แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บำรุงผิวกระจ่างใส แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บำรุงผิวกระจ่างใส แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2561

เรื่องน่ารู้ของทับทิม

20:18 0 Comments

            ทับทิมเป็นผลไม้ที่สวยงาม และมีกลิ่นหอมมาก ทับทิมสามารถปลูกได้ในประเทศไทย แต่ที่แท้จริงเป็นผลไม้ที่มีต้นกำเนิดมาจากเปอร์เซีย (ประเทศอิหร่านในปัจจุบัน) ทับทิมเป็นผลไม้ที่ศักดิ์สิทธิ์ในประวัติศาสตร์ พบว่าได้มีการนำทับทิมมาทำเป็นยารักษาโรคตั้งแต่ 8,000 ปีมาแล้ว
คุณประโยชน์ของทับทิมในตำราแพทย์สมัยโบราณของเปอร์เซีย

            ในผลทับทิมมีวิตามินมากมายหลายชนิด รวมทั้งแมกนีเซียมและแคลเซียม ซึ่งมีประโยชน์ต่อระบบฟอกโลหิต และระบบการหมุนเวียนในร่างกาย ในตำราแพทย์โบราณของเปอร์เซีย (ซึ่งถือว่าเป็นต้นตำรับของวิชาแพทย์ตะวันตกในปัจจุบัน) ระบุว่าทับทิมมีประโยชน์มากมาย

คุณประโยชน์ทับทิมจากการวิจัยทาการแพทย์

1. ทับทิมมีสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิดที่มีประสิทธิภาพสูงมาก (อ้างอิงที่ 1)

2. สามารถลดภาวการณ์สะสมไขมันในผนังเส้นเลือดป้องกันเส้นเลือดอุดตันและแข็งตัว ซึ่งจะทำให้เป็นโรคหัวใจขาดเลือดตามมา ทั้งในคนและในหนูทดลอง (อ้างอิงที่ 2,3)

3. ทำให้เส้นเลือดที่หนาตัว และมีไขมันสะสมซึ่งเป็นเส้นเลือดที่ไม่ดีแล้ว มีความหนาตัวลดลงและลดไขมันที่สะสมลงอีกด้วยในหนูทดลอง (อ้างอิงที่ 4)

4. บำรุงหัวใจในผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจขาดเลือด โดยเพิ่มการไหลเวียนที่ดีขึ้น และลดภาวะหัวใจขาดเลือดในผู้ป่วยโรคหัวใจ (อ้างอิงที่ 5)

5. ลดความดันโลหิตได้เล็กน้อย ประมาณ 5% ในผู้ป่วยที่ความดันโลหิตสูง ถ้ารับประทานน้ำทับทิมวันละ 50 ซีซี เป็นเวลาสองสัปดาห์ (อ้างอิงที่ 6)

6. บำรุงตับ ป้องกันการเป็นพิษต่อตับได้ (Hepatoprotectiv effect) (อ้างอิงที่ 7)

7. สารต้านอนุมูลอิสระจากน้ำทับทิมมีผลยับยั้งเซลล์มะเร็งเต้านมของมนุษย์ (Human breast cell) (อ้างอิงที่ 8)

8. สารสกัดจากทับทิม ช่วยยับยั้งเซลล์มะเร็งต่อมลูกหมากของมนุษย์ ทั้งการแบ่งตัวและการแพร่กระจาย (อ้างอิงที่ 9) และมีงานวิจัยที่แนะนำให้กินหวังผลในการป้องกันมะเร็งต่อมลูกหมาก(อ้างอิงที่ 10)

เอกสารอ้างอิง
1. Studies on the antioxidant activity of pomegranate (Punica granatum) peel and seed extracts using in vitro models. J Agric Food Chem 2002 Jan 2;50(1):81-6
2. Pomegranate juice supplementation to atherosclerotic mice reduces macrophage lipid peroxidation, cellular cholesterol accumulation and development of atherosclerosis. J Nutr 2001 Aug: 131(8):2082-9
3. Pomegranate juice flavonoids inhibit low-density lipoprotein oxidation and cardiov ascular diseases : studies in atherosclerotic mice and in humans. Drugs Exp Clin Res 2002; 28(2-3):49-62
4. Pomegranate juice consumption reduces oxidative stress, atherogenic modifications to LDL, and platelet aggregation: studies in humans and in atherosclerotic apolipoprotein E-deficient mice. Am J Clin Nutr 2000 May; 71(5):1062-76
5. Effects of pomegranate juice consumption on myocardial perfusion in patients with coronary heart disease. Am J Cardiol. 2005 Sep 15; 96(6):810-4
6. Pomegranate juice consumption inhibits serum angiotensin converting enzyme activity and reduces systolic blood pressure. Atherosclerosis 2001 Sep; 158(1):195-8
7. Studies on antioxidant activity of pomegranate (Punica granatum) peel extract using in vivo models. J Agric Food Chem 2002 Aug 14; 50(17):4791-5
8. Chemopreventive and adjuvant therapeutic potential of pomegranate (Punica granatum) for human breast cancer. Breast Cancer Res Treat 2002 Feb; 71(3):203-17
9. Pomegranate extracts potently suppress proliferation, xenograft growth, and invasion of human prostate cancer cells. J Med Food. 2004 Fall;7(3):274-83
10. Prostate cancer prevention through pomegranate fruit. Cell Cycle. 2006 Feb; 5(4):371-3. Epub 2006 Feb 15.

สามารถนำรหัสสมาชิก 47024879 ไปซื้อได้ที่สำนักงานธุรกิจกิฟฟารีนทั่วประเทศ
สั่งซื้อออนไลน์ หรือติดต่อสอบถามข้อมูล


เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับคอลลาเจน

20:16 0 Comments

          คอลลาเจน (Collagen) เป็นโปรตีนชนิดหนึ่ง ซึ่งอยู่ใต้ชั้นผิวหนัง มีส่วนสำคัญที่ทำให้ผิวพรรณมีสุขภาพดี เป็นตัวช่วยสร้างความตึงกระชับให้กับผิว ผิวหนังจะมีการเสื่อม สภาพได้ด้วยสาเหตุหลักๆ 2 ประการคือ การเสื่อมตามวัย และเสื่อมเนื่องจากผลกระทบจากสภาวะแวดล้อม ทำให้มีผลกระทบต่อผิวพรรณ เกิดริ้วรอยเหี่ยวย่น ผิวหมองคล้ำ ไม่เต่งตึงที่สำคัญ คือ กลไกของความเสื่อมที่ทำให้เกิดริ้วรอยเหี่ยวย่นจากทั้งสองสาเหตุนี้เกิดจากเส้นใยคอลลาเจน (Collagen fibers) ที่ประสานกันเป็นเส้นใยอยู่ใต้ชั้นผิวหนังแท้มีการเสื่อมลง

• ผิวหนังของคนเรา ปกติแล้วแบ่งเป็น 3 ชั้นคือ

  1. ผิวหนังชั้นกำพร้า (Epidermis) เป็นผิวชั้นนอกสุด ประกอบด้วยเซลล์ผิวหนัง (Keratinocyte) ซึ่งเป็นเซลล์ที่มีหน้าที่สร้างสารเคอราติน (Keratin) ปกคลุมผิวหน้าของผิวหนังเป็นชั้นขี้ไคล ขั้นหนังกำพร้านี้ทำหน้าที่รักษาความชุ่มชื้นให้กับพื้นผิว ป้องกันเชื้อโรคต่างๆ เข้าสู่ร่างกาย รักษาอุณหภูมิของร่างกายให้คงที่ (อ้างอิงที่ 1,2) 
  2. ผิวหนังแท้ (Dermis) เป็นผิวชั้นใน ประกอบด้วยส่วนที่เป็นเส้นใยประสานกันไปมาคือ โปรตีนเส้นใดของคอลลาเจน (Collagen fibers), โปรตีนเส้นใยอีลาสติก (Elastic fibers) และโปรตีนเส้นใยร่างแห (Recticulum fibers) นอกจากนี้ยังมีกล้ามเนื้อ เส้นเลือด เส้นประสาทต่างๆ ที่รับความรู้สึกอยู่ด้วย (อ้างอิงที่ 1,2) 
  3. ชั้นไขมันใต้ผิวหนัง (Subcutis) ทำหน้าที่รองรับผิวหนังให้คงรูปร่าง ช่วยลดการกระทบกระแทก และเป็นแหล่งพลังงานของร่างกายยามขาดแคลนพลังงาน (อ้างอิงที่ 1,2) คอลลาเจน (Collagen) มีรากศัพท์มาจากภาษากรีก คือ คอลลา(Kolla) ซึ่งแปลว่ากาว คอลลาเจนเป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่ประสานกันเป็นเส้นใยอยู่ใต้ชั้นผิวหนังแท้ ทำหน้าที่เสริมความเรียบตึงให้แก่ผิวหนัง ทำให้ผิวหนังดูเรียบ เนียน และทำงานคู่กับโปรตีนอีกชนิดหนึ่งที่ชื่อ อีลาสติน (Elastin) ในขณะที่คอลลาเจนมีหน้าที่เสมือนโครงร่างผิว อีลาสตินก็ทำหน้าที่ให้ความยืดหยุ่นแก่ผิว (อ้างอิงที่ 3) ในวัยเด็กคอลลาเจนยังไม่เสื่อมสลายและมีจำนวนมาก จึงทำให้เห็นว่าเด็กๆ หรือวัยรุ่นที่กำลังแตกเนื้อหนุ่มสาวมีผิวหนังที่เต่งตึง แต่เมื่อมีวัยมากขึ้นเส้นใยคอลลาเจนเหล่านี้จะเสื่อมสลายและมีปริมาณลดลง ทำให้ชั้นผิวหนังยุบตัวลง อันเป็นต้นเหตุของความเหี่ยวย่นและริ้วรอย อย่างไรก็ตามเราสามารถเสริมสร้างคอลลาเจนให้แก่ร่างกายได้เพื่อลดรอยเหี่ยวย่น (อ้างอิงที่ 4 ) ด้วยการรับประทานคอลลาเจน หรือวิธีการฉีดคอลลาเจนเข้าใต้ชั้นผิวหนังแท้ แต่วิธีการฉีดนั้นค่อนข้างจะยุ่งยากเพราะต้องใช้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญดังนั้น วิธีการรับประทานจึงเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด
สามารถนำรหัสสมาชิก 47024879 ไปซื้อได้ที่สำนักงานธุรกิจกิฟฟารีนทั่วประเทศ
สั่งซื้อออนไลน์ หรือติดต่อสอบถามข้อมูล


เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับสารอาหารเพื่อความงาม

20:11 0 Comments

            ความงดงามเป็นสิ่งที่ต้องใส่ใจในการดูแลและรักษา ความงามจะประกอบไปด้วยรูปร่างที่ดีและผิวพรรณที่ดี การดูแลสุขภาพเพื่อให้มีผิวพรรณที่ดีนั้น ทำได้ทั้งการดูแลจากภายในและภายนอก การดูแลจากภายนอกนั้น สามารถทำได้โดยด้วยการดูแลผิวให้สะอาดการให้ความชุ่มชื้นด้วยโลชั่นหรือมอยส์เจอร์ไรเซอร์ การป้องกันผิวจากแสงแดดด้วยโลชั่นหรือครีมกันแดด ส่วนการดูแลให้ผิวสวยจากภายในนั้น สามารถทำได้โดยการพักผ่อนให้พอเพียง การทำจิตใจให้ปลอดโปร่ง สบาย ไม่เครียด การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอการไม่สูบบุหรี่ หรือดื่มแอลกอฮอล์ และการได้

            มีปัจจัยหลายๆประการที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพผิวของเราได้ ทั้งปัจจัยจากภายนอก อันได้แก่สิ่งแวดล้อม แสงแดด มลภาวะต่างๆ และปัจจัยจากภายในคือการพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ ความเครียด การขาดการออกกำลังกาย การสูบบุหรี่การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ และที่สำคัญคือการเสื่อมสภาพของเซลล์ที่เกิดขึ้นจากอนุมูลอิสระ (Free radicals) ในร่างกาย

            อนุมูลอิสระสามารถได้รับจากมลภาวะภายนอกและยังเป็นสิ่งที่เซลล์ในร่างกายของเราสามารถสร้างขึ้นได้เองตลอดเวลาเสมือนเป็นของเสียอย่างหนึ่งของเซลล์ร่างกายเมื่อเกิดขึ้นโดยตัวมันเองจะไปทำให้เซลล์ของเราเสื่อมสภาพเร็วขึ้นร่างกายต้องใช้สารต้านอนุมูลอิสระทำลายทิ้งไปอยู่ตลอดเวลาเช่นกันเป็นที่ยอมรับทางการแพทย์ว่าอนุมูลอิสระเป็นสาเหตุหลักอย่างหนึ่งที่ทำให้เกิดความเสื่อมของทุกเซลล์และทั้งร่างกายเป็นสาเหตุหนึ่งของความแก่ชรา และโรคภัยไข้เจ็บจำนวนมา เช่นโรคเส้นเลือดตีบตัน โรคหัวใจขาดเลือด และโรคมะเร็ง ทางด้านผิวพรรณปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ให้สารอาหารซึ่งสามารถซ่อมแซมและบำรุงโครงสร้างผิวมากมายหลายชนิดทั้งที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระและสารสำคัญอื่นๆ ที่น่าสนใจมีดังนี้

• สารสกัดจากทับทิมในตำราแพทย์โบราณเปอร์เซียกล่าวไว้ว่าทับทิมทำให้ผิวหน้าสวยปรับปรุงระบบการฟอกและหมุนเวียนโลหิต ฯลฯสารสกัดจากทับทิมมีสารต้านอนุมูลอิสระ มีผลยับยั้งเซลล์มะเร็งเต้านมได้ช่วยในเรื่องลดการสะสมไขมันในผนังเส้นเลือดบำรุงตับ(อ้างอิงที่ 1-4)

• สารสกัดจากเมล็ดองุ่นเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุดหนึ่งของโลกและยังมีคุณสมบัติเฉพาะตัวช่วยออกฤทธิ์ปกป้องและลดความเสื่อมสภาพผิวช่วยเสริมสร้างคอลลาเจน ช่วยฟื้นฟูสุขภาพผิวจากภายในและป้องกันการทำลายผิวจากอนุมูลอิสระนอกจากนี้ยังมีผลดีต่อโรคหัวใจขาดเลือดสารสกัดจากเมล็ดองุ่นยังมีงานวิจัยว่ามีผลดีช่วยลดความเสี่ยงของมะเร็งหลายชนิด (อ้างอิงที่ 5,6)

• มิกซ์เบอร์รี่คือเบอร์รี่รวมหลายๆ ชนิด เช่น Bilberry, strawberry, Raspberry โดยเฉพาะBilberry มีสารในกลุ่มแอนโธซัยยานิน (Anthocyanins) คล้ายกับสารสกัดองุ่นเช่นกัน คือ มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระชะลอความเสื่อมของเซลล์มีงายวิจัยว่าสารจากเบอร์รี่ช่วยบำรุงการทำงานของเซลล์สมองและมีฤทธิ์ต้านการเจริญผิดปกติของเส้นเลือดฝอย (Anti Angiogenic) ซึ่งมีผลดีต่อการลดความเสี่ยงของการเกิดเส้นเลือดขอดและลดการเจริญของมะเร็งบางชนิด นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยจำนวนหนึ่งที่บอกว่าอาจมีผลบำรุงจอตาอีกด้วย (อ้างอิงที่ 7,8)

• โคเอนไซม์ คิวเทนเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีชื่อเสียงและมีงานวิจัยตลอดจนมีการทำเป็นอาหารเสริมทั่วโลก CoQ10 ออกฤทธิ์ยับยั้งการเกิดเส้นเลือดตีบตัน (Atherosclerotic) ด้วยกลไกการยับยั้งออกซิเดชั่นของไขมันในเลือดชนิดแอลดีแอล(ส่วนมากเป็นโคเรสเตอรอล)นอกจากนี้ยังถือเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพที่ช่วยชะลอการเสื่อมของเซลล์ชะลอการแก่ก่อนวัย (Anti-aging) และยังมีประโยชน์ในผู้ป่วยโรคหัวใจและเบาหวานอีกด้วย (อ้างอิงที่ 9,10)

• วิตามินอี เป็นสาร Antioxidant ป้องกันการแตกสลายของเยื่อหุ้มเซลล์ทำให้เม็ดเลือดแดงไม่แตกง่าย และจำเป็นต่อการเจริญและพัฒนาต่อเซลล์ประสาท(อ้างอิงที่ 11 ) วิตามินอียังทำให้ผิวพรรณชุ่มชื้นนุ่มนวล

• โปรตีนสกัดจากถั่วเหลือง เป็นแหล่งของคอลลาเจนและอีลาสตินในผิวหนังให้ผิวหนังมีความตึงตัวกระชับ นอกจากนี้ถั่วเหลืองยังมีสารจีเนสทีนซึ่งมีคุณสมบัติเป็นฮอร์โมนจากพืช บำรุงผิวพรรณและยังมีประโยชน์ในโรคหัวใจโรคกระดูกบาง ลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งหลายชนิด (อ้างอิงที่ 12-15)

• แครอท ในแครอทมีสาระสำคัญคือเบต้าแคโรทีนซึ่งมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ Antioxidant เบต้าแคโรทีนจะเปลี่ยนเป็นวิตามินเอในร่างกายในกรณีที่ร่างกายขาดวิตามิน เอซึ่งจะช่วยในการป้องกันโรคตาฟางและยังช่วยบำรุงผิวหนังอีกด้วย (อ้างอิงที่11)

• ใยอาหาร ช่วยในเรื่องระบบขับถ่ายลดการสะสมของเสียและสารเป็นพิษในร่างกาย (อ้างอิงที่ 11)

สามารถนำรหัสสมาชิก 47024879 ไปซื้อได้ที่สำนักงานธุรกิจกิฟฟารีนทั่วประเทศ
สั่งซื้อออนไลน์ หรือติดต่อสอบถามข้อมูล


เรื่องน่ารู้ของกลูตาไธโอน และสารอาหารที่ช่วยดูแลผิวพรรณ

20:09 0 Comments

          กลูต้าไธโอน (Glutathione) เป็นสารประกอบที่พบได้ทั่วไปในร่างกายของมนุษย์ ประกอบด้วยกรออะมิโน 3 ชนิดคือ กลูตาเมต (Glutamate) ซีสเทอีน (Cysteine) และไกลซีน (Glycine)

มีคุณสมบัติสรุปได้ดังนี้คือ

1. มีบทบาทยับยั้งการสร้างเม็ดสีดา ในกระบวนการสร้างเม็ดสี จึงช่วยลดความคล้ำของผิว
2. เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ จึงช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์
3. ถ้าร่างกายขาดกลูตาไธโอนจะเกิดภาวะที่เรียกว่า Oxidative Stress กลูตาไธโอนมีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการทำให้ผิวดูกระจ่างใสขึ้นด้วยการลดการสร้างเม็ดสีที่เป็นสีดำ ในกระบวนการสร้างเม็ดสีเมลานิน (Metabolic Pathway of Melanin) ของผิวหนัง ในผิวหนังของเรา เซลล์ที่สร้างสีดำมีชื่อว่า เมลาโนไซต์ (Melanocyte) เมื่อผิวหนังโดนแสงแดดหรือความร้อนจะกระตุ้นเซลล์เมลาโนไซต์ให้สร้างเม็ดสีเมลานินชนิดสีดำ (Eumelanin) และเม็ดสีเมลานินชนิดสีชมพู (Phaeomelanin) แต่ที่เราเห็นจะพบว่า โดยมากสีผิวจะคล้ำขึ้นเมื่อโดนแดด เพราะมีการสร้างสีเมลานินสีดำ และแสดงออกมาเด่นกว่า แต่ถ้ามีกลูต้าไธโอนเข้าร่วมในกระบวนการสร้างเม็ดสีเมลานินแล้ว สารกลูต้าไธโอนจะไปยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ Tyrosinase ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่มีบทบาทในการสังเคราะห์เม็ดสีเมลานินชนิดสีดำ ทำให้ร่างกายจะสังเคราะห์เม็ดสีเมลานินชนิดสีชมพูแทน

สามารถนำรหัสสมาชิก 47024879 ไปซื้อได้ที่สำนักงานธุรกิจกิฟฟารีนทั่วประเทศ
สั่งซื้อออนไลน์ หรือติดต่อสอบถามข้อมูล


เรื่องน่ารู้เพื่อผิวพรรณด้วยคุณประโยชน์ของขมิ้น กลูตาไธโอน และวิตามินซี,อี

15:09 0 Comments

          ชื่อขมิ้นในประเทศไทยเรียกตามภาษาท้องถิ่นมีหลายชื่อคือ ขมิ้นแกง (เชียงใหม่) ขมิ้นชัน (กลาง, ใต้) ขมิ้นหยอก, ขมิ้นหัว (เชียงใหม่) ขี้มิ้นและหมิ้น (ตรัง, ใต้) ตายอ (กะเหรี่ยง ก าแพงเพชร) สะยอ (กะเหรี่ยง, แม่ฮ่องสอน)

ประวัติความเป็นมา

            แหล่งกำเนิดที่แน่นอนของขมิ้นไม่เป็นที่รู้จัก แต่พบมากในเอเชียใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ส่วนใหญ่มาจาก ภาคตะวันตกของอินเดีย ขมิ้นเป็นพืชล้มลุกอยู่กลุ่มพืชจำพวกขิง มีเหง้าอยู่ใต้ดิน เนื้อเหง้ามีสีเหลืองอมส้ม หรือสีแสดออกแดง มีกลิ่นหอมและไม่มีเมล็ดพันธุ์ การขยายพันธุ์ใช้การแตกหน่อ โดยจะทำการเลือกจากลูกผสมระหว่างขมิ้นป่า (Curcuma aromatica) พื้นเมืองอินเดียศรีลังกาและเทือกเขาหิมาลัยตะวันออกและบางสายพันธุ์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด

            ขมิ้นมีการปลูกในอินเดียมาตั้งแต่สมัยโบราณ เป็นที่รู้จักในประเทศจีนเมื่อประมาณ 700 ปี, แอฟริกาตะวันออก 800 ปี และแอฟริกาตะวันตก 1,200 ปี ปัจจุบันมีการปลูกขมิ้นกันอย่างแพร่หลายในแถบประเทศเขตร้อนชื้น

            ขมิ้นมีสรรพคุณทางยามาตั้งแต่อดีต ก่อนคริสศักราช 250 ปี จากบันทึกการใช้ยาในเอเชียใต้, อ้างใน Treatises ภาษาสันสกฤตในทางการแพทย์ และใช้กันอย่างแพร่หลายในยาอายุรเวท และ Unani อายุรเวท Susruta ของเคท ในประเทศอินเดีย มีการบันทึกถึงการนำครีมที่มีขมิ้นเพื่อรักษาอาการของคนถูกที่วางยาพิษ แก้การอักเสบของแผลที่ผิวหนัง และบำรุงผิวพรรรณสำหรับผู้หญิง สำหรับศาสนาฮินดู ในพิธีแต่งงาน เจ้าสาวจะถูขมิ้นตามร่างกายของพวกเขา และกับทารกแรกเกิด โดยลูบบริเวณหน้าผากของพวกเขา เพื่อให้ผิวพรรณดูผ่องใส และแวววาวดูมีราศี ปราศจากสิ่งชั่วร้าย เหมือนในประเพณีไทยที่ผู้ชายที่กำลังบวชเป็นพระ จะใช้ขมิ้นในการขัดผิวในขั้นตอนการบวชนาค และพบว่าคนชนชั้นสูงในประเทศอินเดีย นำชิ้นส่วนของเหง้าของขมิ้น แช่ลงไปในน้ำเพื่อใช้ในอาบน้ำ มีรายงานว่าขมิ้นจะช่วยปรับโทนสีผิว หรือช่วยให้ผิวเนียน สว่างใส ผู้หญิงในแถบเอเชียจึงรู้ถึงสรรพคุณของขมิ้นเป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังนิยมนำไปประกอบอาหารเพื่อป้องกันโรคทางเดินอาหาร และเสริมสร้างสุขภาพผิวพรรณ ทั้งยังป้องกันโรคมะเร็ง โดยจะพบว่าคนแถบตะวันออกโดยเฉพาะคนเอเชียจะมีโอกาสเป็นโรคมะเร็งน้อยกว่าคน แถบตะวันตก

คุณประโยชน์ของขมิ้น

         เหง้าขมิ้นชันประกอบด้วยสารสำคัญประเภทเคอร์คูมินอยด์เป็นสารสีเหลือง ประกอบด้วยเคอร์คูมิน, เดสเมทอกซี เคอร์คูมิน และบิสเดส เมทอกซีเคอร์คูมิน และน้ำมันหอมระเหย มีสีเหลืองอ่อน มีสารสำคัญคือ เทอร์เมอโรน และซิงจีเบอรีน นอกจากนี้ยังมีสารกลุ่มเซสควิเทอร์ปีน และโมโนเทอร์ปีน อื่นๆ ขมิ้นชันที่ดีต้องมีปริมาณน้ำมันหอมระเหยจำพวกเคอร์คูมินอยด์คำนวณเป็นเคอร์ คูมินไม่น้อยกว่า 5% โดยน้ำหนัก และ 6% โดยปริมาตรต่อน้ำหนัก ตามลำดับตามมาตรฐานของตำรับยาสมนุไพรของประเทศไทย หรือไม่น้อยกว่า 3% และ 4% ตามลำดับ ตามมาตรฐานขององค์การอนามัยโลก

ผลการศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา

         การศึกษาในสัตว์ทดลองหรือในหลอดทดลองพบว่า สารสกัดหรือสารส าคัญของขมิ้นชันมีฤทธิ์ทางยาที่ส าคัญพอสรุปได้ ดังนี้

1. ฤทธิ์ลดการอักเสบผัวหนัง
2. ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและ antioxidant activity ของสารกลุ่มเคอร์คูมินนอยด์
3. ฤทธิ์ต้านการก่อกลายพันธุ์และต้านการเกิดมะเร็งจากการได้รับสารก่อมะเร็งที่กระตุ้นให้เกิดมะเร็งในอวัยวะต่างๆ
4. ฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย
5. ฤทธิ์ต้านเชื้อราที่เป็นสาเหตุของโรคกลาก

กลูตาไธโอน ( Glutathione)

          กลูตาไธโอน (Glutathione) จัดเป็นสารประเภท Tripeptide ซึ่งประกอบด้วย กรดอะมิโน 3 ชนิด คือ Glutamine, Cysteine และ Glycine ที่ร่างกายสามารถสร้างขึ้นเองได้ แต่มีปริมาณน้อยอาจไม่เพียงพอในการนำไปสร้างสารต้านอนุมูลอิสระเพื่อป้องกัน การเสื่อมต่างๆ ของเซลล์ในร่างกาย การรับประทานกลูตาไธโอนสามารถดูดซึมผ่านผนังลำไส้เล็กได้ แต่ส่วนที่อยู่ในทางเดินอาหารส่วนอื่นจะถูกย่อย สลายได้เป็นกรดอะมิโนต่างๆ คือ กลูตามีน ซีสเทอีน และไกลซีน ซึ่งสามารถนำมาสร้างเป็นกลูตาไธโอนได้ใหม่ภายในเซลล์ กลูตาไธโอนช่วยให้ผิวขาวกระจ่างใส เนื่องจากมีส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการการสร้างเม็ดสีเมลานินของผิวหนัง ที่ถูกสร้างขึ้นในหนังกำพร้าชั้นล่างสุด โดยถ้าร่างกายมีกลูตาไธโอนก็จะสามารถยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ Tyrosinase ซึ่งมีหน้าที่ในการผลิตเมลานินและทำให้ผิวมีสีคล้ำ เพราะเมื่อเอนไซม์ Tyrosinase ถูกยับยั้งก็จะทำให้มีการสร้าง Pheonomelanin

บทบาทของกลูตาไธโอนต่อผิว

1. ยับยั้งการสร้างเม็ดสีเมลานิน ทำให้ผิวขาวขึ้น จุดด่างดำลดลง
2. เป็นแอนติออกซิแดนท์ (สารต้านอนุมูลอิสระ) ช่วยลดรอยหิวย่นและทำให้ผิวเรียบเนียนใส นอกจากนี้ กลูตาไธโอน จะสามารถทำงานได้ดีเมื่อมีวิตามินซีและวิตามินอีร่วมด้วย

วิตามินซี

         วิตามินซีมีความสำคัญต่อกระดูกเยื่ออ่อนและผิวหนัง กล่าวคือ วิตามินซีจะช่วยร่างกายในการผลิตและรักษาระดับของสารคอลลาเจน (Collagen) ซึ่งเป็นโปรตีนที่ใช้ในการสร้างกระดูกและฟัน เส้นเอ็นและผิวหนังที่กระจายอยู่ทั่วไปในโครงสร้างของร่างกาย

วิตามินซีกับความสวยความงาม

        วิตามินซีสามารถป้องกันอันตรายจากแสงยูวี หากเราทาวิตามินซีก่อนออกแดดจะสามารถลดปัญหาผิวไหม้ บรรเทาอาการอักเสบของผิวเมื่อถูกแสงแดด และพบว่าเมื่อทาร่วมกับวิตามินอีและครีมกันแดดที่มี Oxybenzone ก็จะสามารถป้องกันอันตรายจากแสงแดดได้ดีขึ้น ทั้งยังมีฤทธิ์ต้านการเกิดออกซิเดชั่น (Antioxidant) ช่วยกำจัดอนุมูลอิสระที่เกิดจากความชราของผิวหนังได้เป็นอย่างดี โดยมีการทดลองทาวิตามินซีที่ใบหน้าเป็นเวลา 3 เดือน พบว่าทำให้เส้นริ้วรอยบางๆ จางหายไป ผิวหน้านุ่มเนียนขึ้น วิตามินซียังมีความโดดเด่นในการผูกใจคนรักสวยรักงาม คือ ท าให้เม็ดสีเมลานินจางลง กระตุ้นการไหลเวียนโลหิต ของผิวพรรณ ช่วยให้ผิวขาวขึ้นได้ในคนที่เป็นฝ้า กระ รอยดำ ส่งผลให้ผิวพรรณสดใสเรียบเนียนและมีสุขภาพดีขึ้น และยังช่วยสมานแผล

วิตามินอี

          วิตามินอีเป็นคำเรียกสารประกอบกลุ่มหนึ่งชื่อ โทโคฟีรอล (Tocopherol) ซึ่งมี 4 รูปแบบหลักๆ คือ แอลฟา (Alpha) เบตา (Beta) แกมมา (Gamma) และเดลตา (Delta) แต่แอลฟาโทโคฟีรอล (Alpha-tocopherol) เป็นชนิดที่พบมากที่สุด และออกฤทธิ์มากที่สุด วิตามินอีเป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน ร่างกายจึงเก็บสะสมไว้ได้นาน

บทบาทของวิตามินอีต่อผิว

-ปกป้องเยื่อบุเซลล์
-เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ช่วยเปลี่ยนอนุภาคออกซิเจนที่ไม่เสถียรให้เป็นกลาง จึงไม่ท าลายเซลล์ของร่างกาย
-เป็นตัวช่วยไขกระดูกในการสร้างเลือด ช่วยขยายเส้นเลือด ต้านการแข็งตัวของเลือด ลดความสามารถในการจับตัวเป็นลิ่มเลือด

เอกสารอ้างอิง

1. สถาบันวิจัยสมุนไพร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์มาตรฐานสมุนไพรเล่มที่ 3 ชุดเห็ดเทศ Senna alata (L.)Roxb. โรงพิมพ์ องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก, กรุงเทพฯ. 2545
2. กองวิจัยและพัฒนาสมุนไพร กรมวิทยาศาสตร์กาแพทย์คู่มือสมุนไพรเพื่อการสาธารณสุขมูลฐาน Text and journal Corporation กรุงเทพฯ 2531:42.
3. J Ethnopharmacol 1990;29 : 337-340.
4. J Ethnopharmacol 1995;45 : 151-156.
5. J Ethnopharmacol 2003;84(1) : 1-4.
6. Arjinpathana N, Asawanonda P. Glutathione as an oral whitening agent : A randomized, double-blind, placebo-controlled study, Journal of Dermatological Treatment 2010: 1:6.
7. มัณฑนา ภานุมาภรณ์. Herbal Whitening Agents. ใน : มัณฑนา ภานุมาภรณ์, บรรณาธิการ. Cosmetics for Aestheic and Hwalth กรุงเทพฯ : สานักพิมพ์กรุงเทพฯ เวชสาร ; 2552 : 107-130.
8. Witschai A, Reddy S, Stofer B, et al. The systemic availability of oral glutathione : Effect on plasma concentration. American Journal of Physiology 1992;43:667-669.
9. Hagen TM, Wierzbicks GT, Sillau AH, et al. Bilavailability of dietary glutathione: Effect on plasma concentration. American Journal of Physilogy-Gastrointestinal and liver Physiology 1990;259(4 22-4).
10. Vikram Sinai Talaulikar, Isaac T. manyonda. Vitamin C as an antioxidant supplement in women’s health: a myth in need of urgent burial, European Journal of Obstetrics & Gynecology and Reproductive Biology, Volume 157, Issue 1, July 2011, Pages 10=13
11. Jens J. Thiele, Swarna Ekanayake-Mudiyanselage. Vitamin E in human skin:Organ-specific physiology and considerations for its use in dermatology and considerations for its use in dermatology, Molecular Aspects of Medicine, Volume 28, Issues-56, October-December 2007, Pages 646-667
12. Jay S. Trivedi, Steven L. Krill, James J. Fort. Vitamin E as a human skim penetration enhancer European Journal of Pharmaceutical Sciencer, Volume 3, Issue 4, August 1995, Pages 241-243

สามารถนำรหัสสมาชิก 47024879 ไปซื้อได้ที่สำนักงานธุรกิจกิฟฟารีนทั่วประเทศ
สั่งซื้อออนไลน์ หรือติดต่อสอบถามข้อมูล


เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับสารสกัดจากเมล็ดองุ่น

14:59 0 Comments

ประโยชน์
1. ลดการสะสมของโคเลสเตอรอลในผนังเส้นเลือดทำให้เส้นเลือดไม่ตีบตัน ลดการอุดตันของเส้นเลือด 
2. มีผลต่อกล้ามเนื้อหัวใจ โดยทำให้กล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรง และทนทานต่อภาวการณ์ขาดเลือดและลดการเต้นผิดจังหวะ มีผลทำให้ลดอัตราการตายจากโรคหัวใจ 
3. มีผลยับยั้งเซลล์มะเร็งหลายชนิด เช่น มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งต่อมลูกหมาก และมะเร็งเต้านมในคน 
4. สามารถป้องกันเซลล์มะเร็งในช่องปาก จมูก หลอดอาหาร ในกลุ่มประชากรที่เคี้ยวใบชาซึ่งเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งชนิดนี้

         การรับประทานผักและผลไม้ที่มีเบต้าแคโรทีน วิตามิน ซี และวิตามิน อี สูง สามารถที่จะลดอุบัติการณ์การเป็นมะเร็งเต้านมและมะเร็งปอด และยังลดอุบัติการณ์ของโรคหัวใจขาดเลือด ทั้งหมดนี้มีงานวิจัยสนับสนุนในประชากรนับหมื่นคน กล่าวโดยสรุปแล้ว สารต้านอนุมูลอิสระมีผลต่อร่างกาย เป็นสารธรรมชาติที่ช่วยชะลอการแก่และลดมะเร็งต่างๆ และลดอุบัติการณ์ของโรคหัวใจขาดเลือดได้จริง มีมากในผักและผลไม้หลายชนิด ซึ่งอาจจะหารับประทานได้ไม่ยาก

         สารสกัดจากเมล็ดองุ่นเป็นสารประเภทไบโอฟลาโวนอยด์ มีสารที่สำคัญหลายตัวเป็นกลุ่มของโปรแอนโทรไซยานิดิน (Proanthocyanidin) หรือมีอีกชื่อว่า พีซีโอ (PCO : Procyanidolic Oligemars) มีประสิทธิภาพต้านอนุมูลอิสระ สารพีซีโอตัวนี้มีมากที่สุดในเมล็ดองุ่น บลูเบอรี่ เชอรี่ พลัม ถั่ว และผักบางชนิด

เอกสารอ้างอิง

1. Grape seed proanthocyanidins improved cardiac recovery during reperfusion after ischemia in isolated rat hearts.Am J Clin Nutr 2002 May;75 (5) :894-9.
2. Proanthocyanidin-rich extract from grape seeds attenuates the development of aortic atherosclerosis in cholesterol-fed robbits.Atherosclerosis 1999;142 (1):139-49
3 Grape seed proanthocyanidins improved cardiac recovery during reperfusion after ischemia in isolated rat hearts.Am J Clin Nutr 2002 May;75 (5) :894-9.
4. Free radicals and grape seed proanthocyanidin extract: Importance in human health and disease prevention.Toxicology 2000 Aug 7;148 (2-3) :187-97
5. Anticarcinogenic effect of a polyphenolic fraction isolated from grape seeds in human prostate carcinoma DU145 cells: modulation ofmitogenic signaling and cell-cycle regulators and induction of G1 arrest and apoptosis. Mol Carcinog 2000 Jul;28(3):129-38
6. A polyphenolic fraction from grape seeds causes irreversible growth inhibition of breast carcinoma MDA-MB468 cells by inhibitingmitogenactivated protein kinases activation and inducing G1 arrest and differentiation. Clin Cancer Res 2000 Jul;6(7):2921-30
7. Protective effects of antioxidants against smokeless tobacco-induced oxidative tress and modulation of Bcl-2 and p53 genes in human oralKeratinocytes. Free Radic Res 2001 Aug;35(2):181-94
8. Relationship between the intake of high-fiber foods and energy and the risk of cancer of the large bowel and breast.Eur J Cancer Prev 1998;7 Suppl 2:S11-7:S11-7
9. Protective effect of fruits and vegetables on stomach cancer in a cohort of Swedish twins. Int J Cancer 1998;76(1):35-7.
10. Dietary factors and risk of lung cancer in never-smokers. Int J Cancer 1998;78(4):430-6
11. Vegetableand fruit intake and the risk of lung cancer in women in Barcelona, Spain. Eur J Cancer 1997;33(8):1256-61.
12. Intake of vitamins E, C, and A and risk of lung cancer. The NGANES I epidemiologic follow-up study. First National Health and NutritionExamination Survey. Am J Epidemiol 1997;146(3):231-43
13. Dletary carotenoids and vitamins A, C, and E and risk of breast cancer. J Natl Cancer Inst 1999;91(6):547-56.
14. Vegetable and fruit consumption and prostate cancer risk: a cohort study in The Netheriands. Cancer Epidemiol Biomarkers Prev1998;7(8) :673-80
15. Fruit and vegetable intake and incidence of bladder cancer in a male prospective cohort. J Natl Cancer Inst 1999;91(7):605-13.
16. Dietary antioxidants and risk of myocardial infarction in the elderly; the Rotterdam Study. Am J Clin Nutr 1999;69(2):261-6.

สามารถนำรหัสสมาชิก 47024879 ไปซื้อได้ที่สำนักงานธุรกิจกิฟฟารีนทั่วประเทศ
สั่งซื้อออนไลน์ หรือติดต่อสอบถามข้อมูล


เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ 3 หัวใจแห่งความงาม

13:36 0 Comments
        3 หัวใจแห่งความงามตลอดกาล แอสตาแซนธิน เซราไมด์ และ น้ำทับทิม แอสตาแซนธิน ( Astaxanthin) หัวใจแห่งความอ่อนเยาว์ของผิวพรรณ แอสตาแซนธิน คือ สารต้านอนุมูลอิสระที่ได้รับการยอมรับจากวารสารทางวิชาการระดับนานาชาติในเรื่องการดูแลผิวให้คงความอ่อนเยาว์ แอสตาแซนธินเป็นสารสีแดงที่สามารถพบได้ตามธรรมชาติจากปลาแซลมอน, ปลาเทราท์, ไข่ปลาคาเวียร์, เปลือกกุ้ง, เปลือกปู (อ้างอิงที่ 1) และสาหร่ายฮีมาโตคอกคัส พลูวิเอลิส (Haematococcus pluvialis) ซึ่งถือได้ว่าเป็นแหล่งที่มีแอสตาแซนธินมากที่สุดในธรรมชาติ (อ

         มีงานวิจัยหลายฉบับที่ศึกษาผลของแอสตาแซนธินต่อสุขภาพผิวพบว่า การรับประทานแอสตาแซนธินอย่างสม่ำเสมอเป็นเวลาต่อเนื่องกัน 6-8 สัปดาห์ พบว่าริ้วรอยตื้น (Fine wrinkle) บนผิวแลดูลดเลือนลง ความยืดหยุ่นและความชุ่มชื้นของผิวดีขึ้น จุดด่างดำจากแสงแดดลดลง และสุขภาพผิวโดยรวมดีขึ้น (อ้างอิงที่ 3)

1. เซราไมด์ (Ceramide)

หัวใจแห่งความแข็งแรงและความชุ่มชื้นของผิวพรรณ

        เซราไมด์ เป็นองค์ประกอบหลักของไขมันทั้งหมดในผิวชั้นบนสุดของหนังกำพร้า ทำหน้าที่เชื่อมให้เคราตินบนผิวชั้นบนสุดเรียงตัวกันอย่างเป็นระเบียบ จึงทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันต่างๆ ของผิว เช่น ป้องกันและปกปิดอวัยวะภายในไม่ให้ได้รับอันตราย ป้องกันเชื้อโรคไม่ให้เข้าสู่ร่างกายได้โดยง่าย ช่วยรักษาอุณหภูมิของร่างกายให้คงที่ อีกทั้งยังช่วยกักเก็บน้ำและรักษาความชุ่มชื้นสำหรับผิว รวมทั้งรักษาระดับการซึมผ่านของน้ำในผิว จึงช่วยให้ผิวแข็งแรง เปล่งปลั่งสดใส ไม่แห้งกร้าน

        มีข้อมูลจากงานวิจัยที่สอคล้องกับคุณสมบัติของเซราไมด์ที่กล่าวมาโดยรายงาน ว่า การลดลงของระดับเซราไมด์จะส่งผลให้ระดับความชุ่มชื้นของผิวลดลงจนกระทั่งผิว แห้งกร้าน แตกลาย และนำไปสู่การเกิดริ้วรอยร่องลึกอย่างถาวร รวมไปถึงโรคผิวหนังต่างๆ ได้แก่ โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic dermatitis) โรคผื่นแพ้จากการสัมผัส (Contact dermatitis) และโรคสะเก็ดเงิน (Psoriasis) (อ้างอิงที่ 4,5)

        นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยในประเทศญี่ปุ่นรายงานว่า การรับประทานเซราไมด์ที่ได้จากพืช (Plant ceramide) จะทำให้ปริมาณน้ำในชั้นผิวหนังมีระดับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุมที่ไม่ได้รับประทานเซราไมด์ (อ้างอิงที่ 6) ดังนั้น การรับประทานเซราไมด์จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการดูแลผิวให้แข็งแรง และคงความชุ่มชื้นของผิวไว้ โดยเซราไมด์จะพบได้มากในอาหารจำพวกข้าวในส่วนของรำข้าวและจมูกข้าว ซึ่งข้าวที่ถูกขัดสีไปจะมีส่วนประกอบของเซราไมด์เหลืออยู่น้อยมาก จึงควรเลือกรับประทานเซราไมด์ที่สกัดมาจากข้าวโดยตรง

         และยังพบว่า เซราไมด์มีคุณสมบัติเป็นไวท์เทนเนอร์ (Whitener) สามารถลดการสังเคราะห์สารเมลานินได้ด้วยกลไกการชะลอการกระตุ้น ERK (Extracellular signal-regulated protein kinase (อ้างอิงที่ 7) จากข้อมูลสนับสนุนดังกล่าว เซราไมด์จึงเหมาะในการช่วยฟื้นฟูสภาพผิวที่แห้งรุนแรง ปกป้องและสร้างเกราะป้องกันความชุ่มชื้นให้กับผิวพรรณ เหมาะเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มีผิวแห้งกร้าน ผิวแพ้ง่าย และผิวที่เริ่มมีริ้วรอย

2. ทับทิม (Pomegranate ; Punica granatum L)
หัวใจของการดูแลรักษาองค์รวมแห่งสุขภาพ

       ทัมทิม ผลไม้รสเปรี้ยวอมหวาน อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูงหลายชนิด ทั้งในเปลือก เมล็ด และน้ำทับทิม ได้แก่ Polyphenols, Anthocyanins, Anthrocyanidins, Ellagic acid derivatives และ Hydrolyzabie tannins ทับทิมจึงได้รับการยอมรับจากงานวิจัยอย่างแพร่หลายในคุณประโยชน์ต่อสุขภาพ ได้แก่ (อ้างอิงที่8,9)

1. ส่งเสริมสุขภาพผิวพรรณให้ดีขึ้น
2. ลดการสะสมไขมันที่ผนังหลอดเลือด ลดความเสี่ยงการเกิดโรคหลอดเลือดอุดตัน และโรคหัวใจขาดเลือด
3. บำรุงตับ ปกป้องตับจากสารพิษต่างๆ
4. ลดความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งเต้านม และมะเร็งต่อมลูกหมาก

เอกสารอ้างอิง

1. Cosmetic benefit of astaxanthin on humans subject. Acta Biochimica Polonica. 2012 ; 59(1) : 43-47
2. Astaxanthin, a carotenoid with potential in human health and nutrition. J Nat Prod. 2006 Mar; 69(3):443-9
3. The Effect of a Dieatry Supplement Containing Astaxanthin on Skin Condition. Carotenoid Science. 2006 Volum 10
4. Ceramides and skin function. Am J Clin Dermatol. 2003;4(2): 107-29
5. Role of ceramides in barrier function of healthy and diseased skin. Am J Clin Dermatol. 2005;6(4):215-23
6. Evaluation of skin-moisturizing effects of oral or percutaneous use of plant ceramides. Rinsho Byori. 2007 Mar;55(3):209-15
7. Delayed ERK activation by ceramide reduces melanin synthesis in human melanocytes. Cell Signal. 2002 Sep; 14(9):779-85
8. Albrecht M., Jiang W., Kumi-Diaka J., Lansky EP., Gommersall LM., Patel A., Mansel RE., Neeman I., Geldof AA., and Campbell MJ. (2004). Pomegranate extracts potently suppress proliferation, xenograft growth, and invasion of human prostate cancer cells. Journal of Medicinal Food. 7(3): 274-283.
9. Aviram M., Dornfeld L., Kaplan M., Coleman R., Gaitini D., Nitecki S., Hofman A., Rosenblat M., Volkova N., Presser D., Attias J., Hayek T., and Fuhrman B. (2002). Pomegranate juice flavonoids inhibit low-density lipoprotein oxidation and cardiovascular diseases: studies in atherosclerotic mice and in humans. Drugs under experimental and clinical research. 28(2-3): 49-62.

สามารถนำรหัสสมาชิก 47024879 ไปซื้อได้ที่สำนักงานธุรกิจกิฟฟารีนทั่วประเทศ
สั่งซื้อออนไลน์ หรือติดต่อสอบถามข้อมูล


วันเสาร์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2561

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับไลโคพีน

00:32 0 Comments

ไลโคพีน (Lycopene) เป็นสารแคโรทีนอยด์ (Carotenoid) ที่มีคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระที่โดดเด่น มีประโยชน์ดังนี้
•    มีบทบาทในการป้องกันและลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก
•    ช่วยลดขนาดเนื้อร้ายในผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมาก
•    ช่วยหยุดการโตของต่อมลูกหมากในผู้ป่วยต่อมลูกหมากโต
•    ช่วยบำรุงผิว ทำให้ผิวเนียนนุ่ม ป้องกันผิวจากการถูกทำร้ายโดยแสงแดด
•    ช่วยต้านมะเร็งได้หลายชนิด เช่น มะเร็งรังไข่ มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งปอด
•    ช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด
•    ช่วยลดความเสี่ยงของการเป็นโรคกระดูกพรุน
•    ช่วยเพิ่มปริมาณและคุณภาพของตัวอสุจิในชายที่มีบุตรยาก

       ไลโคพีนพบได้ในร่างกาย โดยพบมากที่ต่อมหมวกไต (Adrenal) และลูกอัณฑะ (Testis)  เนื่องจากร่างกายมนุษย์ ไม่สามารถสังเคราะห์ไลโคพีนขึ้นเองได้ จึงจำเป็นต้องได้รับจากอาหาร โดยแหล่งของไลโคพีนที่สำคัญคือ มะเขือเทศและผลิตภัณฑ์จากมะเขือเทศ ซึ่งไลโคพีนเป็นสารที่ให้สีแดงในมะเขือเทศนั่นเอง นอกจากนี้ยังพบได้จากผลไม้อื่นๆ เช่น แตงโม ฝรั่ง มะละกอ และพืชในตระกูลส้ม
ไลโคพีนมีคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระที่มีศักยภาพสูง โดยมีความโดดเด่นในด้านการยับยั้งการทำงานของ Singlet Oxygen (Singlet Oxygen Quenching) มีงานวิจัยต่างๆ เกี่ยวกับประโยชน์ของไลโคพีนในหลายๆ ด้าน ที่มีต่อมนุษย์ ดังนี้
ประโยชน์ของไลโคพีนต่อสุขภาพของต่อมลูกหมากในเพศชาย
        มีงานวิจัยในระดับ Meta-analysis ซึ่งถือว่าเป็นงานวิจัยที่น่าเชื่อถือที่สุด เนื่องจากเป็นกระบวนการวิจัยที่ผู้วิจัยได้รวบรวมข้อมูลงานวิจัยต่างๆ อย่างเป็นระบบ มีการประเมินงานวิจัยดังกล่าว แล้วใช้สถิติชั้นสูงในการวิเคราะห์ประมวลผล ซึ่งจะทำให้ลดอคติ (Bias) ได้  สรุปได้ว่า ผลิตภัณฑ์จากมะเขือเทศและไลโคพีน มีบทบาทในการป้องกันและลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากได้
นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยที่ศึกษาเกี่ยวกับผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมากได้รับประทานไลโคพีน เป็นระยะเวลา 3 อาทิตย์ก่อนทำการผ่าตัด พบว่าเนื้อร้ายมีขนาดเล็กลง
 ในด้านการศึกษาเกี่ยวกับโรคต่อมลูกหมากโต มีการศึกษาในชายสูงอายุที่เป็นโรคต่อมลูกหมากโตแต่ไม่ได้เป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก จำนวน 40 คน โดยได้รับไลโคพีนเป็นระยะเวลา 6 เดือน พบว่าช่วยหยุดการโตของต่อมลูกหมากได้

ประโยชน์ของไลโคพีนต่อสุขภาพผิว
       มีการศึกษาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างไลโคพีนกับสุขภาพผิว โดยทำการศึกษาในกลุ่มผู้หญิงอายุ 40-50 ปี จำนวน 20 คน พบว่าผู้หญิงที่มีปริมาณไลโคพีนสูงกว่าที่ผิว จะมีผิวที่เนียนนุ่มกว่า  และมีงานวิจัยในมนุษย์พบว่า การได้รับไลโคพีนช่วยป้องกันผิวเสียจากแสงแดดได้

ประโยชน์ของไลโคพีนในการต้านมะเร็ง
        นอกจากมะเร็งต่อมลูกหมากแล้ว ไลโคพีนยังอาจช่วยลดความเสี่ยงของมะเร็งได้อีกหลายชนิด ด้วยคุณสมบัติการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีนั่นเอง มีงานวิจัยในระดับ Meta-analysis ซึ่งเป็นงานวิจัยที่น่าเชื่อถือที่สุดรายงานว่า  ไลโคพีนมีบทบาทในการลดความเสี่ยงของมะเร็งรังไข่ในหญิงวัยหมดประจำเดือน ลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารและมะเร็งหลอดอาหารได้ การศึกษาอื่นๆ พบว่าไลโคพีนยังช่วยลดความเสี่ยงในเรื่องมะเร็งปอดได้อีกด้วย

ประโยชน์ของไลโคพีนต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด
       จากการศึกษาในกลุ่มผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือด (Cardiovascular disease) พบว่าไลโคพีนช่วยทำให้การทำงานของเซลล์ในหลอดเลือดดีขึ้น และมีรายงานว่า ไลโคพีนช่วยต้านการพัฒนาของโรคหลอดเลือดหัวใจไม่ให้ลุกลามได้  นอกจากนี้ยังมีการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการได้รับไลโคพีนกับอุบัติการณ์การเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นระยะเวลานานกว่า 10 ปี พบว่า การได้รับไลโคพีนช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดได้

ประโยชน์ของไลโคพีนต่อโรคกระดูกพรุน
       มีรายงานการศึกษาในกลุ่มผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน พบว่าการได้รับไลโคพีนช่วยลดการสลายของกระดูกได้ จึงอาจเป็นประโยชน์ในการลดความเสี่ยงของการเป็นโรคกระดูกพรุนได้ และจากการติดตามศึกษาในกลุ่มผู้สูงอายุที่เป็นเพศชาย 370 คน และเพศหญิง 576 คน อายุ 70-80 ปี เป็นเวลากว่า 17 ปี พบว่าในกลุ่มที่ได้รับไลโคพีนสูง ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดกระดูกสะโพกหักได้  

ประโยชน์ของไลโคพีนต่อภาวะการมีบุตรยากในเพศชาย
        มีรายงานการศึกษาเรื่องไลโคพีนกับภาวะการมีบุตรยากในเพศชาย พบว่า ไลโคพีนช่วยทำให้มีปริมาณอสุจิสูงขึ้น  มีอัตราการรอดชีวิตของอสุจิสูงขึ้น และช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันได้ ทั้งยังมีรายงานในมนุษย์ว่า ช่วยเพิ่มอัตราการตั้งครรภ์ได้  อีกการศึกษาหนึ่งทำกับกลุ่มชายที่มีบุตรยากโดยไม่ทราบสาเหตุ พบว่าช่วยเพิ่มจำนวนอสุจิได้ลักษณะรูปร่างของตัวอสุจิสมบูรณ์ขึ้น และเพิ่มคุณภาพการเคลื่อนไหวของตัวอสุจิได้ดีขึ้น

เอกสารอ้างอิง
1.ไลโคปีน (Lycopene) สืบคืนวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2559 จากเวปไซต์ ภาควิชาเภสัชเวทและเภสัชพฤกษศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์. http://pcog2.pharmacy.psu.ac.th/thi/article8-51.asp
2. Quenching Activities of Common Hydrophilic and Lipophilic Antioxidants against Singlet Oxygen Using Chemiluminescence Detection System. Carotenoid Science, Vol.11, 2007, 16-20
3. Overview of mechanisms of action of lycopene. Exp Biol Med (Maywood). 2002 Nov;227(10):920-
4. The role of tomato products and lycopene in the prevention of prostate cancer: a meta-analysis of observational studies. Cancer Epidemiol Biomarkers Prev. 2004 Mar;13(3):340-5.              
5. Lycopene and Risk of Prostate Cancer: A Systematic Review and Meta-Analysis. Medicine (Baltimore). 2015 Aug; 94(33):e1260.
6. Lycopene/tomato consumption and the risk of prostate cancer: a systematic review and meta-analysis of prospective studies. J Nutr Sci Vitaminol (Tokyo). 2013;59(3):213-23.
7. มะเร็งต่อมลูกหมาก สืบคืนวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2559 จากเวปไซต์ สาขาศัลยศาสตร์ยูโรวิทยา ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล. http://www.si.mahidol.ac.th/th/department/surgery/urogicalWebsite/th/article.html
8. Phase II randomized clinical trial of lycopene supplementation before radical prostatectomy. Cancer Epidemiol Biomarkers Prev. 2001 Aug;10(8):861-8.
9.Effects of lycopene supplementation in patients with localized prostate cancer. Exp Biol Med (Maywood). 2002 Nov;227(10):881-5.
10. Lycopene inhibits disease progression in patients with benign prostate hyperplasia. J Nutr. 2008 Jan;138(1):49-53.
11. Cutaneous concentration of lycopene correlates significantly with the roughness of the skin. Eur J Pharm Biopharm. 2008 Aug;69(3):943-7.
12. Tomato paste rich in lycopene protects against cutaneous photodamage in humans in vivo: a randomized controlled trial. Br J Dermatol. 2011 Jan;164(1):154-62.  
13. Lycopene: a review of its potential as an anticancer agent. Curr Med Chem Anticancer Agents. 2005 Nov;5(6):627-35.  
14. Meta-analysis of the association between dietary lycopene intake and ovarian cancer risk in postmenopausal women. Sci Rep. 2014 May 9;4:4885.  
15. The role of tomato products and lycopene in the prevention of gastric cancer: a meta-analysis of epidemiologic studies. Med Hypotheses. 2013 Apr;80(4):383-8.
16. Carotenoid intake and esophageal cancer risk: a meta-analysis. Asian Pac J Cancer Prev. 2013;14(3):1911-8. 17 .Tomato Lycopene and Lung Cancer Prevention: From Experimental to Human Studies. Cancers (Basel). 2011 Jun; 3(2): 2333–2357.
18. Effects of oral lycopene supplementation on vascular function in patients with cardiovascular disease and healthy volunteers: a randomised controlled trial. PLoS One. 2014 Jun 9;9(6):e99070.
19. Lycopene and Its Antioxidant Role in the Prevention of Cardiovascular Diseases - A Critical Review. Crit Rev Food Sci Nutr. 2015 Feb 12:0.  
20. Relationship of lycopene intake and consumption of tomato products to incident CVD. Br J Nutr. 2013 Aug 28;110(3):545-51.  
21. Dietary restriction of lycopene for a period of one month resulted in significantly increased biomarkers of oxidative stress and bone resorption in postmenopausal women. J Nutr Health Aging. 2011 Feb;15(2):133-8.
22. Supplementation with the antioxidant lycopene significantly decreases oxidative stress parameters and the bone resorption marker N-telopeptide of type I collagen in postmenopausal women. Osteoporos Int. 2011 Apr;22(4):1091-101.
23. Protective effect of total carotenoid and lycopene intake on the risk of hip fracture: a 17-year follow-up from the Framingham Osteoporosis Study. J Bone Miner Res. 2009 Jun;24(6):1086-94.  
24. Lycopene and male infertility. Asian J Androl. 2014 May-Jun;16(3):420-5.
25. Lycopene therapy in idiopathic male infertility--a preliminary report. Int Urol Nephrol. 2002;34(3):369-72.


สามารถนำรหัสสมาชิก 47024879 ไปซื้อได้ที่สำนักงานธุรกิจกิฟฟารีนทั่วประเทศ
สั่งซื้อออนไลน์ หรือติดต่อสอบถามข้อมูล



วันจันทร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับน้ำมันมะพร้าว

00:11 0 Comments
         น้ำมันมะพร้าวได้รับการยอมรับว่าเป็น “ต้นไม้แห่งชีวิต” เพราะสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย อีกทั้งยังนำมาสกัดเป็นน้ำมันเพื่อใช้ในการดูแลสุขภาพได้อีกด้วย

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับน้ำมันมะพร้าว
        เนื่องจากกระแสการนำน้ำมันมะพร้าวมาใช้ผลิตภัณฑ์ต่างๆทั้งในและต่างประเทศมีแนวโน้มที่สูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นครีมบำรุงผิว น้ำมันหมักผม แชมพู ครีมนวดผม หรือแม้กระทั่งในผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ทำให้น้ำมันมะพร้าวได้รับการยอมรับว่าเป็น “ต้นไม้แห่งชีวิต” เพราะสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย อีกทั้งยังนำมาสกัดเป็นน้ำมันเพื่อใช้ในการดูแลสุขภาพได้อีกด้วย

น้ำมันมะพร้าว(Coconut Oil)
      น้ำมันมะพร้าวสามารถแบ่งได้ออกเป็น 2 ประเภทตามกระบวนการผลิตคือ
1.น้ำมันมะพร้าวทั่วไป (RBD Coconut oil)
       เป็นน้ำมันมะพร้าวที่ผลิตจากเนื้อมะพร้าวแห้ง (Copra) นำมาทำให้บริสุทธิ์ (Refined) ฟอกสี (Bleached) และกำจัดกลิ่น (Deodorized) ก่อนจะนำไปบริโภคหรือใช้ในการประกอบอาหาร น้ำมันมะพร้าวทั่วไปนี้จะมีความหนืด และมีสีเหลืองอ่อน
2.น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ (Virgin Coconut Oil)  
        เป็นน้ำมันมะพร้าวที่ผลิตโดยวิธีการสกัดเย็น (Cold Pressed)ซึ่งไม่ผ่านกระบวนการทางเคมี หรือการให้ความร้อนใดๆทำให้ได้น้ำมันที่มีคุณภาพพิเศษ ที่ยังคงมีกลิ่นหอม และรสชาติที่ดี อีกทั้งยังอุดมไปด้วยวิตามินอี และสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย

องค์ประกอบสำคัญในน้ำมันมะพร้าวที่มีผลต่อสุขภาพ
         องค์ประกอบหลักของน้ำมันมะพร้าวเป็นกรดไขมันอิ่มตัวมากกว่า 90% รองลงมาคือ กรดไขมันไม่อิ่มตัว วิตามินอี สารประกอบฟีนอลิก และสารไฟโตสเตอรอล โดยกรดไขมันอิ่มตัวส่วนใหญ่ที่พบในน้ำมันมะพร้าวคือกรดลอริก (lauric acid) มีอยู่ปริมาณ 45-50% ซึ่งเป็นกรดไขมันที่มีขนาดโมเลกุลปานกลาง (Medium chain fatty acid)ที่สามารถถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายและถูกเผาผลาญได้ดี  จึงสะสมในร่างกายได้น้อยกว่าไขมันที่มีขนาดโมเลกุลยาวในน้ำมันชนิดอื่นๆเมื่อบริโภคน้ำมันมะพร้าว กรดลอริกจะถูกเปลี่ยนเป็นโมโนลอริน (monolaurin) ซึ่งเป็นโมโนกลีเซอไรค์ชนิดเดียวกันกับที่มีอยู่ในน้ำนมมารดาแรก คลอดหรือที่รู้จักโดยทั่วไปว่า นมน้ำเหลือง ซึ่งเป็นสารสร้างระบบภูมิคุ้มกันโรคต่างๆให้กับทารกแรกคลอดในระยะ 6 เดือนแรกของชีวิต  ก่อนที่ร่างกายจะสร้างระบบภูมิคุ้มกันเองได้ อีกทั้งโมโนลอริน ในน้ำมันมะพร้าวจะมีคุณสมบัติเป็นสารปฎิชีวนะที่สามารถต้านเชื้อโรค เชื้อไวรัส  เชื้อรา  เชื้อแบคทีเรีย โปรโตซัว และพยาธิ เป็นต้น จึงกล่าวได้ว่า น้ำมันมะพร้าวมีส่วนช่วยในการเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพนั่นเอง(อ้างอิงที่ 1)
        วิตามินอี (Vitamin E)  น้ำมันมะพร้าวมีวิตามินอี ในรูปของในรูปโทโคเฟอรอล(tocopherol) และ โทโคไทรอีนอล (tocotrienol)สารดังกล่าวมีคุณสมบัติในการยับยั้งออกซิเดชั่น หรือเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งมีส่วนช่วยในการป้องกันความเสื่อมของร่างกายและป้องกันการเกิดโรคต่างๆเช่น โรคมะเร็ง หัวใจ ไขข้ออักเสบ เบาหวาน โรคภูมิแพ้ และการชราภาพก่อนวัยนอกจากนี้สารฟีนอลิก (phenolic compound) และสารไฟโตสเตอรอล (phytosterol) ยังเป็นสารต้านอนุมูลที่มีประโยชน์ต่อร่างกายเช่นกัน(อ้างอิงที่ 2)
         มีการศึกษาเป็นเวลาต่อเนื่อง เพื่อชี้ให้เห็นว่าน้ำมันมะพร้าวดีต่อสุขภาพของหัวใจ แม้จะทราบกันดีว่าการบริโภคไขมันอิ่มตัว อาจจะก่อให้เกิดโรคหัวใจ แต่การบริโภคน้ำมันมะพร้าวกลับมีส่วนช่วยลดปัจจัยการเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจเมื่อเปรียบเทียบกับการบริโภคน้ำมันชนิดอื่นๆ กล่าวคือ น้ำมันมะพร้าวมีส่วนช่วยปรับสัดส่วนของ ไขมัน HDL และ LDL โดยจะลดแนวโน้มการแข็งตัวของเลือด  อันเป็นสาเหตุของหลอดเลือดหัวใจอุดตันหรือแข็งตัว ลดอัตราการเกิดโรคมะเร็ง ลดระดับโคเลสเตอรอลในเลือด(อ้างอิงที่ 3)

ประโยชน์ของน้ำมันมะพร้าวต่อสุขภาพโดยรวม
  • เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง
  • ปกป้องเซลล์ตับลดภาวะตับอักเสบเรื้อรังจากพิษสุรา(อ้างอิงที่ 4)
  • ต้านเชื้อโรค
  • ช่วยลดไขมันชนิดไม่ดี (LDL)ลดโอกาสการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด อีกทั้งยังช่วยเพิ่มไขมันดี (HDL)อีกด้วย
  • ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง และโรคร้ายแรงต่างๆ
  • ช่วยต้านอนุมูลอิสระ
  • เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของอินซูลิน จึงช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดในผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน
  • ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของระบบเผาผลาญในร่างกาย
  • ช่วยชะลอความเสื่อมของร่างกาย ช่วยให้ร่างกายมีสุขภาพที่แข็งแรง(อ้างอิงที่ 5)

            ในปัจจุบันนิยมบริโภคน้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ เนื่องจากเป็นสารสกัดจากธรรมชาติ จึงมีความปลอดภัยและสามารถนำมาใช้ในการดูแลสุขภาพได้มากมาย  โดยไม่ก่อให้เกิดอันตรายและผลข้างเคียงใดๆต่อร่างกาย

เอกสารอ้างอิง
1.Li, D.F., Thaler, R.C., Nelssen, J.L., Harmon, D.L.,  Allee, G.L.andWeeden, T.L.1990. Effect of fat sources and combinations on starter pig performance, nutrient digestibility and intestinal morphology.JAnimSci 68:3694–3704
2.Ross, I.A., Cocos nucifera : medicinal plants of the world, volume 3. Humana Press, New Jersey. pp. 117-154, 2005.
3.ณรงค์ โฉมเฉลา: น้ำมันมะพร้าวป้องกันโรคมะเร็งได้อย่างไร. เอกสารวิชาการชมรมอนุรักษ์และพัฒนาน้ำมันมะพร้าวแห่งประเทศไทย 2(2):7-14, 2551
4.Kono, H., Enomoto, N., Connor, H.D., Wheeler, M.D., Bradford, B.U., Rivera, C.A., Kadiiska, M.B., Mason ,R.P. andThurman, R,G.2002. Medium-chain triglycerides inhibit free radical formation and TNF-alpha production in rats given enteral ethanol.Am J PhysiolGastrointest Liver Physiol. 278(3):467-76.
5.Kappally, S., Shirwaikar, A. and Shirwaikar,A. 2016. Coconut oil – a review of potential applications. Review Article. 7(2):34-41.


สามารถนำรหัสสมาชิก 47024879 ไปซื้อได้ที่สำนักงานธุรกิจกิฟฟารีนทั่วประเทศ
สั่งซื้อออนไลน์ หรือติดต่อสอบถามข้อมูล


วันอาทิตย์ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับสารสกัดจากส้มสีแดงและเบอร์รี่รวมเพื่อดูแลผิวพรรณให้กระจ่างใส

23:15 0 Comments

สารสกัดจากส้มสีแดง (Red Orange Complex) 

        คือ สารสกัดจากส้มสีแดง 3 สายพันธุ์จากประเทศอิตาลี ได้แก่ Moro , Tarocco และ Sanguinello ซึ่งเป็นสายพันธุ์เฉพาะที่ปลูกในแถบดินแดนทะเลเมดิเตอร์เรเนี่ยน ที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ได้แก่ แอนโธไซยานิน (Anthocyanin) , ฟลาโวนอยด์ (Flavonoid) กรดไฮดรอกซีซินนามิก (Hydroxycinnamic) และวิตามินซี (Ascorbie acid) ในปัจจุบันสารสกัดจากส้มสีแดงถูกพัฒนามาเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ช่วยให้ผิวกระจ่างใสเป็นธรรมชาติ

เรื่องน่ารู้เกี่ยววกับสารสกัดจากส้มสีแดงและเบอร์รี่รวมเพื่อดูแลผิวพรรณให้กระจ่างใส
     ในปัจจุบันการดูแลผิวพรรณจากภายใน (Skin care from within) ด้วยการรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีส่วนช่วยในการดูแลผิวพรรณให้กระจ่างใสกำลังได้รับความนิยม ซึ่งสารสกัดที่กำลังเป็นที่จับตามองว่ามีสารต้านอนุมูลอิสระสูงและดีต่อสุขภาพนั้นก็คือสารสกัดจากส้มสีแดง หรือ ที่รู้จักกันทั่วไปว่า Red Orange Complex มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Citrus sinensis L. สารสกัดจากส้มสีแดง (Red Orange Complex) คือสารสกัดจากส้มสีแดง 3 สายพันธุ์จากประเทศอิตาลี ได้แก่ Moro , Tarocco และ Sanguinello ซึ่งเป็นสายพันธุ์เฉพาะที่ปลูกในแถบดินแดนทะเลเมดิเตอร์เรเนี่ยน ที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ได้แก่ แอนโธไซยานิน (Anthocyanin) ฟลาโวนอยด์ (Flavonoid) กรดไฮดรอกซีซินนามิก (Hydroxycinnamic) และวิตามินซี (Ascorbie acid) ในปัจจุบันสารสกัดจากส้มสีแดงถูกพัฒนามาเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ช่วยให้ผิวกระจ่างใสเป็นธรรมชาติ (อ้างอินที่ 1) งานวิจัยผลของสารสกัดจากส้มสีแดงต่อสุขภาพผิว

สารสกัดจากส้มสีแดงกับการอักเสบของผิวและลดผดผื่นจากแสงแดด
       มีการศึกษาผลของสารสกัดจากส้มสีแดงต่อการป้องกันการอักเสบและผื่นแดงจากรังสี UVB  ในกลุ่มอาสาสมัคร สุขภาพดี อายุระหว่าง 26-47 ปี จำนวน 18 คน โดยให้อาสาสมัครรับประทานสารสกัดจากส้มสีแดงขนาด 100 มก. วันละ 2  ครั้ง ก่อนอาหารเช้า และก่อนนอน เป็นระยะเวลา 15 วัน พบว่าสารสกัดจากส้มสีแดง สามารถป้องกันผิวอักเสบจาก  การกระตุ้นโดยรังสี UVB และลดอาการผื่นแดงจากการแพ้แสงแดดได้อีกด้วย(อ้างอิงที่ 2)

สารสกัดจากส้มสีแดงป้องกันผิวหมองคล้ำแ ละช่วยให้ผิวขาวอย่างเป็นธรรมชาติ
       มีการศึกษาผลของสารสกัดจากส้มสีแดงต่อการป้องกันผิวหมองคล้ำ ในกลุ่มอาสาสมัครสุขภาพดีอายุระหว่าง 45-70 ปี จำนวน 25 คน โดยให้อาสาสมัครรับประทานสารสกัดจากส้มสีแดงขนาด 100 มก.วันละ ครั้ง เป็นระยะเวลา 15 วัน  พบว่า สารสกัดจากส้มสีแดง ช่วยลดระดับของเมลานินที่ผิวลงและลดเลือนจุดด่างดำได้ถึง 20 % (อ้างอิงที่ 3)

คุณประโยชน์ของสารสกัดจากส้มสีแดงต่อสุขภาพและผิวพรรณโดยรวม
        ช่วยลดผิวหมองคล้ำ และเพิ่มความสว่างสดใสของผิวพรรณอย่างเป็นธรรมชาติช่วยลดการอักเสบของผิว และลดผื่นแดงจากการเผชิญแสงแดดชะลอความเสื่อมโทรมของผิวจากการโดนแสงแดดสารสกัดจากส้มสีแดงเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพช่วยชะลอความเสื่อมของร่างกาย                  อีกทั้งป้องกันการเกิดโรคร้ายแรงได้ เช่น โรคมะเร็ง โรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดและหัวใจเป็นต้น (อ้างอิงที่ 4)

สารสกัดจากเบอร์รี่รวม (Mixed Berry)
      เป็นสารสกัดที่ได้จากเบอร์รี่รวม 11 ชนิด  สายพันธุ์ นำเข้าจากประเทศอเมริกา ได้แก่ สารสกัดจากเมล็ดองุ่น ผงบลูเบอร์รี ผงพรุน ผงเชอร์รี ผงราสพ์เบอร์รี ผงแครนเบอร์รี ผงสตรอเบอร์รี ผงบิลเบอร์รี ผงองุ่น สารสกัดบลูเบอร์รี สารสกัดบิลเบอร์รี อุดมไปด้วยสารประกอบฟีนอลิก แอนโธไซยานิน  วิตามิน และไฟเบอร์  (อ้างอิงที่ 5)

ประโยชน์ต่อสุขภาพโดยรวมของสารสกัดจากเบอร์รี่รวม
      อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระสูง มีส่วนช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดและหัวใจ ช่วยลดไขมันในเลือดโดยเฉพาะ LDL คอเลสเตอรอล ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งบางชนิด ป้องกันการเกิดโรคความจำเสื่อมและโรคที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับระบบประสาท (อ้างอิงที่ 6)

     ดังนั้น การรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีส่วนผสมของสารสกัดจากส้มสีแดงและ
สารสกัดจากเบอร์รี่รวม จะช่วยดูแลสุขภาพผิวพรรณให้กระจ่างใส ลดการอักเสบของผิว
ชะลอความเสื่อมโทรมของผิวจากการโดนแสงแดด อีกทั้งยังช่วยให้ร่างกายแข็งแรง
ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆที่นำมาสู่โรคร้ายแรงได้อีกด้วย

เอกสารอ้างอิง
1. Bonina ,F.P., Leotta, C., Scalia, G., Puglia, C.,Trombetta, D., Tringali,  G., Roccazzello, A.M., Rapisarda,  P., Saija, A. 2002. Evaluation of oxidative stress in diabetic patients after 
supplementation with a standardised red orange extract. Diab.Nutr.Metab. 15:14-19
2.Bonina,F. and Puglia,C. Effect of the supplementation with red orange complex® on ultraviolet-induced skin damage in human volunteers. Bionap Bioactive product.. 1-5.
3.Puglia, c., Offerta, A, Saija, A., Trombetta, D. and Venera, C. 2014. Protective effect of red orange extract supplementation against  UV-induced skin damages: photoaging and solar lentigines. Journal of Cosmetic Dermatology. 1-7.                                                                      
 4.Grosso, G., Galvano, F., Mistretta, A., Marventano, S.,  Nolfo, F., Nolfo, G., Buscemi, S., Drago, F., Veronesi, U. and Scuderi, A. 2013. Red Orange: Experimental Models and 
Epidemiological Evidence of Its Benefits on Human Health. Oxidative Medicine and Cellular Longevity. 1-10.
5. Basu, A.,  Rhone, M. and Lyons, T.J. 2010. Berries: emerging impact on cardiovascular health Nutrition Reviews 68 (3): 168-177.
6. Neto, C.C. 2007. Cranberry and blueberry: Evidence for protective effects against cancer and vascular diseases. Molecular Nutrition Food Research.51(6):652-664.



สามารถนำรหัสสมาชิก 47024879 ไปซื้อได้ที่สำนักงานธุรกิจกิฟฟารีนทั่วประเทศ
สั่งซื้อออนไลน์ หรือติดต่อสอบถามข้อมูล