แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ระบบขับถ่าย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ระบบขับถ่าย แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2561

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับคลอโรฟิลล์ โอลิโกฟรุคโตส วิตามินซี และสารสกัดจากแอปเปิ้ล

19:28 0 Comments

           สรุปคุณสมบัติของคลอโรฟิลล์ - มีฤทธิ์ในการต่อต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) - มีฤทธิ์ในการต้านสารพิษในการก่อมะเร็งต่างๆ เช่น มะเร็งตับ และมะเร็งเต้านม - ช่วยในการขับสารพิษในเลือด - มีฤทธิ์ลดกลิ่นอันไม่พึงประสงค์

         คลอโรฟิลล์ (Chlorophyll) เป็นสารสีเขียวที่พบในพืชชั้นสูงและสาหร่ายสีเขียว (Chlorella) คลอโรฟิลล์มีโครงสร้างของโมเลกุลจะคล้ายกับฮีม (Heme) ซึ่งเป็นสารที่ร่างกายนำไปใช้ในการสร้างฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดง ต่างกันที่สูตรโมเลกุลของธาตุที่อยู่ตรงกลาง คือ คลอโรฟิลล์เป็นธาตุแมกนีเซียม (Mg) ขณะที่ฮีมเป็นธาตุเหล็ก (Fe) (อ้างอิงที่ 1)

           อย่างที่ทราบกันว่าคลอโรฟิลล์มีในผักใบเขียว นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบมานานแล้วว่า การับประทานผักสามารถลดอุบัติการณ์ของมะเร็งจำนวนมาก ซึ่งส่วนมากพบว่ากลไกต้านมะเร็งนี้เกิดจากการต้านอนุมูลอิสระ เมื่อแยกสารต้านอนุมูลอิสระเหล่านี้ออกมาวิจัยก็พบว่าสามารถยับยั้งการก่อ มะเร็งได้จริง แต่มีผู้สงสัยว่าถ้าเราสกัดแยกแต่คลอโรฟิลล์ออกมา จะยังมีส่วนช่วยในการลดมะเร็งหรือไม่สารสกัดคลอโรฟิลล์ที่สามารถสกัดแยกออก มานั้นในรูปของที่รับประทานเป็นอาหาร (Food grade) มีความปลอดภัย และรับประทานกันเป็นอาหารสุขภาพทั่วโลก เป็นชนิดที่ละลายในน้ำได้คือเป็นองค์ประกอบของธาตุโซเดียมและคอปเปอร์ (ซึ่งทั้งสองธาตุนี้ก็เป็นสารอาหารที่มีประโยชน์ในร่างกายของเรา) กับอนุพันธ์ของคลอโรฟิลล์ที่มีชื่อว่า คลอโรฟิลิน (Chlorophyllin) เมื่อทำการวิจัยก็พบว่า คลอโรฟิลินมีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระเช่นกัน (อ้างอิงที่ 2)

           งานวิจัยจำนวนมากพบว่า คลอโรฟิลินสามารถต้านพิษหรือยับยั้งการทำงานของสารพิษในการก่อมะเร็งได้หลาย ชนิด เช่น สามารถต้านพิษ หรือยังยั้งการทำงานของสารพิษในการก่อมะเร็งผิวหนังของหนูทดลองได้ (อ้างอิงที่ 3) และที่สำคัญคือสามารถต้านพิษอะฟลาทอกซิน ในการก่อมะเร็งตับของคนได้ โดยมีงานวิจัยในอาสาสมัคร 180 คน รูปแบบของงานวิจัยถือเป็นการทดลองที่ออกแบบมาอย่างดีที่สุดในวงการแพทย์ คือ แบบมีกลุ่มควบคุม (Randomized, double – blind, placebo-controlled) อาสาสมัครได้รับประทานคลอโรฟิลิน 100 มก. วันละสามเวลา เป็นเวลาสี่เดือน และวัดสารพิษเมตาโลไลท์ของอะฟลาทอกซินในปัสสาวะ (Aflatoxin-N (7) – guanine adducts) ถ้าพบสารพิษปริมาณสูงจะเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งตับ สารนี้พบได้ในอาสาสมัครถึง 105 คน การทดลองพบว่า คลอโรฟิลินสามรถลดสารพิษชนิดได้ถึง 55% ผู้วิจัยได้ตีพิมพ์ผลงานนี้ ในวารสารทางการแพทย์หลายเล่ม (อ้างอิงที่ 4-5) นอกจากนี้สารคลอโรฟิลินยังมีฤทธิ์ยับยั้งการแบ่งตัวและทำลายเซลล์มะเร็งเต้า นมของคนได้โดยตรงอีกด้วย (Antiproliferative effect, apoptosis to human breast cancer MCF-7 cells) (อ้างอิงที่ 6)

          นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยสนับสนุนที่ทำในคนที่ประสบเหตุได้รับสารพิษ Polychlorinated dibenzofurans (PCDFs) และ Polychlorinatedibenzo-p-dioxins (PCCDS) จากเหตุการณ์เกิดอาการเป็นพิษของน้ำมันรำข้าวที่เมือง Yusho ประเทศญี่ปุ่น พบว่าการรับประทานผลิตภัณฑ์อาหารที่ดีต่อสุขภาพ ซึ่งเป็นอาหารที่มีใยอาหารและสารคลอโรฟิลล์ มีระดับสารพิษในเลือดลดลง มากกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับประทานผลิตภัณฑ์อาหารที่ดีต่อสุขภาพนี้ (อ้างอิงที่ 7) รวมถึงงานวิจัยในผู้สูงอายุที่กลั้นปัสสาวะไม่ได้ พบว่า กลุ่มที่รับประทานคลอโรฟิลล์นั้น มีค่าเฉลี่ยความรุนแรงของกลิ่นปัสสาวะลดลงมากกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับคลอโร ฟิลล์ (อ้างอิงที่ 8)

Ÿ สรุปคุณสมบัติของโอลิโกฟรุคโตส (อ้างอิงที่ 9-12)

- เป็น Probiotics ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย
- ช่วยควบคุม/กำจัดปริมาณจุลินทรีย์ก่อโรคในร่างกาย
- ช่วยให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น มีกลไกช่วยป้องกันมะเร็งในลำไส้ใหญ่
- ช่วยลดสารพิษหลายชนิดที่อาจสะสมตามผนังลำไส้
- ช่วยกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกัน
- ป้องกันหรือลดความรุนแรงของโรคติดเชื้อในทางเดินอาหาร เช่น ท้องเสีย
- ช่วยเพิ่มการดูดซึมแคลเซียมของร่างกาย

Ÿ สรุปคุณสมบัติของวิตามินซี และสารสกัดจากแอปเปิ้ล

- แอปเปิ้ล มีสารประเภท Polyphenol (โพลีฟีนอล) เป็น Phytonutrient ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย และเป็น Antioxidant (อ้างอิงที่ 13)
- วิตามินซี เป็น Antioxidant (อ้างอิงที่ 14)

เอกสารอ้างอิง

1. จุลสารข้อมูลสมุนไพร ปีที่ 24 ฉบับที่ 2 2550 เรื่อง คลอโรฟิลล์มีประโยชน์จริงหรือ
2. Kamat JP, Boloor KK, Devasagayam TP. Chlorophyllin as an effective antioxidant against membrane damage in vitro and ex vivo. Blochim Blophys Acta. 2000 Sep 27;1487(2-3):113-27
3. Inhibitory effects of chlorophyllin on 7,12-dimethylbenz(a)anthracene-induced bacterial mutagenesis and mouse skin carcinogenesis, Cancer Lett. 1999 Oct 18; 145(1-2):57-64.
4. Chlorophyllin intervention reduces aflatoxin-DNA adducts in individuals at high risk for liver cancer. Proc Natl Acad Sci U S A. 2001 Dec 4;98(25):14601-6. Epub 2001 Nov 27.
5. Chemoprevention with chlorophyllin in individuals exposed to dietary aflatoxin. Mutat Res. 2003 Feb-Mar;523-524:209-16.
6. Antlproliferative effect of chlorophyllin derived from a traditional Chinese medicine Bombyx mori excreta on human breast cancer MCF-7 cells. Int J Oncol. 2003 Sep;23(3):729-35.
7. Promotive excretion of causative agents of Yusho by one year intake of FBRA in Japanese people. Nagayama J, Takasuga T, Tsuji H, twasaki T, Fukuoka lgaku Zasshi. 2005 May;96(5):241-8
8. Nahata MC, Slencsak CA, Kamp J, Effect of chlorophyllin on urinary odor in incontinent geriartric patients. Drug Intell Clin Pharm. 1983; 17:732-734.
9. Functional food concept and its appllcation to prebiotics. Dig Liver Dis. 2002 Sep;34 Suppl 2:S105-10.
10. Inulin, oligofructise and immunomodulation. Br J Nutr. 2005 Apr,93 Suppi 1:S49-55
11. Dietary fibres as *prebiotics*:implications for colorectal cancer. Mol Nutr Food Res. 2005 Jun;49(6):609-19.
12. inulin, oligofructose and bone heaith: experimental approaches and mechanisms. Br J Nutr. 2005 Apr;93 Suppl 1:S99-103.
13. Characteristics and physiological functions of polyphenols from apples. Biofactors. 2004:22(1-4):311-4
14. Vitamin C From Wikipedia, the free encyclopedia. http://en.wikipedia.org/wiki/Vitamin_C

สามารถนำรหัสสมาชิก 47024879 ไปซื้อได้ที่สำนักงานธุรกิจกิฟฟารีนทั่วประเทศ
สั่งซื้อออนไลน์ หรือติดต่อสอบถามข้อมูล


เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับไฟเบอร์

15:58 0 Comments
          เส้นใยอาหารที่ละลายน้ำได้และไม่ละลายน้ำต่างกันอย่างไร ? เส้นใยที่ละลายน้ำ คือ เส้นใยอาหารที่ละลายน้ำได้เมื่อถูกน้ำจะพองตัวเป็นวุ้น เส้นใยชนิดนี้ จะช่วยขัดขวางการดูดซึมน้ำตาลและไขมัน ซึ่งมีประโยชน์ต่อการควบคุมระดับโคเลสเตอรอล และสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด นอกจากนี้ยังช่วยให้การขับถ่ายเป็นไปอย่างสะดวก และป้องกันการเกิดโรคริดสีดวงทวาร

          เส้นใยที่ไม่ละลายน้ำ คือ เส้นใยอาหารที่ไม่สามารถละลายน้ำได้ แต่จะอุ้มน้ำเอาไว้ เส้นใยชนิดนี้จะช่วยกระตุ้นลำไส้ให้เกิดการขับถ่าย และเพิ่มปริมาณกากอาหาร ดังนั้น จึงมีประโยชน์ในการป้องกันโรคท้องผูกและมะเร็งในลำไส้ใหญ่เพราะจะช่วยเร่ง ขับถ่ายให้เกิดเร็วขึ้น ขณะเดียวกันก็เป็นการลดการเกิดสารพิษที่เกิดจากการย่อยสลายของแบคทีเรียอัน เนื่องจากการค้างของกากอาหารเป็นเวลานาน
ประโยชน์

         1. ใช้ควบคุมน้ำหนัก โดยเส้นใยอาหารจะดูดซับน้ำ และพองตัว ทำให้ไม่รู้สึกหิวและรับประทานอาหารได้น้อยลง
         2. ช่วยลดโคเลสเตอรอลและระดับน้ำตาลในเลือด จึงเหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง และโรคเบาหวาน
         3. ช่วยให้ระบบขับถ่ายเป็นปกติ เหมาะสำหรับผู้ที่เป็นริดสีดวงทวาร ผู้ป่วยโรคหัวใจ สตรีมีครรภ์ และผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับผนังลำไส้
         4. ช่วยป้องกันโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ โดยเส้นใยอาหารจะช่วยให้กากอาหารเคลื่อนผ่านลำไส้ใหญ่ได้เร็วขึ้น ทำให้สารก่อมะเร็งมีโอกาสสัมผัสกับผนังลำไส้ได้น้อยลง

เอกสารอ้างอิง

1. Dlet and chemoprevention of colon polyps and colorectal cancer. (Review 34 refs). Seminars in Surgical Oncology 195:11(6):411-5.
2. The clinical uses of dietary fiber. (review 18 refs). American Family Physician 1995:51(2):419-26.
3. Dietary strategies for cancer prevention. (Review 40 refs). Cancer 1993:72(3 Suppl):1005-10.

สามารถนำรหัสสมาชิก 47024879 ไปซื้อได้ที่สำนักงานธุรกิจกิฟฟารีนทั่วประเทศ
สั่งซื้อออนไลน์ หรือติดต่อสอบถามข้อมูล


เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับภาวะท้องผูกกับมะขามแขก

15:18 0 Comments

           ภาวะท้องผูก จัดเป็นอาการที่เกิดกับระบบทางเดินอาหาร เกิดได้กับคนทุกเพศทุกวัย สำหรับรายที่มีอาการท้องผูกเล็กน้อย คงไม่จำเป็นต้องพึ่งยาในการรักษาแต่อย่างใด แต่หากมีอาการท้องผูกมากขึ้นและประจำ การใช้ยาก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่จะช่วยรักษาอาการดังกล่าวได้ อย่างไรก็ตามท้องผูกจัดเป็นอาการมิใช่เป็นชื่อของโรค การจะทราบว่าใครมีภาวะท้องผูกบ้างอาจดูได้จากอาการต่อไปนี้ คือ ต้องเบ่งอุจจาระมากกว่าร้อยละ 25 ของการขับถ่ายทั้งหมดหรือการมีภาวะอุจจาระแข็ง ถ่ายอุจจาระไม่หมด รู้สึกตุงบริเวณทวารหนัก หรือต้องใช้นิ้วล้วงทวา

สาเหตุการเกิดอาการท้องผูกอาจเกิดได้จาก

         1. มีความผิดปกติทางกายภาพ ซึ่งอาจเกิดจากความผิดปกติทางสรีระ หรือโรคของลำไส้ รูทวาร
ไขสันหลัง ความผิดปกติของเส้นประสาทที่ควบคุมการถ่ายการอุดตันของลำไส้ มะเร็งลำไส้ หรือพบร่วมกับโรคของระบบอื่น เช่น ภาวการณ์มีฮอร์โมนไทรอยด์ต่ำ และการใช้ยาบางชนิด เช่น ยากล่อมประสาท ยาคลายความกังวล ยารักษาโรคจิตและอาการซึมเศร้า เป็นต้น

         2. ท้องผูกโดยไม่มีความผิดปกติทางกายภาพ เป็นอาการท้องผูกที่พบในคนที่มีสุขภาพแข็งแรงไม่
มีโรค สาเหตุอาจเกิดได้จากอุปนิสัยการขับถ่าย ความเป็นอยู่หรือสิ่งแวดล้อม อารมณ์และจิตใจก็ได้ เช่น การรับประทานอาหารที่มีกากน้อย ดื่มน้ำน้อย การขาดการออกกำลังกาย เป็นต้น หรือแม้แต่การกลั้นอุจจาระเนื่องจากความรีบร้อนในการทำงาน ทำให้ละเลยต่อการปวดถ่าย

การรักษาอาการท้องผูก

1. การรักษาโดยไม่ใช้ยา กรณีภาวะที่มีอาการท้องผูกไม่รุนแรง อาการหายไปโดยไม่ต้องใช้ยาได้ ซึ่งมีข้อแนะนำดังนี้
- ควรรับประทานอาหารที่มีกาก เช่น ผักต่าง ๆ และดื่มน้ำมาก ๆ
- พยายามปรับสภาพชีวิตประจำวันให้มีการออกกำลังกายให้มากขึ้น เช่น ลดการใช้ลิฟท์หรือบันไดเลื่อนแล้วใช้การเดินแทน หรือการเดินแทนการขึ้นรถในระยะทางใกล้ๆ
- บริหารร่างกายส่วนที่ให้ผลโดยตรงต่อกล้ามเนื้อหน้าท้อง เพราะจะช่วยให้ขับถ่ายได้เป็นปกติและเป็นเวลา เช่น การให้นอนราบ เอามือวางบนอก เกร็งกล้ามเนื้อให้พยุงตัวขึ้นนั่ง โดยพยายามอย่างอเข่าหรือยกเท้า ทำซ้ำเช่นนี้หลายๆครั้ง

2. การรักษาโดยการใช้ยา เมื่อเกิดภาวะท้องผูกและมีความจำเป็นต้องใช้ยาในการรักษาควรใช้เป็น
การชั่วคราวเท่านั้น ไม่ควรใช้ติดต่อกันเกิน 1 สัปดาห์โดยเฉพาะยากลุ่มที่กระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ ทั้งนี้เพื่อหลีกเลี่ยงการติดยาและการเกิดกลุ่มอาการท้องผูกสลับท้องเสีย (Irritable Bowel Syndrome) ซึ่งจะทำให้การทำงานของลำไส้ใหญ่ลดลงมากกว่าปกติ เยื่อเมือกบุผนังลำไส้เหี่ยวผิดปกติ กล้ามเนื้อใต้เยื่อบุผิวลำไส้หนามากขึ้น ปมประสาทเสื่อมและเกิดการสูญเสียโปรตีนทางลำไส้ได้ (อ้างอิงที่ 1)

        ยากระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ (Stimulants) มีอยู่หลายกลุ่ม ได้แก่ กลุ่มไดฟีนีล-มีเทน (Diphenylmethanes), น้ำมันละหุ่ง (Castor Oil), กลุ่มแอนตี้โคลีนเอสเทอเรส (Anticholinesterases), ยาเหน็บกลีเซอรีน (Glycerin), กลุ่มแอนทราซีนไกลโคไซด์ (Anthracene Glydosides) (อ้างอิงที่ 1 ) หนึ่งในยากระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ที่รู้จักกันดี คือ มะขามแขก ซึ่งเป็นยาในกลุ่มแอนทราซีนไกลโคไซด์ (Anthracene Glycosides)

         มะขามแขก มีชื่อสามัญภาษาอังกฤษคือ Senna มีชื่อทางวิทยาศาสตร์คือ Senna alexandrina P. Miller หรือ Cassia angustifolia มีประวัติการนำมาใช้เป็นยาระบายมานานเกือบ 100 ปี ในใบและฝักมะขามแขกมีสารที่ชื่อ แอนทราควิโนนซึ่งมีฤทธิ์กระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ใหญ่ ทำให้ถ่ายท้องได้ (อ้างอิงที่ 2) มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เป็นจำนวนมาก รองรับสรรพคุณของมะขามแขก ดังนี้

1. ด้านสาระสำคัญในการออกฤทธิ์เป็นยาถ่าย

          มีการศึกษาพบฤทธิ์เป็นยาถ่าย สารที่ออกฤทธิ์คือ Sennoside A และ B, Aloe emodin,Dianthrone glycoside ซึ่งเป็น Anthraquinone glycoside สาร Anthraquinone glycoside สาร Anthraquinone glycoside จะยังไม่มีฤทธิ์เพิ่มการขับถ่ายเมื่อผ่านลำไส้เล็กเมื่อผ่านเข้าไปในลำไส้ ใหญ่ Sennoside A จึงถูก Hydrolyze ได้ Sennoside A8-monoglu-coside และถูก Hydrolyzed โดย Bata-glycosidase จากแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ และอุจจาระได้แก่ Bacillus, E. Coli ได้ Sennidin A ส่วน Sennoside B ก็จะถูก เปลี่ยนแปลงด้วยกระบวนการเช่นเดียวกันได้ sennidin B ทั้ง Sennidin A & B จะเปลี่ยนกลับไปกลับมาได้ และถูกเปลี่ยนต่อไปเป็น Rheinanthrone ซึ่งออกฤทธิ์ต่อลำไส้ส่วน Colon โดยตรงสาระสำคัญนี้จะกระตุ้นกลุ่มเซลล์ประสาทซึ่งอยู่ใต้ชั้น Submucosa ทำให้เกิดการบีบตัวของลำไส้ (อ้างอิงที่ 3)

2. ฤทธิ์ในการกระตุ้นการเคลื่อนไหวของลำไส้

            มีผู้พบฤทธิ์กระตุ้นลำไส้ใหญ่ (อ้างอิงที่ 3) และมีการศึกษาในอาสาสมัคร 12 คนโดยให้ดื่มชาชน
มะขามแขก เปรียบเทียบกับการรับประทานยา Erythromycin จากนั้นทำการถ่ายภาพลำไส้ใหญ่ด้วยวิธี Magnetic Resonance Imaging (MRI) ก่อนและหลังได้รับชาชงหรือยา พบว่ากลุ่มที่ได้รับชาชงมะขามแขกจะทำให้ลำไส้ใหญ่ส่วน Colon มีการเคลื่อนไวมากกว่ากลุ่มที่ได้รับ Erythromycin อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (อ้างอิงที่ 3,4)

3. การทดลองทางคลินิกสำหรับใช้รักษาอาการท้องผูก

          มีการศึกษาในผู้ป่วยหลังผ่าตัดมะเร็งต่อมลูกหมาย หรือมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ ที่มีอาการท้องผูก
จำนวน 92 คน อายุระหว่าง 43-82 ปี โดยให้ ผู้ป่วย 61 คน รับประทานยาแคลเซียมเซนโนไซด์ ซึ่งเป็นแคลเซียามฟอร์มของเซนโนไซด์จากใบมะขามแขกที่ใช้เป็นยาระบาย ขนาดเม็ดละ 15 มก. 2 เม็ด ก่อนนอนทุกคืน หลังผ่าตัดในวันที่ 1 และให้รับประทานติดต่อกันจนถึงวันที่ 7 หลังการผ่าตัด และคนไข้อีก 31 คน เป็นกลุ่มควบคุมไม่ได้รับยาระบายใด ๆ พบว่าผู้ป่วยที่รับประทานยาแคลเซียมเซนโนไซด์ถ่ายอุจจาระคล่อง ตั้งแต่วันที่ 1 ถึงวันที่ 4 หลังรับประทานยา คิดเป็นร้อยละ 90 การถ่ายอุจจาระเฉลี่ยวันละ 1.23 ครั้ง/คน ส่วนกลุ่มควบคุมมีเพียงร้อยละ 19 เท่านั้น ที่ถ่ายอุจจาระคล่องสัดส่วนของการถ่ายอุจจาระคล่องในผู้ป่วยที่รับประทานยา แคลเซียมเซนโนไซด์มากกว่าผู้ป่วยที่ไม่ได้รับยาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (อ้างอิงที่ 3)

          นอกจากนี้ยังมีการศึกษาในผู้ป่วยหลังผ่าตัดมะเร็งต่อมลูกหมาก จำนวน 81 ราย อายุระหว่าง 52-86 ปี โดยแบ่งผู้ป่วยออกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มควบคุมซึ่งไม่ได้รับยา กลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มที่ได้รับยาเม็ดมะขามแขก 2 เม็ดก่อนนอนทุกคืน หลังผ่าตัดในวันที่ 1 ติดต่อกันนาน 14 วัน กลุ่มที่ 3 เป็นกลุ่มที่ได้รับยาระบาย Milk of Magnesia (MOM) 30 มล. ก่อนนอน นาน 14 วันจากนั้นทำการบันทึกลักษณะอุจจาระและจำนวนครั้งของการถ่ายอุจจาระ พบว่าสัดส่วนของผู้ที่มีอาการท้องผูกและท้องเสียมีความแตกต่างกันระหว่าง 3 กลุ่มอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ กลุ่มควบคุมถ่ายอุจจาระไปทางแข็งที่ไม่พึงประสงค์มากกว่ากลุ่มอื่น ส่วนกลุ่ม MOM ถ่ายไปในทางเหลวและน้ำมากกว่ากลุ่มอื่นจากการศึกษาในครั้งนี้สรุปได้ว่า การใช้ยาเม็ดมะขามแขกในผู้ป่วยหลังผ่าตัดมะเร็งต่อมลูกหมาก จะช่วยให้การถ่ายอุจจาระในลักษณะที่พึงประสงค์ (ปกติและเหลว) ได้ดีกว่าการใช้ยา MOM (อ้างอิงที่ 3)

          มีการทดลองทางคลินิกเพิ่มเติม โดยให้มารดาที่อยู่ในช่วงให้นามบุตรหลานมะขามแขก พบว่าใช้ได้ผลดีและไม่มีผลกระทบไปถึงทารก (อ้างอิงที่ 3,5)

เอกสารอ้างอิง

1. เอกสารเผยแพร่เรื่อง การใช้ยาระบาย กลุ่มพัฒนาระบบ กองพัฒนาศักยภาพผู้บริโภค สำนักงาน
คณะกรรมการอาหารและยา http://www.oryar.com/oryor/admin/module/fda_info/file/f_39_1171707297.pdf
2. มะขามแขก องค์การเภสัชกรรม http://www.gpo.or.th/herbal/senna/senna.htm
3. มะขามแขก สมุนไพรที่ใช้ในงานสาธารณสุขมูลฐาน หน่วยบริการฐานข้อมูลสมุนไพร ณ สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล http://www.medpiant.mahidol.ac.th/pubhealth/index.asp
4. Assessment of large bowel motility by cine magnetic resonance imaging using two different prokinetic agents: a feaslbllity study. Invest Radiol. 2005 Nov;40(11):689-94.
5. Clinical study of Senna Administration to Nursing Mothers Assessment of Effects on lnfant Bowel Hobits. Can Med Assoc J. 1963 September 14: 89(11): 566-568.

สามารถนำรหัสสมาชิก 47024879 ไปซื้อได้ที่สำนักงานธุรกิจกิฟฟารีนทั่วประเทศ
สั่งซื้อออนไลน์ หรือติดต่อสอบถามข้อมูล


เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับพรีไบโอติก

14:56 0 Comments

          ปัจจุบันผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้น ในแง่ของคุณค่าทางอาหารความปลอดภัย และผลที่ดีต่อสุขภาพ จึงเป็นจุดกำเนิดผลิตภัณฑ์อาหารที่เรียกว่า ฟังก์ชันนอลฟู้ด (Functional food) ซึ่งเป็นอาหารที่มีผลต่อการทำหน้าที่ต่างๆ ในร่างกาย ส่งผลดีต่อสุขภาพ โดยมีบทบาทในการลดความเสี่ยงและอัตราในการเกิดโรค อาหารหลายชนิดจัดเป็น Functional food และพบได้ในชีวิตประจำวันโดยเฉพาะกลุ่มพรีไบโอติก (Prebiotic) และโพรไบโอติก (Probiotic) ซึ่งมีผลดีต่อสุขภาพลำไส้ (อ้างอิงที่ 1)

          โพรไบโอติก ( Probiotic) คือกลุ่มของจุลินทรีย์ที่ดี เมื่อเข้าไปอยู่รในระบบของร่างกายแล้วก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกายของสิ่งมีชีวิตนั้นๆ โดยจุลินทรีย์นั้นทำหน้าที่ช่วยปรับสมดุลของสภาพแวดล้อมในระบบลำไส้ (อ้างอิงที่ 2)

          จุลินทรีย์เป็นสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ซึ่งโดยขนาดแล้วไม่สามารถที่จะมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า สามารถแบ่งได้ออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ จุลินทรีย์ที่ดีเป็นประโยชน์เรียกว่า โพรไบโอติก และ จุลินทรีย์ก่อโรค คือเป็นชนิดที่ไม่ดี เป็นโทษต่อร้างกายสำหรับจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์หรือโพรไบโอติกนั้น อาศัยอยู่ในร่างกายตรงส่วนของลำไส้ของมนุษย์ ทำหน้าที่ช่วยปรับสมดุลของจุลินทรีย์ในทางเดินอาหาร ด้วยการเพิ่มปริมาณจุลินทรีย์ที่ดีมีประโยชน์ให้มากขึ้น ลดปริมาณจุลินทรีย์ก่อโรคลง และกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย เพื่อต่อสู้กับเชื้อจุลินทรีย์ก่อโรคที่เป็นอันตราย รวมถึงยับยั้งจุลินทรีย์ก่อโรคทำให้ไม่สามารถเกาะติดกับลำไส้ โดยวิธีหรั่งสารออกมาต่อต้านจุลินทรีย์ หรือเจริญเติบโตแย่งที่อันเป็นการป้องกันไม่ให้จุลินทรีย์ก่อโรคเจริญขึ้นมา ได้ และถูกขับออกทางอุจจาระไป

           เชื้อจุลินทรีย์ที่เรียกว่าเป็นโพรไบโอติกมีหลายชนิด แต่ที่เป็นที่นิยมอ้างอิงในงานวิจัย ได้แก่ Lactic acid bacteria (LAB) และ Bifidobacteria (อ้างอิงที่ 1) การใช้จุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อมนุษย์ ปริมาณจุลินทรีย์โพรไบโอติกในผลิตภัณฑ์อาหารควรมีอย่างน้อย 107 cfu ต่อกรัมหรือมิลลิลิตรของอาหาร (อ้างอิงที่ 3)

           พรีไบโอติก (Prebiotic) หมายถึง องค์ประกอบของอาหารที่ไม่มีชีวิต (Non-viable food component) ซึ่งมีประโยชน์ต่อสุขภาพของผู้รับประทาน (Host) โดยมีส่วนช่วยในการปรับชนิตและจำนวนจุลินทรีย์ในลำไส้ คุณสมบัติของสารที่จะถูกจัดให้เป็นพรีไอโอติกมีอยู่ 3 ด้านคือ

- ด้านองค์ประกอบ – ต้องมีใช่สิ่งมีชีวิตหรือยา แต่เป็นสารที่สามารถบอกลักษณะทางเคมีได้ โดยทั่วไปอยู่ในชั้นคุณอาหาร (Foodgrade)

- ด้านประโยชน์ต่อสุขภาพ – สามารตรวจวัดได้ และไม่ได้เกิดจากการดูดซึมองค์ประกอบเข้าสู่กระแสเลือด หรือไม่ใช่ผลที่เกิดจากการทำงานขององค์ประกอบนั้นเพียงอย่างเดียวและไม่เกิดผลข้างเคียงที่ควบคุมไม่ได้

- ด้านการปรับชนิดและจำนวนจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ในลำไส้ (Modulation) – แสดงให้เห็นว่าการที่มีองค์ประกอบของสารนั้นมีผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของ ส่วนประกอบและการทำงานของจุลินทรีย์ในลำไส้ของผู้รับประทาน โดยมีกลไกการหมัก การยับยั้งตัวรับ (Receptor blockage) หรืออื่นๆ

ทั้งนี้การที่สารใดจะเป็นพรีไบโอติกได้นั้น ต้องผ่านการทดสอบการประเมินคุณสมบัติ รวม 3 ด้าน ดังนี้

1. เป็นสารที่มีความคงตัวเมื่อผ่านเข้ามาในทางเดินอาหารส่วนบนจะทนต่อสภาพความ เป็นกรดในกระเพาะอาหาร ทนต่อการย่อยของเอมไซม์และไม่ดูดซึม

2. สารนั้นจะถูกหมักโดยจุลินทรีย์ในลำไส้ หรือทำหน้าที่อื่นๆ ในลำไส้ที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ที่รับประทาน

3. สารนั้นจะเลือกเฉพาะเจาะจงส่งเสริมการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ที่ดีคือโพ รไบโอติก เช่น จุลินทรีย์บิฟิโดแบคทีเรีย (Bifidobacteria) และแล็กโทบาซิลไล (Lactobacillli) ความสามารถในการหมักแบบเลือกเฉพาะเจาะจงนี้เป็นสิ่งที่แยกพรีไบโอติก ออกจากใยอาหารที่ไม่ใช่พรีไบโอติก และต้องเป็นการวิจัยยืนยันผลนี้จากการทดลองในมนุษย์เท่านั้น

          กล่าวโดยสรุป สารที่จะจัดว่าเป็นพรีไอโอติกได้ก็ต่อเมื่อมีคุณสมบัติในการเลือกส่งเสริม การเจริญเติบโตของโพรไบโอติก ซึ่งเป็นที่รู้จักว่าให้ประโยชน์ต่อการมีสุขภาพดี จุลินทรีย์ที่นำมาใช้เป็นตัวชี้วัด คือ บิฟิโดแบคทีเรีย และแล็กโทบาซิลไล (อ้างอิงที่ 4)

          จากรายงานการประชุมด้านเทคนิคขององค์การอาหารและการเกษตรสหประชาชาติระบุว่า พรีไบโอติกที่นิยมใช้กันทั่วไปมีหลายชนิด เช่น อินนูลิน (Inulin), ฟรุคโต-โอลิโกแซคคาไรด์ (Fructo-Oligosaccharides), กาแลตโต-โอลิโกแซคคาไรด์ (Galacto-Oligosaccharides) (อ้างอิงที่ 5) โดยอินนูลินนั้น ทั่วไปจะได้มาจากหัวชิโครี (Chicory root) (อ้างอิงที่ 6,7) สำหรับประโยชน์ต่อสุขภาพของพรีไอโอติก โดยเฉพาะนูลินนั้นสามารถสรุปได้โดยรวมดังนี้

         1. ผลต่อระบบทางเดินอาหาร ที่ลำไส้ (Gut lumen) อินนูลินจะเป็นอาหารให้กับแบคทีเรีย ซึ่งเมื่อแบคทีเรียนำไปใช้ก็จะให้พลังงานและสารบางชนิด เช่น กรดแลกติกและกรดไขมันชนิดสายสั้น (Short-chain fotty acids) ซึ่งเป็นผลิตผลจากกระบวนการหมัก ซึ่งการหมักนี้จะทำให้มีการกระตุ้นการเจิรญของกลุ่มจิลินทรีย์สุขภาพ (อ้างอิงที่ 2, 7, 8) และสภาวะความเป็นกรดที่เกิดขึ้น จะช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียที่เป็นโทษบางชนิดในลำไส้ได้ เช่น Clostridium perfringens, salmonella spp. และ Esherichla coll เป็นต้น จึงมีผลช่วงป้องกันอาการท้องเดินโดยเฉพาะจากการติดเชื้อได้ นอกจากนี้ ด้วยคุณสมบัติเหมือนใยอาหารอื่นๆ ก็จะช่วยบรรเทาอาการท้องผูกได้ด้วย อันเป็นผลจากการเพิ่มน้ำหนักของอุจจาระ และผลต่อการเคลื่อนไหวของลำไส้จึงช่วยให้ขับถ่ายง่ายขึ้น (อ้างอิงที่ 2) พบว่าอินนูลินยัง ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของเซลล์เยื่อบุผิวของลำไส้ จึงช่วยป้องกันโรคลำไส้อักเสบได้ (อ้างอิงที่ 8)
นอกจากนี้ยังมีการศึกษามากมายที่ชี้ชัดไปว่า อินนูลินสามารถช่วยลดความเสี่ยงการเป็นมะเร็งลำไส้ได้ (7) และยังมีงานวิจัยรองรับที่ชัดเจนว่า การได้รับอินนูลินสามารถเพิ่มจำนวน Bifidobacteria และ Lactobacilli ในมนุษย์ได้อย่างมีนัยสำคัญ (อ้างอิงที่ 8,9)

           2. ผลต่อการดูดซึมแร่ธาตุ จากการหมักพรีไบโอติกโดยแบคทีเรียในลำไส้ ได้กรดไขมันชนิดสายสั้น ความเป็นกรดจะช่วยในการดูดซึมแร่ธารตุบางชนิดได้ เช่น แคลเซียม เหล็ก แมกนีเซียม และสังกะสี นอกจากนี้อาจด้วยกลไกลที่ทำให้มีการดึงเข้ามรช่วยในการละลายเกลือแร่ต่างๆ จึงมีการคดาการณ์ว่าน่าจะส่งผลช่วยลดความเสี่ยงต่อกระดูกพรุนได้ (อ้างอิงที่ 2) ได้มีงานวิจัยรองรับเรื่องอินนูลินสามารถช่วยเพิ่มการดูดซึมแคลเซียมและแมกนีเซียม โดยการทดลองกับหนู พบว่าสามารถเพิ่มการดูดซึมแร่ธาตุได้จริง (อ้างอิงที่ 10) และเมื่อมีการทำวิจัยต่อในมนุษย์ เรื่องการเพิ่มการดูดซึมแคลเซียม พบว่าได้ผลเช่นเดียวกัน (อ้างอิงที่ 11)

           3. ผลการต่อการเผาผลาญไขมัน มีการศึกษาเกี่ยวกับการช่วยลดระดับไตรกลีเซอไรด์ (Tfigiyceride) แต่ยังไม่มีข้อมูลมากนัก ส่วนเรื่องของการลดโคเลสเตอรอลเช่นกันอย่างไรก็ตาม มีผู้เสนอกลไลที่เป็นไปได้คือ การที่จุลินทรีย์สุขภาพเจริญจำนวนมากขึ้นก็จะช่วยย่อยสลายโคเลสเตอรอล และยับยั้งการดูดซึมผ่านผนังลำไส้ หรืออาจเนื่องจากผลจากกระบวนการหมักที่ได้กรดไขมันสายสั้นบางชนิด โดยเฉพาะกรดโพรพิโอนิก (Propionic acid) ซึ่งสามารถไปยับยั้งการสังเคราะห์ไขมันรวมทั้งโคเลสเตอรอลดังนั้น พรีไบโอติกอาจช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดแข็ง ซึ่งมีสาเหตุจากไขมันได้ (อ้างอิงที่ 2) มีงานวิจัยรองรับว่า การให้อินนูลินในหนูทดลองสามารถช่วยลดโคเลสเตอรอลและไตกลีเซอรอลในเลือดได้ อย่างมีนัยสำคัญ (อ้างอิงที่ 12) สำหรับในมนุษย์แล้วมีการทดลองให้อินนูลิน 2 แบบ คือในปริมาณ 9 กรัมต่อวันในรูปแบบของอาหารเช้าประเภทธัญพืช และในปริมาณ 10 กรัมต่อวัน โดยใช้ผงอินนูลินผสมในอาหารหรือเครื่องดื่ม พบว่าสามารถลดไตรกลีเซอไรด์ได้อย่างรวดเร็วถึง 27% และ 19% ตามลำดับ และยัง ช่วยลดระดับโคเลสเตอรอลลงได้อีกด้วย (อ้างอิงที่ 13)

          4. ผลต่อระบบภูมิคุ้มกัน มีการรวบรวมงานวิจัยต่างๆ เรื่องอินูลินกับการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันพบว่า อินนูลินมีผลช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน และยังช่วยในพัฒนาการสร้างภูมิคุ้มกันของทารกอีกด้วย (อ้างอิงที่ 14)

          โดยสรุป อินนูลินช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งลำไส้และโรคลำไส้อักเสบบรรเทาอาการ ท้องผูกเนื่องจากผลของการเพิ่มริมาตรอุจาระ และผลต่อการเคลื่อนไหวของลำไส้ ช่วยป้องกันท้องเสียท้องเดินจากการติดเชื้อ ลดความเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุน เนื่องจากช่วยเรื่องการดูดซึมของแคลเซียม ลดไตรกลีเซอไรด์และโคเลสเตอรอล ลดความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดแข็งซึ่งมีสาเหตุจากไขมัน

เอกสารอ้างอิง

1. รู้จัก Probiotic และ Prebiotic กันหรือยัง, ภัทรา พลับเจริญสุข. บทความทางชีววิทยา, สถาบัน
2. พรีไบโอติกและโพรไบโอติก : อาหารสุขภาพ. ดร.สุญานี พงษ์ธนานิกร, ภาควิชาเคมี คณะเภสัชศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 3 พฤศจิกายน 2549,
http://www.pham.chula.ac.th/clinic101_5/article/Radio89.paf
3. จุลินทรีย์โพรไบโอติก : การเลือกใหม่ในอุตสาหกรรมอาหาร, สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ฝ่ายเทคโนโลยีอาหาร, http://newsser.fda.moph.go.th/food/file/Publics/Public%20Hearing/Preblotic/Draft_Preblotic(Sept,2552).doc
5. FAO Technical Meeting on PREBIOTICS. FAO Technical Meeting Report. Food Quailty and Standards Service Food and Agricuiture Organization of the United Nations. September 15-16, 2007. http://www.fao.org/ag/agn/agns/files/Prebiotics_Tech_Meeting_Report.pdf
6. Inulin and oligofructose as dletary fiber: a review of the evidence. Crit Rev Food Sci. Nutr, 2001 Jul;41(5):353-62.
7. Inulin-type fructions and reduction in colon cancer risk: review of experimental and human data. Br J Nutr. 2005 Apr,93 Suppl 1:S73-90.
8. Inulin and oilgofructose: Impact on Intestinal diseases and disorders. Br J Nutr. 2005 Apr,93 Suppl 1:S61-5.
9. Effects of inulin on faecal bifidobacteria in human subjects. Br J Nutr. 1999 Nov;82(5):375-82.
10. Dietary inulin intake and age can signiflcantly affect intestinal absorption of calclum and magnesium in rats: a stable isotope approach. Nutr J. 2005: 4: 29.
11. An inulin-type fructan enhances calclum absorption primarily via an effect on colonic absorption in humans. J Nutr. 2007 Oct;137(10):2208-12.
12. Dletary inulin lowers plasma cholesterol and triacylglycerol and atters bilary bile acid profile in hamsters. J Nutr. 1998 Nov;128(11):1937-43.
13 Effects of inulin on lipid parameters in humans. J Nutr. 1999 Jul;129(7 Suppl):1471S-3S.
14. Inulin and oligofructose: review of experimental data on Immune modulation. J Nutr. 2007 Nov;137(11 Suppl):2563S-2567S.

สามารถนำรหัสสมาชิก 47024879 ไปซื้อได้ที่สำนักงานธุรกิจกิฟฟารีนทั่วประเทศ
สั่งซื้อออนไลน์ หรือติดต่อสอบถามข้อมูล


วันศุกร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2561

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับแอปเปิ้ล ไซเดอร์ ชินนามอน โรสฮิป

22:15 0 Comments
           ปัจจุบันมีการพัฒนาเครื่องดื่มที่นำแอปเปิ้ล ไซเดอร์, ชินนามอน และสารสกัดจากผลโรสฮิป มาผสมผสานกันในสัดส่วนที่ลงตัวด้วยกรรมวิธีการผลิตและเครื่องจักรที่ทันสมัย ทำให้ได้เครื่องดื่มที่อร่อย หอม หวาน สดชื่น และอุดมไปด้วยคุณประโยชน์จากผลไม้และสมุนไพรจากธรรมชาติ

           แอปเปิ้ล ไซเดอร์ (Apple Cider) หรือน้ำไซเดอร์หมักจากแอปเปิ้ล นำเข้าจากประเทศนิวซีแลนด์ เกิดจากการนำแอปเปิ้ลสดไปหมักกับเชื้อแบคทีเรียที่ชื่อว่า Acetobacter และ Gluconobacter ในภาวะที่มีออกซิเจนโดยไม่ผ่านความร้อน การกรอง หรือการเติมสารสังเคราะห์ใดๆ จึงทำให้ในแอปเปิ้ล ไซเดอร์ยังคงมีส่วนประกอบของเส้นใยบางๆ ที่เรียกว่า มาเธอร์ (Mother) ซึ่งเป็นส่วนที่มีสารอาหารทั้งวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ มากที่สุด และมีคุณประโยชน์ต่อระบบย่อยอาหารเป็นอย่างมาก นอกจากนี้แอปเปิ้ล ไซเดอร์ยังมีคุณประโยชน์ต่อร่างกาย ดังนี้
  • ลดการสะสมของไขมันในร่างกาย มีส่วนช่วยในการดูแลรูปร่าง
  • มีไฟเบอร์หรือใยอาหารที่ช่วยในการลดโคเลสเตอรอลในเลือดได้เป็นอย่างดี
  • ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ช่วยกำจัดสารพิษในร่างกาย และช่วยชะลอความชรา
  • ช่วยให้การขับถ่ายเป็นปกติ
  • ช่วยปรับสมดุลของกรด-ด่างในร่างกายให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เพื่อให้ระบบการทำงานในร่างกายดีขึ้นได้
       ชินนามอน (Cinnamon) เครื่องเทศชนิดหนึ่งมีกลิ่นหอม ได้มาจากเปลือกไม้ชั้นในที่แห้งแล้วของต้นชินนามอน เป็นแผ่นไม้แห้งสีน้ำตาลแดง โค้งงอเล็กน้อยตามรูปทรงของต้นชินนามอน มีสรรพคุณทางยาโดยพบว่า มีสารแทนนินที่ให้รสฝาดปริมาณสูง มีงานวิจัยที่ทดลองกับผู้ป่วยโรคเบาหวานพบว่า ชินนามอนมีส่วนช่วยเพิ่มการทำงานของอินซูลิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ช่วยในการเมตาบอลิซึมน้ำตาลในกระแสเลือด จึงช่วยคุมระดับน้ำตาลในเลือดสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน อีกทั้งยังช่วยลดความดันโลหิตและไขมันในเลือด ช่วยป้องกันอาการสมองเสื่อมหรืออัลไซเมอร์ได้อีกด้วย

        โรสฮิป (Rose Hip)  คือ ผลของกุหลาบสายพันธุ์ Rosa Canina L. ที่ปลูกในแถบริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียนมีลักษณะเป็นรูปทรงกลมรีสีแดงส้ม ภายในผลของโรสฮิปจะมีลักษณะเป็นเนื้อนุ่ม โรสฮิปมีสารต้านอนุมูลอิสระในปริมาณสูง และมีวิตามินซีสูงมาก จึงถือเป็นแหล่งวิตามินซีจากธรรมชาติที่ดี โดยพบว่า ผลโรสฮิปสด 100 กรัม มีปริมาณวิตามินซีสูงถึง 1,700 -2,000 มิลลิกรัม ซึ่งมากกว่าผลไม้ชนิดอื่นหลายสิบเท่า (มากกว่าวิตามินซีในส้ม ถึง 32 เท่า) นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยศึกษาการรับประทานสารสกัดจากโรสฮิปในคนไข้โรคข้อเสื่อมและข้ออักเสบรูมาตอยด์พบว่า สามารถลดอาการการปวดได้ถึง 82% โดยไม่มีผลข้างเคียงใดๆ อีกด้วย

เอกสารอ้างอิง
1. Zahra, B. , Yiong, H.C. , Hamid, S. N., F.H., R, N., Mohammad, s. and Mohammad, T.S.O. 2012. Influence of apple cider vinegar on blood lipids. Life Science Journal. 9(4):2431-2440.
2. Rafie, H.,  Mohsen, H., Soheila, H. and Mina S. 2015. Cinnamon from the selection of traditional applications to its novel effects on the inhibition of angiogenesis in cancer cells and prevention
of Alzheimer's disease, and a series of functions such as antioxidant, anticholesterol, antidiabetes, antibacterial, antifungal, nematicidal, acaracidal, and repellent activities. Journal of Traditional and Complementary Medicine. 5:66-70.
3. Hakki, Y. Musa, T., Ahmet, K.M., Emre erez, P.B. and Ferit, C. 2008. Fatty Acid, Sugar and Vitamin Contents in Rose Hip Species. Asian Journal of Chemistry. 20(2):1357-1364.
4. Anderson, R.A., Broadhurst, C.L., Polansky, M.M., Schmidt. W.F., Khan. A., Flanagan, V.P., Schoene,  N.W., Graves, D.J. 2004. Isolation and characterization of polyphenol type-A polymers from cinnamon with insulin-like biological activity. J Agric Food Chem. 65-70.
5. Andrea. M., Phdcarol. S., Johnston, P. Vinegar Ingestion at Bedtime Moderates Waking Glucose       
Concentrations in Adults With Well-Controlled Type 2 Diabetes. Clinical    Care/Education/Nutrition/Psychosocial Research.
6. Silviya, G., George, A. Stanislava, B. 2014. Concentration of vitamin C and antioxidant activity of rosehip extract.  Journal of Chemical Technology and Metallurgy. 49(5):451-454.
7. Cosima, C., Basil, D., Roufogalis, U.,  Mller, L., Sigrun, C. 2008.  A systematic review on the rosa canina effect and efficacy profiles. phytotherapy research phytother. Res. 22:725–733.
8. Rossnagel., K., Roll, S., Willich, S.N. 2007. The clinical effectiveness of rosehip powder in patients with osteoarthritis. Münch Med Wschr 149:51–56.
9. Joy Manning, Reviewed by Elaine Magee, MPH, Apple Cider Vinegar and Health.      
10. บทความ Apple cider สืบค้นวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2559 จากเวปไซต์http://www.webmd.com/diet/obesity/apple-cider-vinegar-and-helth
11. บทความ Apple cider สืบค้นวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2559 จากเวปไซต์ Wikipedia https://en.wikipedia.org/wiki/Apple_cider                                       
12. บทความ Apple cider สืบค้นวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2559 จากเวปไซต์http://www.goodhealth.co.th/new_page_120.htm   
  
สามารถนำรหัสสมาชิก 47024879 ไปซื้อได้ที่สำนักงานธุรกิจกิฟฟารีนทั่วประเทศ
สั่งซื้อออนไลน์ หรือติดต่อสอบถามข้อมูล


เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับประโยชน์ของใยอาหาร (Dietary Fiber) ที่มีต่อสุขภาพ

21:31 0 Comments

           โดยทั่วไปเมื่อมีกากอาหาร (อุจจาระ) ตกค้างในลำไส้ แบคทีเรียที่มีอยู่ในลำไส้ยังคงทำการย่อยสลายต่อไป และก่อให้เกิดสารเป็นพิษได้ เช่น การย่อยสลายโปรตีนทำให้เกิดสารพิษประเภท เอมีน (amines) เป็นต้น ซึ่งหากระบบขับถ่ายปกติ ร่างกายก็จะไม่สะสมสารพิษเหล่านี้ไว้เพราะจะขับเป็นอุจจาระออกมาในเวลาไม่นาน  อย่างไรก็ตาม หากมีอาการท้องผูก โดยเฉพาะผู้ที่เป็นท้องผูกเรื้อรัง ของเสียที่เป็นสารเป็นพิษจะไม่ถูกกำจัดออกไปตามปกติ แต่จะถูกดูดซึมกลับเข้าสู่กระแสเลือดในร่างกายอีกครั้งหนึ่ง ก่อให้เกิดอาการที่เรียกว่า autointoxication หรือการดูดซึมสารพิษกลับเข้าสู่ตนเอง (อ้างอิงที่ 1)ภาวะท้องผูกเรื้อรังจึงเป็นภัยต่อร่างกายอย่างร้ายแรง และอาจจะเป็นจุดเริ่มของโรคต่างๆไม่ว่าจะเป็นโรคมะเร็งลำไส้  เชื้อราในลำไส้ ท้องอืด ผายลมแล้วมีกลิ่นเหม็น มีกลิ่นตัว กลิ่นปากริดสีดวงทวาร เป็นต้น ดังนั้นการกระตุ้นการขับถ่ายให้เป็นปกติด้วยใยอาหาร จึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่แนะนำเนื่องจากเป็นโภชนาการที่ถูกต้อง
มีบทความทางการแพทย์มากมายได้กล่าวถึงบทบาทของใยอาหารต่อสุขภาพของมนุษย์ สรุปได้ดังนี้
-             ช่วยในการขับถ่ายของลำไส้ใหญ่ (อ้างอิงที่ 2)  ช่วยเพิ่มมวลของกากอาหาร (อ้างอิงที่ 3)
-             ช่วยป้องกันและรักษาอาการท้องผูก ริดสีดวงทวาร (อ้างอิงที่ 2, 4)
-             ช่วยป้องกันโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ (อ้างอิงที่ 2, 5)
-             ช่วยควบคุมน้ำหนัก ใยอาหารชนิดละลายน้ำจะทำให้อาหารอยู่ในกระเพาะนานขึ้น(delay gastric emptying time)โดยการฟอร์มตัวเป็นเจลเหนียวในกระเพาะ (อ้างอิงที่ 2)ทำให้รู้สึกอิ่มนาน จึงรับประทานอาหารน้อยลง
-             มีประโยชน์ในการควบคุมระดับน้ำตาลและไขมันในเลือด (อ้างอิงที่ 2)
-             ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตและการทำหน้าที่ของแบคทีเรียชนิดดีในลำไส้ใหญ่ ช่วยเพิ่มภูมิต้านทานโรค ช่วยทำให้เยื่อบุผิวของลำไส้แข็งแรง (อ้างอิงที่ 2)
-             การรับประทานใยอาหารในปริมาณที่สูง อาจช่วยลดความเสี่ยงที่จะนำไปสู่การเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคอ้วน (อ้างอิงที่ 4)

ใยอาหาร (Dietary Fiber)
     เป็นส่วนประกอบของพืช จึงพบใยอาหารได้ในอาหารที่ได้จากพืช (Phyto-)เช่น ผัก ผลไม้ ธัญพืช ใยอาหารปัจจุบันจัดได้ว่าเป็นกลุ่มหนึ่งของอาหารสุขภาพ แบ่งได้เป็น 2 ชนิดคือ
-             ใยอาหารชนิดที่ไม่ละลายน้ำ  (Insoluble fiber)หมายถึงใยอาหารที่ไม่สามารถละลายในน้ำได้ แต่จับตัวกับน้ำได้ จึงทำให้อุจจาระอ่อนนุ่ม  เส้นใยชนิดนี้ ช่วยเพิ่มปริมาณกากอาหาร จึงช่วยกระตุ้นลำไส้ให้เกิดการขับถ่าย (อ้างอิงที่ 2, 3, 6, 7ดังนั้นจึงมีประโยชน์ในการป้องกันโรคท้องผูก (อ้างอิงที่ 4, 6และช่วยป้องกันมะเร็งในลำไส้ใหญ่ (อ้างอิงที่ 2)เพราะมีปริมาณอุจจาระมากขึ้น จึงช่วยเจือจางสารพิษที่อาจจะปนมา และช่วยเร่งการขับถ่ายให้เกิดเร็วขึ้น จึงช่วยลดการเกิดสารพิษที่เกิดจากการย่อยสลายของแบคทีเรีย อันเนื่องจากการค้างของกากอาหารเป็นเวลานาน รวมถึงช่วยลดระยะเวลาที่สารพิษจะสัมผัสกับลำไส้ตัวอย่างของใยอาหารประเภทนี้ เช่น เซลลูโลส เฮมิเซลลูโลส  พบได้ในผัก ผลไม้ รำข้าว เป็นต้น (อ้างอิงที่ 6)
-             ใยอาหารชนิดที่ละลายน้ำ  (Soluble fiber)หมายถึงใยอาหารที่สามารถละลายน้ำได้ เมื่อถูกน้ำจะฟอร์มตัวเป็นเจลเหนียว (อ้างอิงที่ 7 และถ้าถูก ferment ได้ดี จะทำให้ลำไส้ใหญ่มีแบคทีเรียมาก เกิดแก๊สในอุจจาระได้มากจึงอาจเพิ่มน้ำหนัก และปริมาตรของอุจจาระได้ (อ้างอิงที่ 2ช่วยให้การขับถ่ายเป็นไปได้อย่างสะดวก นอกจากนี้ ใยอาหารชนิดนี้จะลดการดูดซึมของกลูโคสผ่านเยื่อบุผิวของลำไส้ ลดการดูดซึมของไขมัน จึงมีประโยชน์ต่อการควบคุมระดับโคเลสเตอรอล และควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด (อ้างอิงที่ 2, 4)ตัวอย่างของใยอาหารประเภทนี้ เช่น ไซเลียม ฮัสค์(Psyllium Husk) (อ้างอิงที่ 7อาคาเซีย กัม(Acacia Gum) (อ้างอิงที่ 8)  เบต้า-กลูแคน (Beta-Glucan) (อ้างอิงที่ 9)อินนูลิน (Inulin) (อ้างอิงที่ 10)
         มีงานวิจัยยืนยันว่าการรับประทานไซเลียม ฮัสค์ ช่วยเพิ่มปริมาณกากอาหาร ทำให้อุจจาระมีลักษณะอ่อนนุ่ม (อ้างอิงที่ 11) ลดโคเลสเตอรอลรวม ลดแอลดีแอล โคเลสเตอรอล (LDL Cholesterol) หรือโคเลสเตอรอลชนิดไม่ดี แต่ไม่ลด เอชดีแอล โคเลสเตอรอล (HDL Cholesterol) หรือโคเลสเตอรอลชนิดดี (อ้างอิงที่ 12)
         นอกจากนี้ การรับประทานใยอาหาร ร่วมกับอาหารสุขภาพอื่น เช่น คลอโรฟิลด์ ก็จะช่วยผสานประโยชน์มากยิ่งขึ้นไป เพราะคลอโรฟิลด์สามารถต้านพิษ หรือยับยั้งการทำงานของสารพิษ ในการก่อมะเร็งได้หลายชนิด เช่น  สามารถต้านพิษ หรือยับยั้งการทำงานของสารพิษ ในการก่อ มะเร็งผิวหนังของหนูทดลองได้ (อ้างอิงที่ 13)ที่สำคัญคือ สามารถต้านพิษ อะฟลาทอกซิน (Aflatoxin)ในการก่อมะเร็งตับในมนุษย์ได้  (อ้างอิงที่ 14) นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยสนับสนุนที่ทำในคนที่ประสบเหตุได้รับสารพิษ Polychlorinated dibenzofurans (PCDFs) และ Polychlorinate dibenzo-p-dioxins (PCCDS) จากเหตุการณ์เกิดอาการเป็นพิษของน้ำมันรำข้าวที่เมือง Yusho ประเทศญี่ปุ่น พบว่าการรับประทานผลิตภัณฑ์อาหารที่ดีต่อสุขภาพ ซึ่งเป็นอาหารที่มีใยอาหารและสารคลอโรฟิลล์ มีระดับสารพิษในเลือดลดลง มากกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับประทานผลิตภัณฑ์อาหารที่ดีต่อสุขภาพนี้ (อ้างอิงที่ 15) รวมถึงงานวิจัยที่ช่วยลดกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ในผู้สูงอายุที่กลั้นปัสสาวะไม่ได้ พบว่ากลุ่มที่รับประทานคลอโรฟิลล์นั้นมีค่าเฉลี่ยความรุนแรงของกลิ่นปัสสาวะลดลงมากกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับคลอโรฟิลล์ (อ้างอิงที่ 16)

เอกสารอ้างอิง
1. Intestinal autointoxication: a medical leitmotif.J Clin Gastroenterol. 1989 Aug;11(4):434-41
2. ใยอาหาร โดย ดร.นพ.ประสงค์ เทียนบุญ. หน่วยโภชนศาสตร์และศูนย์วิจัยโภชนาการคณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. http://www.med.cmu.ac.th/dept/nutrition/DATA/COMMON/cmunut-deptped/ped601-prasong/ped601-fiber%20PNST%202549-prasong.pdf
3. Dietary fiber, inulin, and oligofructose: a review comparing their physiological effects.Crit Rev FoodSci Nutr.1993;33(2):103-48
4.  Health benefits of dietary fiber.Nutr Rev. 2009 Apr;67(4):188-205. doi: 10.1111/j.1753-4887.2009.00189.x
5. The health benefits of dietary fiber: beyond the usual suspects of type 2 diabetes mellitus, cardiovascular disease and colon cancer. Metabolism. 2012 Aug;61(8):1058-66. doi: 10.1016/j.metabol.2012.01.017. Epub 2012 Mar 7
6.ใยอาหารกับสุขภาพที่ดี. ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี.สาขาเทคโนโลยีทางการศึกษา สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) กระทรวงศึกษาธิการ. http://edtech.ipst.ac.th/index.php/2011-07-29-04-02-00/2011-08-09-07-27-38/19-2011-08-09-06-29-18/1603-2013-12-04-07-25-23.html
7. Soluble vs. insoluble fiber.A.D.A.M. Medical Encyclopedia. U.S. National Library of Medicine. http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmedhealth/PMH0002811/ 
8. The effect of acacia gum and a water-soluble dietary fiber mixture on blood lipids in humans.J Am Coll Nutr. 1993 Apr;12(2):147-54
9. The role of viscous soluble fiber in the metabolic control of diabetes. A review with special emphasis on cereals rich in beta-glucan. Diabetes Care. 1997 Nov;20(11):1774-80
10.Fiber and Prebiotics: Mechanisms and Health Benefits. Nutrients. Apr 2013; 5(4): 1417–1435
11.An unfermented gel component of psyllium seed husk promotes laxation as a lubricant in humans. Am J Clin Nutr.2000 Sep;72(3):784-9
12.Psyllium-enriched cereals lower blood total cholesterol and LDL cholesterol, but not HDL cholesterol, in hypercholesterolemic adults: results of a meta-analysis. J Nutr. 1997 Oct;127(10):1973-80
13.Inhibitory effects of chlorophyllin on 7,12-dimethylbenz[a]anthracene-induced bacterial mutagenesis and mouse skin carcinogenesis. Cancer Lett. 1999 Oct 18;145(1-2):57-64
14. Chlorophyllin intervention reduces aflatoxin-DNA adducts in individuals at high risk for liver cancer. Proc Natl Acad Sci U S A. Dec 4, 2001; 98(25): 14601–14606
15. Promotive excretion of causative agents of Yusho by one year intake of FBRA in Japanese people. Fukuoka Igaku Zasshi. 2005 May;96(5):241-8
16.  Effect of chlorophyllin on urinary odor in incontinent geriartric patients. Drug Intell Clin Pharm. 1983 Oct;17(10):732-4

สามารถนำรหัสสมาชิก 47024879 ไปซื้อได้ที่สำนักงานธุรกิจกิฟฟารีนทั่วประเทศ
สั่งซื้อออนไลน์ หรือติดต่อสอบถามข้อมูล


เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับเมล็ดเชียผสมน้ำผักและผลไม้รวม

21:10 0 Comments

            ผักและผลไม้เป็นอาหารที่จำเป็นสำหรับร่างกายมนุษย์ที่ขาดไม่ได้ เพราะมีความหลากหลายของวิตามิน เกลือแร่ และมีคุณค่าทางโภชนาการที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพในปริมาณสูง


เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับเมล็ดเชียผสมน้ำผักและผลไม้รวม
           ผักและผลไม้เป็นอาหารที่จำเป็นสำหรับร่างกายมนุษย์ที่ขาดไม่ได้ เพราะมีความหลากหลายของวิตามิน เกลือแร่ และมีคุณค่าทางโภชนาการที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพในปริมาณสูง ดังนั้น การพัฒนาเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพที่นำน้ำผักและผลไม้  9 ชนิด มาผสมผสานกับ ”เมล็ดเชีย” ธัญพืชมหัศจรรย์ที่มีคุณประโยชน์มากมาย ทำให้ได้เครื่องดื่มที่อร่อย สดชื่น และอุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการ เหมาะสำหรับเป็นเครื่องดื่มดูแลสุขภาพที่ดื่มได้ทุกวัน ทุกเพศ ทุกวัย
          เมล็ดเชีย (Chia Seed) เป็นพืชในกลุ่มเครื่องเทศตระกูลเดียวกับกระเพราและมินต์ มีชื่อทางพฤกษศาสตร์ว่า Salvia hispanica ซึ่งเจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่ที่มีอากาศหนาวเย็น และเป็นพืชเศรษฐกิจที่นิยมปลูกกันมากในทวีปอเมริกา เชียเป็นพืชที่ให้เมล็ดเล็กๆ มีสองสีคือสีขาวและสีดำ เปลือกนอกเมล็ดจะพองตัวได้เหมือนเม็ดแมงลัก ซึ่งเมื่อนำไปแช่กับน้ำหรือของเหลวต่างๆ จะสามารถพองตัวได้ถึง 12 เท่า มีคุณสมบัติเป็นทั้ง Super Fruit และ Super Seed อุดมไปด้วยสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย ได้แก่ ใยอาหาร กรดไขมันดีชนิดโอเมก้า 3 และโอเมก้า 6 แคลเซียม สารต้านอนุมูลอิสระ โปรตีน และวิตามิน โดยเมล็ดเชียยังมีคุณประโยชน์ต่อร่างกายดังนี้ (อ้างอิงที่ 1)  
  • มีส่วนช่วยในการดูแลรูปร่างเนื่องจากทำให้อิ่มเร็วขึ้น และอิ่มนานขึ้น      
  • มีสารต้านอนุมูลอิสระปริมาณสูง ช่วยต่อต้านและป้องกันการเกิดเซลล์มะเร็งในร่างกาย       
  • เป็นแหล่งที่ดีของใยอาหาร มีส่วนช่วยให้การขับถ่ายเป็นปกติ       
  • ช่วยควบคุมภาวะของโรคเบาหวาน รักษาสมดุลของระดับน้ำตาลในเลือด
  • ช่วยลดไขมันในเลือด ป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดและหัวใจและโรคความดันโลหิตสูง       
  • ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้ทำงานเป็นปกติ (อ้างอิงที่ 2)
          น้ำผักและผลไม้รวม (Vegetable and Fruit Juice) ได้จากการแปรรูปผักและผลไม้ให้อยู่ใน  รูปของน้ำผักและผลไม้ ซึ่งเป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภคให้มีความสะดวกต่อการบริโภคน้ำผักและผลไม้รวมมีส่วนประกอบของผักและผลไม้  9 ชนิด ดังต่อไปนี้                                                                                                
          บรอกโคลี (Broccoli) และ กะหล่ำปลี (Green cabbage) ถูกจัดอยู่ในกลุ่มของผัก ตระกูลกะหล่ำ(Cruciferous)เป็นแหล่งที่อุดมไปด้วยพฤษเคมีและสารต้านอนุมุลอิสระสูง อีกทั้งเป็นแหล่ง ของวิตามิน ได้แก่ วิตามินซี วิตามินอี และเบต้า- แคโรทีน ในปริมาณสูง นอกจากนี้ยังจัดเป็นผักที่มีความพิเศษ คือ มีสาร Glucosinolateซึ่งมีส่วนช่วยในการป้องกันการเกิดเซลล์มะเร็งต่างๆ ในร่างกายอีกด้วย  (อ้างอิงที่ 3)    
          กล้วย (Banana)เป็นแหล่งของโพแทสเซียมและแคลเซียม ซึ่งเพียงพอต่อร่างกายที่ควรได้รับต่อวัน  กล้วยมีประโยชน์ต่อร่างกายเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการป้องกันการเกิดกรดในกระเพาะ ช่วยให้ระบบลำไส้และระบบขับถ่ายทำงานได้อย่างเป็นปกติ  (อ้างอิงที่ 4)  
          ส้ม (Orange) และมะนาว (Lemon) จัดเป็นกลุ่มผักและผลไม้ที่มีปริมาณวิตามินซี วิตามินเอ โฟเลต และใยอาหารสูงมาก ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันของร่างกายให้ทำงานเป็นปกติ และช่วยต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันการเสื่อมของอวัยวะต่างๆ ภายในร่างกาย (อ้างอิงที่ 5)
          กีวี่ (Kiwi)เป็นผลไม้ที่ผู้รักสุขภาพนิยมบริโภค เนื่องจากมีคุณค่าทางโภชนาการสูง อุดมไปด้วยวิตามินซี, อี, เค โฟเลต ใยอาหาร และพฤษเคมีที่ดีต่อสุขภาพ มีสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูง ถือเป็นผลไม้เพื่อสุขภาพที่มีส่วนช่วยลดโคเลสเตอรอล ช่วยลดความดันโลหิต ช่วยเพิ่มการเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง (อ้างอิงที่ 6)
         องุ่น (Grape) เป็นแหล่งของสารอาหารและสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ จากรายงานการวิจัยพบว่า สามารถป้องกันการเกิดโรคมะเร็งผิวหนัง โรคความผิดปกติของระบบกระเพาะปัสสาวะ อีกทั้งสามารถป้องกันการเกิดโรคอัลไซเมอร์ได้อีกด้วย (อ้างอิงที่ 7 )
        แอปเปิ้ลเขียว (Green Apple)อุดมไปด้วยประโยชน์มากมายไม่ว่าจะเป็นใ­­­ยอาหารที่มีปริมาณสูง ซึ่งมีส่วนช่วยในเรื่องระบบขับถ่าย ลดความเสี่ยงโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ มีสารต้านอนุมูลอิสระสูงซึ่งช่วยป้องกันโรคมะเร็งและลดเลือนริ้ว­­­รอยแห่งวัย (อ้างอิงที่ 8)
        แตงกวา (Cucumber)มีน้ำเป็นองค์ประกอบถึงร้อยละ 69จึงมีคุณสมบัติแก้กระหาย เพิ่มความชุ่มชื้น และช่วยการกำจัดของเสียตกค้างในร่างกาย มีสารอาหารที่มีประโยชน์  ได้แก่ วิตามินซี กรดคาเฟอิก ช่วยป้องกันการสะสมน้ำเกินจำเป็นในร่างกาย เปลือกแตงกวามีกากใยอาหาร และแร่ธาตุที่จำเป็น เช่น ซิลิกา โพแทสเซียม แมงกานีส และแมกนีเซียม ซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกาย(อ้างอิงที่ 9)
       ดังนั้น การได้รับเมล็ดเชียและผักผลไม้รวม 9 ชนิดที่มีประโยชน์ต่อร่างกายเป็นประจำ จะช่วยดูแลสุขภาพโดยรวมในด้านต่างๆ ได้แก่ ช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานเป็นปกติ ช่วยดูแลรูปร่าง ทำให้อิ่มท้อง ชะลอความเสื่อมของอวัยวะต่างๆ ภายในร่างกาย อีกทั้งยังช่วยป้องกันโรคร้ายอื่นๆ อีกด้วย
    

เอกสารอ้างอิง
1. Mohd, A., Swee Keong, Y., Wan Yong, Ho., Boon Kee, B., Sheau Wei, T.,and Soon, G.T.2012. The Promising Future of Chia, Salvia hispanica L. Journal of Biomedicine and Biotechnology. 1:1-9.
2.Ullah, R., Nadeem, M., Khalique, A., Imran, M., Mehmood, S., Javid, A. and Hussain, J. 2015. Nutritional and therapeutic perspectives of Chia (Salvia hispanica L.): a review. 53(4): 1750-1758.
3.Jeffery, E.H.,  Araya, M. 2009. Physiological effects of broccoli consumption.  Phytochemistry  Reviews. 8(1); 283-298.
4.Sampath Kumar,K. P., Bhowmik , D., Duraivel, S., Umadevi, M. 2012. Traditional and Medicinal Uses of Banana. Journal of Pharmacognosy and Phytochemistry. 1(3): 51-55.
5. Economos and Clay W.D. Nutritional and health benefits of citrus fruits. Food, Nutrition and Agriculture.
6. Stonehouse, W., Cheryl, S., Gammon, K. L., Beck, C.A., Conlon, P. R., Hurst, V. and  Kruger, R. 2015. Kiwifruit: our daily prescription for health. Canadian Journal of Physiology and Pharmacology. 91(6): 442-447.
7.  Pezzuto,J.M. 2008. Grapes and Human Health: A Perspective. Journal of Agricultural and Food Chemistry. 56(16): 6777-6784.
8. Boyer, J. and LiuEmail, R.H. 2004. Apple phytochemicals and their health benefits. Nutrition Journal.  3(5):1-15.
9.เฉลิมเกียรติ โภคาวัฒนา ภัสรา ชวประดิษฐ์. (2539). แตงกวา. กรมส่งเสริมการเกษตร. [online]. เข้าถึง ได้จาก: http://www.rakbankerd.com/agriculture/open.php?id=442&s=tblplant.

สามารถนำรหัสสมาชิก 47024879 ไปซื้อได้ที่สำนักงานธุรกิจกิฟฟารีนทั่วประเทศ
สั่งซื้อออนไลน์ หรือติดต่อสอบถามข้อมูล