อนกำลังลงแล้ว เราก็จะแสดงอาการเจ็บป่วยทันทีดังนั้น

           ผู้ที่มีปัญหาภูมิคุ้มกันภายในบกพร่องมักจะป่วยด้วยโรคต่างๆ และอาจเสียชีวิตก่อนวันอันควร ขณะเดียวกันถ้าภูมิคุ้มกันไวเกิน ก็จะป่วยไปอีกแบบได้แก่ เป็นโรคภูมิแพ้ เช่น ลมพิษ หอบหืด จาม คัดจมูก น้ำมูกไหล รวมถึงโรคที่ร้ายแรงมากขึ้นไปอีก เช่น โรค SLE (เอส แอล อี หรือโรคพุ่มพวง) และรูมาตอยด์เป็นต้น

          ร่างกายมนุษย์มีระบบการป้องกันสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่ร่างการเบื้องต้น เช่น ผิวหนังทำหน้าที่ป้องกันการผ่านของเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายจากการสัมผัสขน จมูกและขนตาทำหน้าที่ดักจับสิ่งแปลกปลอมที่จะเข้าสู่ร่ายกาย แต่หากมีเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมที่สามารถผ่านเข้ามาในร่างกาย หรือที่เรียกว่า แอนติเจน (Antigen) ร่างกายจะมีระบบภูมิคุ้มกันทำงานร่วมกันหลายแบบโดยเซลล์ที่ทำหน้าที่ในระบบ ภูมิคุ้มกันของร่างกายสร้างมาจากสเตมเซลล์ (Stem cells) ที่อยู่ในไขกระดูก เช่น
  • เซลล์ที่ทำหน้าที่จับกินสิ่งแปลกปลอม เช่น Macrophage, Monocyte, Neutrophil
  • เซลล์เม็ดเลือดขาวขนาดเล็กที่เรียกว่า ลิมโฟไซท์ (Lymphocyte) แบ่งเป็น B-cells ทำหน้าที่ผลิตแอนติบอดี้ (Antibody)
  • T-cells ทำหน้าที่ตอบสนองทางด้านเซลล์ เพื่อกำจัดสิ่งแปลกปลอมหรือเชื้อโรค
  • เซลล์ที่มี Granule จำนวนมากได้แก่ Eosinophil, Basophil (อ้างอิงที่ 1)
           ผู้คนที่สนใจในเรื่องสุขภาพจึงมักจะสนใจดูแลภูมิคุ้มกันภายใน ด้วยการเอาใจใส่เรื่องโภชนาการ เลือกอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ในที่นี้จึงขอแนะนำสารอาหารที่ช่วยในเรื่องการเสริมและปรับสมดุลภูมิคุ้มกันของร่างกายซึ่งก็คือ พลูคาว นั่นเอง

พลูคาว (Houttuynia cordata Thunb)

          พลูคาวเป็นพืชผักพื้นบ้านของไทย และประเทศต่างๆ ในเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ แระเทศอินเดีย จีน เกาหลี และญี่ปุ่น พลูคาวมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Houttuynia cordata Thunb มีชื่อท้องถิ่นได้หลายชื่อ เช่น พลูคาว ผักคาวตอง ผักก้านตอง ในประเทศไทยพบมากทางภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยภาคเหนือและอีสานใช้เป็นผักจิ้มน้ำพริก หรือกินกับลาบ
การใช้ประโยชน์พื้นบ้านของพลูคาว (อ้างอิงที่ 2)

         ภูมิภาคอินโดจีน ใช้ทั้งต้น บรรเทาอาการของโรคริดสีดวงทวาร ขับปัสสาวะ แก้อาการอักเสบ แก้ลมพิษ ใบใช้แก้บิด

        ประเทศจีน ใช้ใบหรือทั้งต้นขับปัสสาวะ รักษาโรคติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ แก้อาการบวมน้ำ ฝีอักเสบ ปอดอักเสบ หลอดลมอักเสบ ไอ และบิด ต้านเชื้อแบคทีเรีย โดยเฉพาะระบบทางเดินหายใจ

        ประเทศจีน เกาหลี ญี่ปุ่น และอินเดีย ใช้ทั้งต้นเป็นยาลดไข้ ขจัดสารพิษ รักษาแผลในกระเพาะ และอาการอักเสบ รวมทั้งรักพิษแมลงกัดต่อย

         ประเทศเกาหลี ใช้พลูคาวรักษาโรคความดันโลหิตสูง อาการเส้นเลือดแข็งตัว และมะเร็ง

         ประเทศเนปาล ใช้ลำต้นใต้ดิน ในตำรับยาที่เกี่ยวกับโรคของสตรี ใช้ทั้งต้นเป็นยาช่วยย่อย บรรเทาอาการอักเสบและขับระดู ใบใช้เป็นยารักษาโรคผิวหนัง แก้บิด และริดสีดวงทวาร

          ประเทศไทย ใช้ในยาแผนโบราณ และยาพื้นบ้าน ใช้เป็นยาแก้กามโรค ทำให้น้ำเหลืองแห้ง แก้โรคผิวหนัง แก้พิษฝี ต้นแก้ริดสีดวง ชาวเขาม้งใช้ผักคาวตองเป็นยารักษาโรคมาเลเรีย

          พลูคาวยังมีในตำรับยาอีกหลายขนาน ผลการตรวจสอบทะเบียบตำรับยาแผนโบราณของไทย ในช่วงประมาณ 40 ปีที่ผ่านมา พบในสูตรตำรับยาแผนโบราณที่กระทรวงสาธารณสุขรับขึ้นทะเบียนจำนวน 19 ตำรับ

องค์ประกอบทางเคมีของพลูคาว

          พลูคาวมีองค์ประกอบทางเคมีที่สำคัญ 6 ประเภทคือ น้ำมันหอมระเหย (Volatile oil), สารประเภทฟลาโวนอยด์ (Flavonoids), สารประเภทอัลคาลอยด์ (Alkaloid), สารประเภทกรดไขมัน (Fatty acids), สารประเภทไฟโตสเตอรอล (Phytosterols) และสารประกอบเคมีอื่นๆ ได้แก่ Polyphenolic acid กับแร่ธาตุ เช่น Fluoride, Potassium chloride, Potassium sulfate (อ้างอิงที่ 3)
เภสัชวิทยาของพลูคาว (อ้างอิงที่ 4)

พลูคาวกับภูมิคุ้มกัน

          งานวิจัยของพลุคาวกับระบบภูมิคุ้มกัน เป็นเรื่องที่น่าสนใจและแปลกใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะแนวโน้มพบว่า เสริมภูมิคุ้มกันในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ขณะเดียวกันก็ลดถูมิคุ้มกันในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันไว้เกิน

          ในปี 2003 คณะวิจัยของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้ทำการศึกษาฤทธิ์ของพลูคาวต่อเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกันของคนในหลอดทดลอง พบว่า สามารถกระตุ้นการแบ่งตัวของเซลล์เม็ดเลือดขาวได้ และได้ทำการศึกษาฤทธิ์ของพลูคาวแคปซูล และยาคำรับสมุนไพรงวงตาลแคปซูล ซึ่งมีพลูคาวเป็นองค์ประกอบ ผลิตโดยองค์การเภสัชกรรม พบว่า ช่วยเพิ่มการแบ่งตัวของเซลล์เม็ดเลือดขาวของคนปกติในหลอดทดลองได้ (อ้างอิงที่ 15)

          ในปี 2005 พบว่า สารสกัดจากพลูคาวสามารถลดการเกิดภูมิแพ้อย่างรุนแรงในเม็ดเลือดขาวมาสต์ เซลล์ (Mast cell-mediated anaphylactic reactions) ซึ่งการวิจัยนี้บอกว่า อาจจะนำไปใช้พัฒนาเป็นยารักษาโรคหอบหืดและภูมิแพ้ในทางเดินหายใจได้ (อ้างอิงที่ 16) ในปี 2009 มีงานวิจัยว่าสาระสำคัญในพลูคาวมีผลลดการแพ้ โดยลดการหลั่ง lgE ในเม็ดเลือดขาวที่ทำให้เกิดการแพ้คือ เบโซฟิล (Basophil) (อ้างอิงที่ 17) และมีการค้นพบเพิ่มเติมอีกว่า สาระสำคัญในพลูคาวมีผลลดการแพ้ภูมิแพ้ โดยการหลั่ง lgE ในเม็ดเลือดขาวที่ทำให้เกิดการแพ้ คือ มาสต์เซลล์ (Mast cells) (อ้างอิงที่ 18)

          จากข้อมูลของสถาบันวิจัย กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ในปี 2548 ได้ระบุว่า ปัจจุบันมีการจดสิทธิบัตรที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันของพลุคาวไม่น้อย กว่า 17 ฉบับ สรุปประโยชน์ได้ 3 เรื่องใหญ่ๆ ดังนี้ (อ้างอิงที่ 19)

           1. รักษาภาวะภูมิแพ้ ภูมิไวเกิน เช่น หอบหืด ภูมิแพ้ผิวหนังชนิด Atopic eczema และ Atopic dermatitis, เยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้ Allergic conjuncvtivitis, หวัดจากภูมิแพ้ (Allergicrhinitis) การแพ้อาหาร (Food allergy) กลุ่มอาหารที่มีสารภูมิแพ้ไอจีอีสูง (Hyper lgE syndrome) หรือ ภูมิต้านทานต่อเนื้อเยื่อตนเอง ได้แก่ โรครูมาตอยด์ (Rheumatoid arthritis)

           2. รักษาภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง โดยเป็นส่วนผสมหนึ่งในตัวยารักษาผู้ป่วยเอดส์และผู้ป่วยมะเร็ง หรือผู้ได้รับสารกดภูมิคุ้มกัน

           3. เสริมภูมิต้านทานให้แก่ร่างกาย

พลูคาวกับฤทธิ์ในการทำลายเซลล์มะเร็ง

มีงานวิจัยที่สนับสนุนว่า สารสำคัญในพลูคาวมีฤทธิ์ที่สามารถทำลายเซลล์มะเร็งต่างๆ ได้ดังนี้

- มะเร็งเมล็ดเลือดขาวของหนูชนิด L1210 (Mouse lymphocytic leukemia cell) (อ้างอิงที่ 5)
- มะเร็งต่อมเม็ดเลือดขาวของคน ชนิด K562 (Human immortalised myelogenous leukemia) (อ้างอิงที่ 5)
- มะเร็งต่อมน้ำเหลืองของคน ชนิด Raji cell line (Brukitt’s lymphoma ; BL) (อ้างอิงที่ 5)
- มะเร็งต่อมน้ำเหลืองของคน ชนิด P3HR cell line (อ้างอิงที่ 5)
- มะเร็งต่อมน้ำเหลืองของคน ชนิด 937 (Histiocyticlymphoma) (อ้างอิงที่ 5)
- มะเร็งปอด (A-549 Adenocarcinomic human alveolar basalepithelial cells) (อ้างอิงที่ 6)
- มะเร็งรังไข่ (OV-3 Human : Adenocarcinoma; ovary) (อ้างอิงที่ 6)
- มะเร็งผิวหนัง (SK-MEL-2 Human Skin Melanoma cell line) (อ้างอิงที่ 6)
- มะเร็งสมอง (XF-498 Gliodlastoma) (อ้างอิงที่ 6)
- มะเร็งลำไส้ (HCT-15 Human, Colon, Adenocarcinoma) (อ้างอิงที่ 6)
- สามารถยับยั้งการแบ่งตัวและทำลายเซลล์มะเร็งลำไส้ (HT-29 Human Colon adenocarcinoma cells) ของคนด้วยกลไก Mitochondria dependent signaling pathway (อ้างอิงที่ 7,8)

         ในประเทศจีนมีการพลุคาวเป็นส่วนประกอบตำรับยาผงสำหรับรับประทานใช้ในการ รักษามะเร็งหลอดอาหาร และมะเร้งทางเดินหายใจ รวมถึงเนื้องอกในรังไข่ มะเร็งปากมดลูก และมะเร็งเต้านม ยังใช้เป็นยาฉีดสำหรับมะเร็งกระเพาะอาหาร และเป็นตำรับยาน้ำรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งหลอดอาหาร และมะเร้งเต้านม นอกจากนี้ยังใช้เป็นส่วนประกอบในตำรับยาสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็ง เพื่อเพิ่มภูมิต้านทานแก่ร่างกาย และรักษาอาการข้างเคียงที่เกิดจากใช้รังสีรักษา และเคมีบำบัด (อ้างอิงที่ 4)
พลูคาวกับฤทธิ์ในการทำลายเชื่อไวรัส

          มีงานวิจัยที่สนับสนุนว่า สาระสำคัญในพลูคาวมีฤทธิ์ที่สามารถในการทำลาย และ/หรือยับยั้งเชื้อไวรัสได้หลายชนิดคือ ไวรัสไข้หวัดใหญ่ เอดส์ เริม และไวรัสที่ทำให้เป็นโรคมือเท้าปากเปื่อย ดังนี้

- ฤทธิ์ยับยั้งและทำลายไวรัสไข้หวัดใหญ่ Influenza virus (อ้างอิงที่ 9)
- สาระสำคัญ Quercetin 3-rhamnoside (Q3R) จากพลูคาวมีประสิทธิภาพสูงในการทำลายไวรัสไข้หวัดใหญ่ Influenza A (อ้างอิงที่ 12)
- ฤทธิ์ยับยั้งเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ H1N1 Influenza โดยทดลองในเชื้อที่ทำให้เกิดการติดเชื้อปอดอักเสบแก่หนุทดลอง (อ้างอิงที่ 14)
- ฤทธิ์ยับยั้งและทำลายไวรัสเอดส์ Human immunodeficiency virus type 1 (HIV-1) ได้โดยตรง โดยไม่เป็นพิษต่อเซลล์ของร่างกาย (อ้างอิงที่ 9)
- สาระสำคัญในที่สำคัญคือ Houttuynoside A (1) and Houttuynamide A2 และ Norcepharadiond B มีฤทธิ์ยับยั้งและทำลายไวรัสเริม Herpes simplex virus type 1 (HSV-1) (อ้างอิงที่ 9, 13)
- ฤทธิ์ต้านการเจริญของเชื้อเริม Anti-Herpes simplex virus activity ชนิด HSV-2 (อ้างอิงที่ 10)
- ฤทธิ์ยับยั้งเชื้อไวรัสเอนเตอโรไวรัส (Enterovirus 71) ซึ่งทำให้เกิดโรคมือเท้าปากเปื่อย (Hand Foot Mouth) ซึ่งมีการระบาดในหลายประเทศ และในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงสามารถทำให้เกิดกล้ามเนื้อหัวใจ สมอง และเยื่อหุ้มสมองอักเสบได้ (อ้างอิงที่ 11)

            ปัจจุบันนี้ในประเทศจีนมีการใช้พลูคาวเป็นส่วนผสมในตำรับยารักษาโรคที่เกิด จากไวรัสโดยมีการจดสิทธิบัตรไว้หลายรายการ เช่น ตำรับยารักษาการติดเชื้อจาก Cytomegalovirus ในคน เป็นส่วนผสมยาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ (Influenza virus) เป็นส่วนผสมสำหรับยาน้ำ สำหรับลดไข้ รักษาหลอดลมอักเสบฉับพลันหรือเรื้อรัง เป็นส่วนประกอบในตำรับยารักษาโรคติดเชื้อฉับพลัน เช่น ไข้หวัดใหญ่ และการติดเชื้อทางเดินหายใจ (อ้างอิงที่ 4)
พลูคาวกับการต้านอนุมูลอิสระ และการต้านการอักเสบ

             พลูคาวมีสาระสำคัญที่มีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระหลายชนิด น่าจะเป็นด้วยกลไกของการต้านอนุมูลอิสระ ทำให้มีผลต่างๆ ตามมา ดังนี้

             ในปี 2006 มีงานวิจัยว่า สารสกัดจากพลูคาวในรูปของการฉีดมีฤทธิ์ต้านการอักเสบได้ เป็นการวิจัยในหนูทดลอง ที่ทำให้เยื่อหุ้มปอดอักเสบ ด้วยการฉีดสารเคมีที่ระคายเคืองคือ คาราจีแนน (Carrageenan) เข้าไปทำให้ระคายเคืองต่อเยื่อหุ้มปอด

             ในปีเดียวกันมีงานวิจัยทำนองคล้ายกัน พบว่า ด้วยกลไกต้านอนุมูลอิสระ สารสกัดจากพลูคาวสามารถลดการเกิดเนื้อเยื่อพังผืดในปอดของหนูทดลอง (Pulmonary fibrosis) ที่ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดการอักเสบโดยยาบลีโอมัยซินได้อีกเช่นกัน (อ้างอิงที่ 21)

             ในปี 2007 มีงานวิจัยว่า สารสกัดจากพลูคาวช่วยปกป้องไตเสื่อมในหนูทดลองที่เป็นเบาหวาน (อ้างอิงที่ 22)

             ในปี 2009 มีงานวิจัยว่า พลูคาวเป็นหนึ่งในสมุนไพรห้าชนิดที่มีความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระสูงที่ สุด จากสมุนไพรไทย 30 ชนิด ที่มีใช้ในตำรับยารักษาโรคเบาหวาน (อ้างอิงที่ 23)
พลุคาวกับการทดสอบความเป็นพิษ

             พบว่าสาร decanoyl acetaldehyde ซึ่งแยกได้จากพลูคาวในขนาดประมาณ 1.6 กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กก. เป็นขนาดที่ทำให้หนูถีบจักรตายไปครึ่งหนึ่ง (LD 50) เมื่อฉีดเข้าหลอดเลือดดำสุนัข ในขนาด 38-47 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ทำให้สุนัขตาย และเมื่อกรอกเข้ากระเพาะอาหารของสุนัขวันละ 80-160 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ติดต่อกัน 1 เดือน จะทำให้สุนัขมีน้ำลายออกมาก และระยะแรกมีอาการอาเจียน โดยที่ไม่พบความเป็นพิษอื่นอีก (อ้างอิงที่ 4)

             นอกจากนั้นพบว่า พลูคาวมีการกระตุ้นให้เกิดการแพ้แสง (Phyto toxic dermatitis) เป็นรายงานผู้ป่วยหญิงที่บริโภคพลูคาวในรูปแบบที่เป็นน้ำและผงแห้งติดต่อกัน 20 วัน เกิดรอยด่างสีม่วงแดงที่แก้มทั้งสองข้าง และผิวหนังร้อนแดงที่หน้าผาก ลำคอ คาง แขน และฝ่ามือ (อ้างอิงที่ 24)

เอกสารอ้างอิง

1. ความรู้เบื้องต้นของระบบภูมิคุ้มกัน ศูนย์รวบรวมและวิเคราะห์เชื้อเอชไอวีแห่งประเทศไทย (National HIV Repository Bioinformatic Center; NHRBC) ในความร่วมมือของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กับกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข http://www.nhrbc.org/HIV_vaccine/paper16.2.html
2. พฤษศาสตร์และการใช้ประโยชน์พื้นบ้านจากผักคาวตอง จารีย์ ปันสิทธิ์ สมุนไพรน่ารู้ผักคาวตอง Houttuynia cordata Thunb สถาบันวิจัยสมุนไพร กรมวิทยาศาสตร์ การแพทย์ ISBN 9747549778
3. คุณภาพทางเคมีของผักคาวตอง เย็นจิตร เตชะดำรงสิน และคณะสมุนไพรน่ารู้ผักคาวตอง Houttuynia cordata Thunb สถาบันวิจัยสมุนไพร กรมวิทยาศาสตร์ การแพทย์ ISBN 97475497787
4. กัลยา อนุลักขณาปกรณ์ ผักคาวตองกับการศึกษาทางด้านเภสัชวิทยา สมุนไพรน่ารู้ผักคาวตอง Houttuynia cordata Thunb สถาบันวิจัยสมุนไพร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ISBN 97475497784
5. Chang JS, et al, Antlleukemic activity of Bidens pllosa L. Var. minor (Blume) Sherff and Houttuynia cordata Thunb. Am J Chin Med. 2001;29(2):303-12
6. Kim SK, Ryu SY, No J, Chol SU, Kim YS.Cytotoxic alkaloids from Houttuynia cordata. Arch Pharm Res. 2001 Dec;24(6):518-21
7. Tang YJ, et al, Houttuynia cordata Thunb extract induces apoptosis through mitochondrialdependent pathway in HT-29 human colon adenocarcinome cells, Oncol Rep.2009 Nov;22(5):1051-6
8. Lai KC, et al, Houttuynia cordata Thunb extract inhibits cell growth and induces apoptosis in human primary colorectal cancer cells.Anticancer Res. 2010 Sep;30(9):3549-56
9. Hayashl K, Kamiya M, Hayashi T. Virucidal effects of the steam distillate from Houttuynia cordata and its components on HSV-1, Influenza virus, and HIV. Planta Med. 1995 Jun;61(3):237-41
10. Chlang LC,et al, Anti-Herpes simplex virus activity of Bldens pllosa and Houttuynla cordata. Am J Chin Med. 2003;31(3);355-62
11. Lin TY, et al. Anit-enterovirus 71 activity screening of Chinese herbs with anti-Infection and Inflammation activities. Am J Chin Med.2009;37(1):143-58
12. Choi HJ, Song JH, Park KS, Kwon DH. Inhibitory effects of quercetin 3-rhamnoside on influenza A virus replication. Eur J Pharm Scl. 2009 Jun 28;37(3-4):329-33, Epub 2009 Mar 14
13. Chou SC, et al, The constituents and their bloactivities of Houttuynia cordata. Chem Pharm Bull (Tokyo). 2009 Nov;57(11):1227-30
14. Pharmacodynamic experiment of the antivirus effect of houttuynia cordata Injection on Influenza virus In mice. Yao Xue Xue Bao. 2010 Mar;45(3):399-402
15. Sriwanthana B, Chavallttumrong P, Threesangsrl W. et al, 2003, Effect of Houttuynia cordata Thunb, On Iymphocyte prollteration of normal. ในผักคาวตองกับภูมิคุ้มกัน บุษราวรรณ ศรีวรรธนะ จารีย์ บันสิทธิ์ สมุนไพรน่ารุ้ผักคาวตอง Houttuynia cordata Thunb สถาบันวิจัยสมุนไพร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ISBN 9747549778
16. LI GZ, et al. Inhibitory effects of Houttuynia cordata water extracts on anaphylactic reaction and mast cell activation. Biol Pharm Bull. 2005 Oct;28(10):1864-8
17. Down-regulation of FcepsllonRI expression by Houttuynia cordata Thunb extract in human basophilic Ku812F cells. J Med Food. 2009 Apr;12(2):383-8
18. Han EH, Park JH, Kim JY, Jeong HG. Houttuynia cordata water extract suppresses anaphylactic reaction and lgE-medlated allergic response by Inhlblting multiple steps of FcepsllonRl signallng In mast cells. Food Chem Toxlcol. 2009 Jul;47(7):1659-66. Epub 2009 Apr 24
19. บุษราวรรณ ศรีวรรธนะ จารีย์ บันสิทธิ์ ผักคาวตองกับภูมิคุ้มกัน สมุนไพรน่ารู้ผักคาวตอง Houttuynia cordata Thunb สถาบันวิจัยสมุนไพร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ISBN 9747549778
20. Lu HM, Liang YZ, Yi LZ, Wu XJ. Anti-Inflammatory effect of Houttuynia cordata Injection. J Ethnopharmacol. 2006 Mar 8;104(1-2):245-9, Epub 2005 Oct 5
21. Ng LT, Yen FL, Liao cww Lin CC.Protective effect of Houttuynia cordata extract on bleomycin-Induced pulmonary fibrosis in rats, Am J Chin Med. 2007;35(3):465-75
22. Wang F, Lu F, Xu L, Effects of Houttuynia cordata thumb on expression of BMp-7 and TGF-betal in the renal tissues of dlabetic rats. J Tradit Chin Med. 2007 Sep;27(3):220-5
23. Antioxidative activity, polyphenollc content and antl-glycation effect of some thai medicinal plants traditionally used In dlabetlc patlents. Med Chem. 2009 Mar;5(2):139-47
24. Saito F, Phytophototoxic dermatitis induced by Houtuynia cordata. Environmental Dermatology 2(3):208-211 ในกัลยาอนุลักชณาปกรณ์ ผักคาวตองกับการศึกษาทางด้านเภสัชวิทยา สมุนไพรน่ารู้ผักคาวตอบ Houttuiynia cordatd Thunb สถาบันวิจัยสมุนไพร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ISBN 97475497784

สามารถนำรหัสสมาชิก 47024879 ไปซื้อได้ที่สำนักงานธุรกิจกิฟฟารีนทั่วประเทศ
สั่งซื้อออนไลน์ หรือติดต่อสอบถามข้อมูล


วันเสาร์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2561

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับไลโคพีน

00:32 0 Comments

ไลโคพีน (Lycopene) เป็นสารแคโรทีนอยด์ (Carotenoid) ที่มีคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระที่โดดเด่น มีประโยชน์ดังนี้
•    มีบทบาทในการป้องกันและลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก
•    ช่วยลดขนาดเนื้อร้ายในผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมาก
•    ช่วยหยุดการโตของต่อมลูกหมากในผู้ป่วยต่อมลูกหมากโต
•    ช่วยบำรุงผิว ทำให้ผิวเนียนนุ่ม ป้องกันผิวจากการถูกทำร้ายโดยแสงแดด
•    ช่วยต้านมะเร็งได้หลายชนิด เช่น มะเร็งรังไข่ มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งปอด
•    ช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด
•    ช่วยลดความเสี่ยงของการเป็นโรคกระดูกพรุน
•    ช่วยเพิ่มปริมาณและคุณภาพของตัวอสุจิในชายที่มีบุตรยาก

       ไลโคพีนพบได้ในร่างกาย โดยพบมากที่ต่อมหมวกไต (Adrenal) และลูกอัณฑะ (Testis)  เนื่องจากร่างกายมนุษย์ ไม่สามารถสังเคราะห์ไลโคพีนขึ้นเองได้ จึงจำเป็นต้องได้รับจากอาหาร โดยแหล่งของไลโคพีนที่สำคัญคือ มะเขือเทศและผลิตภัณฑ์จากมะเขือเทศ ซึ่งไลโคพีนเป็นสารที่ให้สีแดงในมะเขือเทศนั่นเอง นอกจากนี้ยังพบได้จากผลไม้อื่นๆ เช่น แตงโม ฝรั่ง มะละกอ และพืชในตระกูลส้ม
ไลโคพีนมีคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระที่มีศักยภาพสูง โดยมีความโดดเด่นในด้านการยับยั้งการทำงานของ Singlet Oxygen (Singlet Oxygen Quenching) มีงานวิจัยต่างๆ เกี่ยวกับประโยชน์ของไลโคพีนในหลายๆ ด้าน ที่มีต่อมนุษย์ ดังนี้
ประโยชน์ของไลโคพีนต่อสุขภาพของต่อมลูกหมากในเพศชาย
        มีงานวิจัยในระดับ Meta-analysis ซึ่งถือว่าเป็นงานวิจัยที่น่าเชื่อถือที่สุด เนื่องจากเป็นกระบวนการวิจัยที่ผู้วิจัยได้รวบรวมข้อมูลงานวิจัยต่างๆ อย่างเป็นระบบ มีการประเมินงานวิจัยดังกล่าว แล้วใช้สถิติชั้นสูงในการวิเคราะห์ประมวลผล ซึ่งจะทำให้ลดอคติ (Bias) ได้  สรุปได้ว่า ผลิตภัณฑ์จากมะเขือเทศและไลโคพีน มีบทบาทในการป้องกันและลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากได้
นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยที่ศึกษาเกี่ยวกับผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมากได้รับประทานไลโคพีน เป็นระยะเวลา 3 อาทิตย์ก่อนทำการผ่าตัด พบว่าเนื้อร้ายมีขนาดเล็กลง
 ในด้านการศึกษาเกี่ยวกับโรคต่อมลูกหมากโต มีการศึกษาในชายสูงอายุที่เป็นโรคต่อมลูกหมากโตแต่ไม่ได้เป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก จำนวน 40 คน โดยได้รับไลโคพีนเป็นระยะเวลา 6 เดือน พบว่าช่วยหยุดการโตของต่อมลูกหมากได้

ประโยชน์ของไลโคพีนต่อสุขภาพผิว
       มีการศึกษาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างไลโคพีนกับสุขภาพผิว โดยทำการศึกษาในกลุ่มผู้หญิงอายุ 40-50 ปี จำนวน 20 คน พบว่าผู้หญิงที่มีปริมาณไลโคพีนสูงกว่าที่ผิว จะมีผิวที่เนียนนุ่มกว่า  และมีงานวิจัยในมนุษย์พบว่า การได้รับไลโคพีนช่วยป้องกันผิวเสียจากแสงแดดได้

ประโยชน์ของไลโคพีนในการต้านมะเร็ง
        นอกจากมะเร็งต่อมลูกหมากแล้ว ไลโคพีนยังอาจช่วยลดความเสี่ยงของมะเร็งได้อีกหลายชนิด ด้วยคุณสมบัติการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีนั่นเอง มีงานวิจัยในระดับ Meta-analysis ซึ่งเป็นงานวิจัยที่น่าเชื่อถือที่สุดรายงานว่า  ไลโคพีนมีบทบาทในการลดความเสี่ยงของมะเร็งรังไข่ในหญิงวัยหมดประจำเดือน ลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารและมะเร็งหลอดอาหารได้ การศึกษาอื่นๆ พบว่าไลโคพีนยังช่วยลดความเสี่ยงในเรื่องมะเร็งปอดได้อีกด้วย

ประโยชน์ของไลโคพีนต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด
       จากการศึกษาในกลุ่มผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือด (Cardiovascular disease) พบว่าไลโคพีนช่วยทำให้การทำงานของเซลล์ในหลอดเลือดดีขึ้น และมีรายงานว่า ไลโคพีนช่วยต้านการพัฒนาของโรคหลอดเลือดหัวใจไม่ให้ลุกลามได้  นอกจากนี้ยังมีการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการได้รับไลโคพีนกับอุบัติการณ์การเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นระยะเวลานานกว่า 10 ปี พบว่า การได้รับไลโคพีนช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดได้

ประโยชน์ของไลโคพีนต่อโรคกระดูกพรุน
       มีรายงานการศึกษาในกลุ่มผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน พบว่าการได้รับไลโคพีนช่วยลดการสลายของกระดูกได้ จึงอาจเป็นประโยชน์ในการลดความเสี่ยงของการเป็นโรคกระดูกพรุนได้ และจากการติดตามศึกษาในกลุ่มผู้สูงอายุที่เป็นเพศชาย 370 คน และเพศหญิง 576 คน อายุ 70-80 ปี เป็นเวลากว่า 17 ปี พบว่าในกลุ่มที่ได้รับไลโคพีนสูง ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดกระดูกสะโพกหักได้  

ประโยชน์ของไลโคพีนต่อภาวะการมีบุตรยากในเพศชาย
        มีรายงานการศึกษาเรื่องไลโคพีนกับภาวะการมีบุตรยากในเพศชาย พบว่า ไลโคพีนช่วยทำให้มีปริมาณอสุจิสูงขึ้น  มีอัตราการรอดชีวิตของอสุจิสูงขึ้น และช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันได้ ทั้งยังมีรายงานในมนุษย์ว่า ช่วยเพิ่มอัตราการตั้งครรภ์ได้  อีกการศึกษาหนึ่งทำกับกลุ่มชายที่มีบุตรยากโดยไม่ทราบสาเหตุ พบว่าช่วยเพิ่มจำนวนอสุจิได้ลักษณะรูปร่างของตัวอสุจิสมบูรณ์ขึ้น และเพิ่มคุณภาพการเคลื่อนไหวของตัวอสุจิได้ดีขึ้น

เอกสารอ้างอิง
1.ไลโคปีน (Lycopene) สืบคืนวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2559 จากเวปไซต์ ภาควิชาเภสัชเวทและเภสัชพฤกษศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์. http://pcog2.pharmacy.psu.ac.th/thi/article8-51.asp
2. Quenching Activities of Common Hydrophilic and Lipophilic Antioxidants against Singlet Oxygen Using Chemiluminescence Detection System. Carotenoid Science, Vol.11, 2007, 16-20
3. Overview of mechanisms of action of lycopene. Exp Biol Med (Maywood). 2002 Nov;227(10):920-
4. The role of tomato products and lycopene in the prevention of prostate cancer: a meta-analysis of observational studies. Cancer Epidemiol Biomarkers Prev. 2004 Mar;13(3):340-5.              
5. Lycopene and Risk of Prostate Cancer: A Systematic Review and Meta-Analysis. Medicine (Baltimore). 2015 Aug; 94(33):e1260.
6. Lycopene/tomato consumption and the risk of prostate cancer: a systematic review and meta-analysis of prospective studies. J Nutr Sci Vitaminol (Tokyo). 2013;59(3):213-23.
7. มะเร็งต่อมลูกหมาก สืบคืนวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2559 จากเวปไซต์ สาขาศัลยศาสตร์ยูโรวิทยา ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล. http://www.si.mahidol.ac.th/th/department/surgery/urogicalWebsite/th/article.html
8. Phase II randomized clinical trial of lycopene supplementation before radical prostatectomy. Cancer Epidemiol Biomarkers Prev. 2001 Aug;10(8):861-8.
9.Effects of lycopene supplementation in patients with localized prostate cancer. Exp Biol Med (Maywood). 2002 Nov;227(10):881-5.
10. Lycopene inhibits disease progression in patients with benign prostate hyperplasia. J Nutr. 2008 Jan;138(1):49-53.
11. Cutaneous concentration of lycopene correlates significantly with the roughness of the skin. Eur J Pharm Biopharm. 2008 Aug;69(3):943-7.
12. Tomato paste rich in lycopene protects against cutaneous photodamage in humans in vivo: a randomized controlled trial. Br J Dermatol. 2011 Jan;164(1):154-62.  
13. Lycopene: a review of its potential as an anticancer agent. Curr Med Chem Anticancer Agents. 2005 Nov;5(6):627-35.  
14. Meta-analysis of the association between dietary lycopene intake and ovarian cancer risk in postmenopausal women. Sci Rep. 2014 May 9;4:4885.  
15. The role of tomato products and lycopene in the prevention of gastric cancer: a meta-analysis of epidemiologic studies. Med Hypotheses. 2013 Apr;80(4):383-8.
16. Carotenoid intake and esophageal cancer risk: a meta-analysis. Asian Pac J Cancer Prev. 2013;14(3):1911-8. 17 .Tomato Lycopene and Lung Cancer Prevention: From Experimental to Human Studies. Cancers (Basel). 2011 Jun; 3(2): 2333–2357.
18. Effects of oral lycopene supplementation on vascular function in patients with cardiovascular disease and healthy volunteers: a randomised controlled trial. PLoS One. 2014 Jun 9;9(6):e99070.
19. Lycopene and Its Antioxidant Role in the Prevention of Cardiovascular Diseases - A Critical Review. Crit Rev Food Sci Nutr. 2015 Feb 12:0.  
20. Relationship of lycopene intake and consumption of tomato products to incident CVD. Br J Nutr. 2013 Aug 28;110(3):545-51.  
21. Dietary restriction of lycopene for a period of one month resulted in significantly increased biomarkers of oxidative stress and bone resorption in postmenopausal women. J Nutr Health Aging. 2011 Feb;15(2):133-8.
22. Supplementation with the antioxidant lycopene significantly decreases oxidative stress parameters and the bone resorption marker N-telopeptide of type I collagen in postmenopausal women. Osteoporos Int. 2011 Apr;22(4):1091-101.
23. Protective effect of total carotenoid and lycopene intake on the risk of hip fracture: a 17-year follow-up from the Framingham Osteoporosis Study. J Bone Miner Res. 2009 Jun;24(6):1086-94.  
24. Lycopene and male infertility. Asian J Androl. 2014 May-Jun;16(3):420-5.
25. Lycopene therapy in idiopathic male infertility--a preliminary report. Int Urol Nephrol. 2002;34(3):369-72.


สามารถนำรหัสสมาชิก 47024879 ไปซื้อได้ที่สำนักงานธุรกิจกิฟฟารีนทั่วประเทศ
สั่งซื้อออนไลน์ หรือติดต่อสอบถามข้อมูล