แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ระบบลำไส้ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ระบบลำไส้ แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2561

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับคลอโรฟิลล์ โอลิโกฟรุคโตส วิตามินซี และสารสกัดจากแอปเปิ้ล

19:28 0 Comments

           สรุปคุณสมบัติของคลอโรฟิลล์ - มีฤทธิ์ในการต่อต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) - มีฤทธิ์ในการต้านสารพิษในการก่อมะเร็งต่างๆ เช่น มะเร็งตับ และมะเร็งเต้านม - ช่วยในการขับสารพิษในเลือด - มีฤทธิ์ลดกลิ่นอันไม่พึงประสงค์

         คลอโรฟิลล์ (Chlorophyll) เป็นสารสีเขียวที่พบในพืชชั้นสูงและสาหร่ายสีเขียว (Chlorella) คลอโรฟิลล์มีโครงสร้างของโมเลกุลจะคล้ายกับฮีม (Heme) ซึ่งเป็นสารที่ร่างกายนำไปใช้ในการสร้างฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดง ต่างกันที่สูตรโมเลกุลของธาตุที่อยู่ตรงกลาง คือ คลอโรฟิลล์เป็นธาตุแมกนีเซียม (Mg) ขณะที่ฮีมเป็นธาตุเหล็ก (Fe) (อ้างอิงที่ 1)

           อย่างที่ทราบกันว่าคลอโรฟิลล์มีในผักใบเขียว นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบมานานแล้วว่า การับประทานผักสามารถลดอุบัติการณ์ของมะเร็งจำนวนมาก ซึ่งส่วนมากพบว่ากลไกต้านมะเร็งนี้เกิดจากการต้านอนุมูลอิสระ เมื่อแยกสารต้านอนุมูลอิสระเหล่านี้ออกมาวิจัยก็พบว่าสามารถยับยั้งการก่อ มะเร็งได้จริง แต่มีผู้สงสัยว่าถ้าเราสกัดแยกแต่คลอโรฟิลล์ออกมา จะยังมีส่วนช่วยในการลดมะเร็งหรือไม่สารสกัดคลอโรฟิลล์ที่สามารถสกัดแยกออก มานั้นในรูปของที่รับประทานเป็นอาหาร (Food grade) มีความปลอดภัย และรับประทานกันเป็นอาหารสุขภาพทั่วโลก เป็นชนิดที่ละลายในน้ำได้คือเป็นองค์ประกอบของธาตุโซเดียมและคอปเปอร์ (ซึ่งทั้งสองธาตุนี้ก็เป็นสารอาหารที่มีประโยชน์ในร่างกายของเรา) กับอนุพันธ์ของคลอโรฟิลล์ที่มีชื่อว่า คลอโรฟิลิน (Chlorophyllin) เมื่อทำการวิจัยก็พบว่า คลอโรฟิลินมีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระเช่นกัน (อ้างอิงที่ 2)

           งานวิจัยจำนวนมากพบว่า คลอโรฟิลินสามารถต้านพิษหรือยับยั้งการทำงานของสารพิษในการก่อมะเร็งได้หลาย ชนิด เช่น สามารถต้านพิษ หรือยังยั้งการทำงานของสารพิษในการก่อมะเร็งผิวหนังของหนูทดลองได้ (อ้างอิงที่ 3) และที่สำคัญคือสามารถต้านพิษอะฟลาทอกซิน ในการก่อมะเร็งตับของคนได้ โดยมีงานวิจัยในอาสาสมัคร 180 คน รูปแบบของงานวิจัยถือเป็นการทดลองที่ออกแบบมาอย่างดีที่สุดในวงการแพทย์ คือ แบบมีกลุ่มควบคุม (Randomized, double – blind, placebo-controlled) อาสาสมัครได้รับประทานคลอโรฟิลิน 100 มก. วันละสามเวลา เป็นเวลาสี่เดือน และวัดสารพิษเมตาโลไลท์ของอะฟลาทอกซินในปัสสาวะ (Aflatoxin-N (7) – guanine adducts) ถ้าพบสารพิษปริมาณสูงจะเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งตับ สารนี้พบได้ในอาสาสมัครถึง 105 คน การทดลองพบว่า คลอโรฟิลินสามรถลดสารพิษชนิดได้ถึง 55% ผู้วิจัยได้ตีพิมพ์ผลงานนี้ ในวารสารทางการแพทย์หลายเล่ม (อ้างอิงที่ 4-5) นอกจากนี้สารคลอโรฟิลินยังมีฤทธิ์ยับยั้งการแบ่งตัวและทำลายเซลล์มะเร็งเต้า นมของคนได้โดยตรงอีกด้วย (Antiproliferative effect, apoptosis to human breast cancer MCF-7 cells) (อ้างอิงที่ 6)

          นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยสนับสนุนที่ทำในคนที่ประสบเหตุได้รับสารพิษ Polychlorinated dibenzofurans (PCDFs) และ Polychlorinatedibenzo-p-dioxins (PCCDS) จากเหตุการณ์เกิดอาการเป็นพิษของน้ำมันรำข้าวที่เมือง Yusho ประเทศญี่ปุ่น พบว่าการรับประทานผลิตภัณฑ์อาหารที่ดีต่อสุขภาพ ซึ่งเป็นอาหารที่มีใยอาหารและสารคลอโรฟิลล์ มีระดับสารพิษในเลือดลดลง มากกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับประทานผลิตภัณฑ์อาหารที่ดีต่อสุขภาพนี้ (อ้างอิงที่ 7) รวมถึงงานวิจัยในผู้สูงอายุที่กลั้นปัสสาวะไม่ได้ พบว่า กลุ่มที่รับประทานคลอโรฟิลล์นั้น มีค่าเฉลี่ยความรุนแรงของกลิ่นปัสสาวะลดลงมากกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับคลอโร ฟิลล์ (อ้างอิงที่ 8)

Ÿ สรุปคุณสมบัติของโอลิโกฟรุคโตส (อ้างอิงที่ 9-12)

- เป็น Probiotics ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย
- ช่วยควบคุม/กำจัดปริมาณจุลินทรีย์ก่อโรคในร่างกาย
- ช่วยให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น มีกลไกช่วยป้องกันมะเร็งในลำไส้ใหญ่
- ช่วยลดสารพิษหลายชนิดที่อาจสะสมตามผนังลำไส้
- ช่วยกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกัน
- ป้องกันหรือลดความรุนแรงของโรคติดเชื้อในทางเดินอาหาร เช่น ท้องเสีย
- ช่วยเพิ่มการดูดซึมแคลเซียมของร่างกาย

Ÿ สรุปคุณสมบัติของวิตามินซี และสารสกัดจากแอปเปิ้ล

- แอปเปิ้ล มีสารประเภท Polyphenol (โพลีฟีนอล) เป็น Phytonutrient ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย และเป็น Antioxidant (อ้างอิงที่ 13)
- วิตามินซี เป็น Antioxidant (อ้างอิงที่ 14)

เอกสารอ้างอิง

1. จุลสารข้อมูลสมุนไพร ปีที่ 24 ฉบับที่ 2 2550 เรื่อง คลอโรฟิลล์มีประโยชน์จริงหรือ
2. Kamat JP, Boloor KK, Devasagayam TP. Chlorophyllin as an effective antioxidant against membrane damage in vitro and ex vivo. Blochim Blophys Acta. 2000 Sep 27;1487(2-3):113-27
3. Inhibitory effects of chlorophyllin on 7,12-dimethylbenz(a)anthracene-induced bacterial mutagenesis and mouse skin carcinogenesis, Cancer Lett. 1999 Oct 18; 145(1-2):57-64.
4. Chlorophyllin intervention reduces aflatoxin-DNA adducts in individuals at high risk for liver cancer. Proc Natl Acad Sci U S A. 2001 Dec 4;98(25):14601-6. Epub 2001 Nov 27.
5. Chemoprevention with chlorophyllin in individuals exposed to dietary aflatoxin. Mutat Res. 2003 Feb-Mar;523-524:209-16.
6. Antlproliferative effect of chlorophyllin derived from a traditional Chinese medicine Bombyx mori excreta on human breast cancer MCF-7 cells. Int J Oncol. 2003 Sep;23(3):729-35.
7. Promotive excretion of causative agents of Yusho by one year intake of FBRA in Japanese people. Nagayama J, Takasuga T, Tsuji H, twasaki T, Fukuoka lgaku Zasshi. 2005 May;96(5):241-8
8. Nahata MC, Slencsak CA, Kamp J, Effect of chlorophyllin on urinary odor in incontinent geriartric patients. Drug Intell Clin Pharm. 1983; 17:732-734.
9. Functional food concept and its appllcation to prebiotics. Dig Liver Dis. 2002 Sep;34 Suppl 2:S105-10.
10. Inulin, oligofructise and immunomodulation. Br J Nutr. 2005 Apr,93 Suppi 1:S49-55
11. Dietary fibres as *prebiotics*:implications for colorectal cancer. Mol Nutr Food Res. 2005 Jun;49(6):609-19.
12. inulin, oligofructose and bone heaith: experimental approaches and mechanisms. Br J Nutr. 2005 Apr;93 Suppl 1:S99-103.
13. Characteristics and physiological functions of polyphenols from apples. Biofactors. 2004:22(1-4):311-4
14. Vitamin C From Wikipedia, the free encyclopedia. http://en.wikipedia.org/wiki/Vitamin_C

สามารถนำรหัสสมาชิก 47024879 ไปซื้อได้ที่สำนักงานธุรกิจกิฟฟารีนทั่วประเทศ
สั่งซื้อออนไลน์ หรือติดต่อสอบถามข้อมูล


เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับไฟเบอร์

15:58 0 Comments
          เส้นใยอาหารที่ละลายน้ำได้และไม่ละลายน้ำต่างกันอย่างไร ? เส้นใยที่ละลายน้ำ คือ เส้นใยอาหารที่ละลายน้ำได้เมื่อถูกน้ำจะพองตัวเป็นวุ้น เส้นใยชนิดนี้ จะช่วยขัดขวางการดูดซึมน้ำตาลและไขมัน ซึ่งมีประโยชน์ต่อการควบคุมระดับโคเลสเตอรอล และสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด นอกจากนี้ยังช่วยให้การขับถ่ายเป็นไปอย่างสะดวก และป้องกันการเกิดโรคริดสีดวงทวาร

          เส้นใยที่ไม่ละลายน้ำ คือ เส้นใยอาหารที่ไม่สามารถละลายน้ำได้ แต่จะอุ้มน้ำเอาไว้ เส้นใยชนิดนี้จะช่วยกระตุ้นลำไส้ให้เกิดการขับถ่าย และเพิ่มปริมาณกากอาหาร ดังนั้น จึงมีประโยชน์ในการป้องกันโรคท้องผูกและมะเร็งในลำไส้ใหญ่เพราะจะช่วยเร่ง ขับถ่ายให้เกิดเร็วขึ้น ขณะเดียวกันก็เป็นการลดการเกิดสารพิษที่เกิดจากการย่อยสลายของแบคทีเรียอัน เนื่องจากการค้างของกากอาหารเป็นเวลานาน
ประโยชน์

         1. ใช้ควบคุมน้ำหนัก โดยเส้นใยอาหารจะดูดซับน้ำ และพองตัว ทำให้ไม่รู้สึกหิวและรับประทานอาหารได้น้อยลง
         2. ช่วยลดโคเลสเตอรอลและระดับน้ำตาลในเลือด จึงเหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง และโรคเบาหวาน
         3. ช่วยให้ระบบขับถ่ายเป็นปกติ เหมาะสำหรับผู้ที่เป็นริดสีดวงทวาร ผู้ป่วยโรคหัวใจ สตรีมีครรภ์ และผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับผนังลำไส้
         4. ช่วยป้องกันโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ โดยเส้นใยอาหารจะช่วยให้กากอาหารเคลื่อนผ่านลำไส้ใหญ่ได้เร็วขึ้น ทำให้สารก่อมะเร็งมีโอกาสสัมผัสกับผนังลำไส้ได้น้อยลง

เอกสารอ้างอิง

1. Dlet and chemoprevention of colon polyps and colorectal cancer. (Review 34 refs). Seminars in Surgical Oncology 195:11(6):411-5.
2. The clinical uses of dietary fiber. (review 18 refs). American Family Physician 1995:51(2):419-26.
3. Dietary strategies for cancer prevention. (Review 40 refs). Cancer 1993:72(3 Suppl):1005-10.

สามารถนำรหัสสมาชิก 47024879 ไปซื้อได้ที่สำนักงานธุรกิจกิฟฟารีนทั่วประเทศ
สั่งซื้อออนไลน์ หรือติดต่อสอบถามข้อมูล


เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับภาวะท้องผูกกับมะขามแขก

15:18 0 Comments

           ภาวะท้องผูก จัดเป็นอาการที่เกิดกับระบบทางเดินอาหาร เกิดได้กับคนทุกเพศทุกวัย สำหรับรายที่มีอาการท้องผูกเล็กน้อย คงไม่จำเป็นต้องพึ่งยาในการรักษาแต่อย่างใด แต่หากมีอาการท้องผูกมากขึ้นและประจำ การใช้ยาก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่จะช่วยรักษาอาการดังกล่าวได้ อย่างไรก็ตามท้องผูกจัดเป็นอาการมิใช่เป็นชื่อของโรค การจะทราบว่าใครมีภาวะท้องผูกบ้างอาจดูได้จากอาการต่อไปนี้ คือ ต้องเบ่งอุจจาระมากกว่าร้อยละ 25 ของการขับถ่ายทั้งหมดหรือการมีภาวะอุจจาระแข็ง ถ่ายอุจจาระไม่หมด รู้สึกตุงบริเวณทวารหนัก หรือต้องใช้นิ้วล้วงทวา

สาเหตุการเกิดอาการท้องผูกอาจเกิดได้จาก

         1. มีความผิดปกติทางกายภาพ ซึ่งอาจเกิดจากความผิดปกติทางสรีระ หรือโรคของลำไส้ รูทวาร
ไขสันหลัง ความผิดปกติของเส้นประสาทที่ควบคุมการถ่ายการอุดตันของลำไส้ มะเร็งลำไส้ หรือพบร่วมกับโรคของระบบอื่น เช่น ภาวการณ์มีฮอร์โมนไทรอยด์ต่ำ และการใช้ยาบางชนิด เช่น ยากล่อมประสาท ยาคลายความกังวล ยารักษาโรคจิตและอาการซึมเศร้า เป็นต้น

         2. ท้องผูกโดยไม่มีความผิดปกติทางกายภาพ เป็นอาการท้องผูกที่พบในคนที่มีสุขภาพแข็งแรงไม่
มีโรค สาเหตุอาจเกิดได้จากอุปนิสัยการขับถ่าย ความเป็นอยู่หรือสิ่งแวดล้อม อารมณ์และจิตใจก็ได้ เช่น การรับประทานอาหารที่มีกากน้อย ดื่มน้ำน้อย การขาดการออกกำลังกาย เป็นต้น หรือแม้แต่การกลั้นอุจจาระเนื่องจากความรีบร้อนในการทำงาน ทำให้ละเลยต่อการปวดถ่าย

การรักษาอาการท้องผูก

1. การรักษาโดยไม่ใช้ยา กรณีภาวะที่มีอาการท้องผูกไม่รุนแรง อาการหายไปโดยไม่ต้องใช้ยาได้ ซึ่งมีข้อแนะนำดังนี้
- ควรรับประทานอาหารที่มีกาก เช่น ผักต่าง ๆ และดื่มน้ำมาก ๆ
- พยายามปรับสภาพชีวิตประจำวันให้มีการออกกำลังกายให้มากขึ้น เช่น ลดการใช้ลิฟท์หรือบันไดเลื่อนแล้วใช้การเดินแทน หรือการเดินแทนการขึ้นรถในระยะทางใกล้ๆ
- บริหารร่างกายส่วนที่ให้ผลโดยตรงต่อกล้ามเนื้อหน้าท้อง เพราะจะช่วยให้ขับถ่ายได้เป็นปกติและเป็นเวลา เช่น การให้นอนราบ เอามือวางบนอก เกร็งกล้ามเนื้อให้พยุงตัวขึ้นนั่ง โดยพยายามอย่างอเข่าหรือยกเท้า ทำซ้ำเช่นนี้หลายๆครั้ง

2. การรักษาโดยการใช้ยา เมื่อเกิดภาวะท้องผูกและมีความจำเป็นต้องใช้ยาในการรักษาควรใช้เป็น
การชั่วคราวเท่านั้น ไม่ควรใช้ติดต่อกันเกิน 1 สัปดาห์โดยเฉพาะยากลุ่มที่กระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ ทั้งนี้เพื่อหลีกเลี่ยงการติดยาและการเกิดกลุ่มอาการท้องผูกสลับท้องเสีย (Irritable Bowel Syndrome) ซึ่งจะทำให้การทำงานของลำไส้ใหญ่ลดลงมากกว่าปกติ เยื่อเมือกบุผนังลำไส้เหี่ยวผิดปกติ กล้ามเนื้อใต้เยื่อบุผิวลำไส้หนามากขึ้น ปมประสาทเสื่อมและเกิดการสูญเสียโปรตีนทางลำไส้ได้ (อ้างอิงที่ 1)

        ยากระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ (Stimulants) มีอยู่หลายกลุ่ม ได้แก่ กลุ่มไดฟีนีล-มีเทน (Diphenylmethanes), น้ำมันละหุ่ง (Castor Oil), กลุ่มแอนตี้โคลีนเอสเทอเรส (Anticholinesterases), ยาเหน็บกลีเซอรีน (Glycerin), กลุ่มแอนทราซีนไกลโคไซด์ (Anthracene Glydosides) (อ้างอิงที่ 1 ) หนึ่งในยากระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ที่รู้จักกันดี คือ มะขามแขก ซึ่งเป็นยาในกลุ่มแอนทราซีนไกลโคไซด์ (Anthracene Glycosides)

         มะขามแขก มีชื่อสามัญภาษาอังกฤษคือ Senna มีชื่อทางวิทยาศาสตร์คือ Senna alexandrina P. Miller หรือ Cassia angustifolia มีประวัติการนำมาใช้เป็นยาระบายมานานเกือบ 100 ปี ในใบและฝักมะขามแขกมีสารที่ชื่อ แอนทราควิโนนซึ่งมีฤทธิ์กระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ใหญ่ ทำให้ถ่ายท้องได้ (อ้างอิงที่ 2) มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เป็นจำนวนมาก รองรับสรรพคุณของมะขามแขก ดังนี้

1. ด้านสาระสำคัญในการออกฤทธิ์เป็นยาถ่าย

          มีการศึกษาพบฤทธิ์เป็นยาถ่าย สารที่ออกฤทธิ์คือ Sennoside A และ B, Aloe emodin,Dianthrone glycoside ซึ่งเป็น Anthraquinone glycoside สาร Anthraquinone glycoside สาร Anthraquinone glycoside จะยังไม่มีฤทธิ์เพิ่มการขับถ่ายเมื่อผ่านลำไส้เล็กเมื่อผ่านเข้าไปในลำไส้ ใหญ่ Sennoside A จึงถูก Hydrolyze ได้ Sennoside A8-monoglu-coside และถูก Hydrolyzed โดย Bata-glycosidase จากแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ และอุจจาระได้แก่ Bacillus, E. Coli ได้ Sennidin A ส่วน Sennoside B ก็จะถูก เปลี่ยนแปลงด้วยกระบวนการเช่นเดียวกันได้ sennidin B ทั้ง Sennidin A & B จะเปลี่ยนกลับไปกลับมาได้ และถูกเปลี่ยนต่อไปเป็น Rheinanthrone ซึ่งออกฤทธิ์ต่อลำไส้ส่วน Colon โดยตรงสาระสำคัญนี้จะกระตุ้นกลุ่มเซลล์ประสาทซึ่งอยู่ใต้ชั้น Submucosa ทำให้เกิดการบีบตัวของลำไส้ (อ้างอิงที่ 3)

2. ฤทธิ์ในการกระตุ้นการเคลื่อนไหวของลำไส้

            มีผู้พบฤทธิ์กระตุ้นลำไส้ใหญ่ (อ้างอิงที่ 3) และมีการศึกษาในอาสาสมัคร 12 คนโดยให้ดื่มชาชน
มะขามแขก เปรียบเทียบกับการรับประทานยา Erythromycin จากนั้นทำการถ่ายภาพลำไส้ใหญ่ด้วยวิธี Magnetic Resonance Imaging (MRI) ก่อนและหลังได้รับชาชงหรือยา พบว่ากลุ่มที่ได้รับชาชงมะขามแขกจะทำให้ลำไส้ใหญ่ส่วน Colon มีการเคลื่อนไวมากกว่ากลุ่มที่ได้รับ Erythromycin อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (อ้างอิงที่ 3,4)

3. การทดลองทางคลินิกสำหรับใช้รักษาอาการท้องผูก

          มีการศึกษาในผู้ป่วยหลังผ่าตัดมะเร็งต่อมลูกหมาย หรือมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ ที่มีอาการท้องผูก
จำนวน 92 คน อายุระหว่าง 43-82 ปี โดยให้ ผู้ป่วย 61 คน รับประทานยาแคลเซียมเซนโนไซด์ ซึ่งเป็นแคลเซียามฟอร์มของเซนโนไซด์จากใบมะขามแขกที่ใช้เป็นยาระบาย ขนาดเม็ดละ 15 มก. 2 เม็ด ก่อนนอนทุกคืน หลังผ่าตัดในวันที่ 1 และให้รับประทานติดต่อกันจนถึงวันที่ 7 หลังการผ่าตัด และคนไข้อีก 31 คน เป็นกลุ่มควบคุมไม่ได้รับยาระบายใด ๆ พบว่าผู้ป่วยที่รับประทานยาแคลเซียมเซนโนไซด์ถ่ายอุจจาระคล่อง ตั้งแต่วันที่ 1 ถึงวันที่ 4 หลังรับประทานยา คิดเป็นร้อยละ 90 การถ่ายอุจจาระเฉลี่ยวันละ 1.23 ครั้ง/คน ส่วนกลุ่มควบคุมมีเพียงร้อยละ 19 เท่านั้น ที่ถ่ายอุจจาระคล่องสัดส่วนของการถ่ายอุจจาระคล่องในผู้ป่วยที่รับประทานยา แคลเซียมเซนโนไซด์มากกว่าผู้ป่วยที่ไม่ได้รับยาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (อ้างอิงที่ 3)

          นอกจากนี้ยังมีการศึกษาในผู้ป่วยหลังผ่าตัดมะเร็งต่อมลูกหมาก จำนวน 81 ราย อายุระหว่าง 52-86 ปี โดยแบ่งผู้ป่วยออกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มควบคุมซึ่งไม่ได้รับยา กลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มที่ได้รับยาเม็ดมะขามแขก 2 เม็ดก่อนนอนทุกคืน หลังผ่าตัดในวันที่ 1 ติดต่อกันนาน 14 วัน กลุ่มที่ 3 เป็นกลุ่มที่ได้รับยาระบาย Milk of Magnesia (MOM) 30 มล. ก่อนนอน นาน 14 วันจากนั้นทำการบันทึกลักษณะอุจจาระและจำนวนครั้งของการถ่ายอุจจาระ พบว่าสัดส่วนของผู้ที่มีอาการท้องผูกและท้องเสียมีความแตกต่างกันระหว่าง 3 กลุ่มอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ กลุ่มควบคุมถ่ายอุจจาระไปทางแข็งที่ไม่พึงประสงค์มากกว่ากลุ่มอื่น ส่วนกลุ่ม MOM ถ่ายไปในทางเหลวและน้ำมากกว่ากลุ่มอื่นจากการศึกษาในครั้งนี้สรุปได้ว่า การใช้ยาเม็ดมะขามแขกในผู้ป่วยหลังผ่าตัดมะเร็งต่อมลูกหมาก จะช่วยให้การถ่ายอุจจาระในลักษณะที่พึงประสงค์ (ปกติและเหลว) ได้ดีกว่าการใช้ยา MOM (อ้างอิงที่ 3)

          มีการทดลองทางคลินิกเพิ่มเติม โดยให้มารดาที่อยู่ในช่วงให้นามบุตรหลานมะขามแขก พบว่าใช้ได้ผลดีและไม่มีผลกระทบไปถึงทารก (อ้างอิงที่ 3,5)

เอกสารอ้างอิง

1. เอกสารเผยแพร่เรื่อง การใช้ยาระบาย กลุ่มพัฒนาระบบ กองพัฒนาศักยภาพผู้บริโภค สำนักงาน
คณะกรรมการอาหารและยา http://www.oryar.com/oryor/admin/module/fda_info/file/f_39_1171707297.pdf
2. มะขามแขก องค์การเภสัชกรรม http://www.gpo.or.th/herbal/senna/senna.htm
3. มะขามแขก สมุนไพรที่ใช้ในงานสาธารณสุขมูลฐาน หน่วยบริการฐานข้อมูลสมุนไพร ณ สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล http://www.medpiant.mahidol.ac.th/pubhealth/index.asp
4. Assessment of large bowel motility by cine magnetic resonance imaging using two different prokinetic agents: a feaslbllity study. Invest Radiol. 2005 Nov;40(11):689-94.
5. Clinical study of Senna Administration to Nursing Mothers Assessment of Effects on lnfant Bowel Hobits. Can Med Assoc J. 1963 September 14: 89(11): 566-568.

สามารถนำรหัสสมาชิก 47024879 ไปซื้อได้ที่สำนักงานธุรกิจกิฟฟารีนทั่วประเทศ
สั่งซื้อออนไลน์ หรือติดต่อสอบถามข้อมูล


วีทกราส (Wheat grass) ต้นอ่อนข้าวสาลี

13:17 0 Comments
         วีทกราส (Wheat grass) เป็นต้นอ่อนของข้าวสาลี มีชื่อทางวิทยาศาสตร์คือ Triticum aestivum มีประวัติการใช้มาอย่างยาวนานกว่า 5,000 ปีมาแล้วตั้งแต่สมัยอียิปต์โบราณ ซึ่งใช้ในด้านการบำรุงสุขภาพ และเป็นยาอายุวัฒนะ การศึกษาในด้านพฤกษเคมี (Phytochemical) พบว่า น้ำวีทกราสนี้มีคุณสมบัติในการต่อต้านอนุมูลอิสระ และอุดมไปด้วยวิตามิน เกลือแร่ กรดอะมิโน หลายชนิด รวมถึงคลอโรฟิลด์ด้วย

          มีการใช้น้ำวีทกราสในการรักษาโรคต่างๆที่เกี่ยวกับกระเพาะและลำไส้มานานกว่า 30 ปีแล้ว และมีงานวิจัยเชิงทดลองแบบมีกลุ่มควบคุม ที่ทำเกี่ยวการศึกษากับโรคลำไส้ใหญ่อักเสบ (Ulcerative Colitis) ซึ่งเป็นโรคที่เกิดเฉพาะบริเวณลำไส้ใหญ่เท่านั้น โดยในระยะเฉียบพลันของโรค ผู้ป่วยจะมีอาการท้องเสียอย่างรุนแรง ถ่ายปนมูกหรือเลือดสด อาการแสดงขึ้นอยู่กับความรุนแรงและตำแหน่งของการอักเสบ หากเกิดที่ลำไส้ใหญ่ส่วนปลายสุด จะมีอาการปวดถ่ายตลอดเวลา การวิจัยนี้ทดลองคนไข้ โดยดื่มน้ำวีทกราสวันละ 100 มิลลิลิตร ติดต่อกันเป็นระยะเวลา 1 เดือน พบว่า ช่วยบรรเทาอาการโดยรวมของโรคให้ดีขึ้น ลดความรุนแรงของการถ่ายเป็นเลือด และจำนวนครั้งของการบีบตัวของลำไส้ได้อย่างมีนัยสำคัญ

          ในการศึกษาเกี่ยวกับผู้ป่วยที่เป็นโรคธาลัสซีเมีย (Thalassemia) ซึ่งเป็นโรคความผิดปกติทางพันธุกรรมของเม็ดเลือดแดง ทำให้เกิดอาการโลหิตจาง มีงานวิจัยที่ทำกับผู้ป่วยเด็กที่เป็นโรคธาลัสซีเมียในระดับรุนแรงจำนวน 40 คน โดยให้รับประทานวีทกราสชนิดเม็ด พบว่า มีศักยภาพที่จะเพิ่มระดับฮีโมโกลบิน ช่วยยืดระยะเวลาการถ่ายเลือดออกไป และยังช่วยลดจำนวนเลือดที่ใช้ในการถ่ายเลือดด้วย อีกงานวิจัยหนึ่ง พบว่า การให้คนไข้ที่เป็นโรคธาลัสซีเมียในระดับรุนแรง ดื่มน้ำวีทกราส 100 มิลลิลิตร ทุกวัน เป็นระยะเวลา 1 ปี ช่วยลดปริมาณเลือดที่ใช้ในการถ่ายเลือด รวมถึงช่วยลดจำนวนครั้งในการถ่ายเลือดลงอีกด้วย

         นอกจากนี้น้ำวีทกราสยังป้องกันการเกิดภาวะโลหิตจาง ซึ่งเป็นผลข้างเคียงจากการได้รับเคมีบำบัดได้ดี โดยพบว่าในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ดื่มน้ำวีทกราส วันละ 60 มล. ตลอดระยะเวลาการได้รับเคมีบำบัด ทั้ง 3 รอบ ช่วยป้องการเกิดภาวะโลหิตจาง (anemia) ได้ดี มีผลเพิ่มปริมาณฮีโมโกลบินในเลือดอย่างมีนัยสำคัญ โดยไม่มีผลต่อการตอบสนองการได้รับการรักษาจากเคมีบำบัดของผู้ป่วย และการศึกษาในผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งที่อวัยวะต่างๆ ที่ดื่มน้ำวีทกราส วันละ 30 มล. ติดต่อกัน 6 เดือน พบว่าช่วยเพิ่มปริมาณฮีโมโกลบิน เกล็ดเลือด และเพิ่มภูมิต้านทานได้ดี ทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

          การศึกษาฤทธิ์อื่นที่น่าสนใจ เช่น ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในอาสาสมัครที่ได้รับสารก่ออนุมูลอิสระ BPA (biphenol-A) ผ่านทางสิ่งแวดล้อม เมื่อให้ดื่มวีทกราส วันละ 100 มล. ติดต่อกัน 2 สัปดาห์ พบว่าปริมาณสาร BPA ในปัสสาวะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยแนวโน้มการลดลงของ BPA สัมพันธ์กับระยะเวลาที่ดื่มวีทกราส

           ปัจจุบัน มีการพัฒนาวีทกราสขึ้นมาในรูปเครื่องดื่มชนิดชงละลายทันที เพื่อความสะดวกของผู้บริโภค มีการเสริมคุณประโยชน์เพิ่มเข้าไปโดยผสมสารอาหารต่างๆที่มีประโยชน์เข้าไป เช่น วิตามิน ใยอาหารอินนูลิน ผักและผลไม้รวม ชาเขียว เพื่อเสริมคุณค่าของผลิตภัณฑ์ให้มากยิ่งขึ้นจะเห็นได้ว่าวีทกราสในรูปเครื่องดื่มชนิดชง มีประโยชน์หลากหลาย ทั้งในแง่ของการเพิ่มปริมาณเม็ดเลือดแดงในผู้ป่วยที่มีภาวะโลหิตจาง ป้องกันการเกิดอันตรายจากอนุมูลอิสระ และรักษาอาการลำไส้อักเสบ โดยไม่พบความเป็นพิษหรืออาการข้างเคียงใดๆ

           แต่อย่างไรก็ตามควรระมัดระวังการใช้ในเด็กอ่อน หรือสตรีมีครรภ์ เนื่องจากยังไม่มีรายงานด้านความปลอดภัย อีกน้ำวีทกราสจะมีกลิ่นเหม็นเขียวคล้ายหญ้า จึงอาจกระตุ้นให้เกิดการคลื่นไส้อาเจียนในผู้ที่ไม่ชอบกลิ่นดังกล่าวได้

เอกสารอ้างอิง
สามารถนำรหัสสมาชิก 47024879 ไปซื้อได้ที่สำนักงานธุรกิจกิฟฟารีนทั่วประเทศ
สั่งซื้อออนไลน์ หรือติดต่อสอบถามข้อมูล